รายงาน : คำถาม เบื่อมั้ย ใต้ม่านควัน แห่ง ‘เต๋า’ กับ เลือดสุพรรณ

10.06.20 | 13:00 น.

สภาพการณ์อันกำลังเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐเป็นปัญหาหรือไม่ น่าวิตก น่าหวั่นเกรง หรือไม่ในทางการเมือง

หากฟังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนไม่มีปัญหา

ยิ่งหากฟังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เหมือนกับทุกอย่างได้จบลงแล้ว

แต่เมื่อได้ยินคำถาม “เบื่อมั้ย” ก็รู้อยู่เป็นอย่างดี

เพราะนี่มิได้เป็นคำถามจาก นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มิได้เป็นคำถามจาก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
หรือเป็นคำถามจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

Advertisement

หากเป็นคำถามของคนระดับ “รองนายกรัฐมนตรี”

ยิ่งเมื่อประสานกับนิยามการเมืองใหม่ การเมืองเก่า อันออกมาจากปาก นายอุตตม สาวนายน และ นาย
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ยิ่งบังเกิดอาการสยอง

ศึกในพรรคพลังประชารัฐเป็นศึกใหญ่

หากทุกอย่างราบรื่น หากทุกอย่างสามารถตกลงกันได้ เหตุใดจึงต้องมีใบลาออกจาก 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

น่าจะเป็นคำถามจาก นายอุตตม สาวนายน

เพราะเมื่อไม่มีปัญหาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน ตัวเลขาธิการพรรค

ทำไมต้องเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

รู้อยู่เป็นอย่างดีว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คือ “พี่ใหญ่” ไม่ว่าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

เพียงชูชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็อ่อนระเนนเอนราบ

อย่าว่าแต่ นายอุตตม สาวนายน หรือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะอ่อนระเนนเอนราบเลย แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยากจะต่อกร

แล้วคำถาม “เบื่อมั้ย” เกิดขึ้นได้อย่างไร

การขยับขับเคลื่อนจาก “กลุ่ม
4 กุมาร” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อมองผ่านบทบาทของ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เด่นชัดยิ่งว่าเป็นการถอย

เป็นการถอยด้วยกระบวนท่าแบบ “เต๋า”

หยิบยกคันศรที่โก่งจนล้า หยิบยกความผสานผสมกลมกลืนกันระหว่างหยินกับหยาง ระหว่างแข็งกับอ่อนอันเป็นลีลาของ “เหล่าจื่อ”

และตามมาด้วยบทเพลง “เลือดสุพรรณ”

เป็นการถอยจากความจัดเจนในแบบเต๋าของจีน เป็นการถอยด้วยลีลามาด้วยกัน ไปด้วยกันในกระสวนแบบหลวงวิจิตร

น่าแปลกที่มากับคำถาม “เบื่อมั้ย”

เพราะคำว่า “เบื่อมั้ย” เพียง 2 คำเท่ากับสะท้อนให้เห็นท่วงท่าอาการอันลึกซึ้งในทางความคิด ในการถอย
ว่าจะเป็นการถอยในเชิงรุก

เพราะเป็นการถอยในทาง “ยุทธศาสตร์”

เมื่อมองผ่านม่านควันของลีลาแห่งคันศรของเต๋า เมื่อมองผ่านบทเพลงเลือดสุพรรณอันเข้มข้นก็จะเข้าใจในความเป็นจริง

ความเป็นจริงของ “ความขัดแย้ง” ที่ดำรงอยู่

ความเป็นจริงของ “การต่อสู้” แม้จะรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าไม่สามารถทัดทาน “กระแสหลัก” กระแสครอบงำภายในพรรคพลังประชารัฐได้

แต่ก็ดำเนินไปในท่วงท่า “กูจะสู้” แม้จะรู้ว่า “กูแพ้”