ทั้งคุณและผมต่างก็ชอบถ่ายรูป
การถ่ายรูปเป็นกิจกรรมที่ถูกแปลงความหมายจาก “สิ่งที่ทำในเวลาพิเศษ” เช่นงานรับปริญญา งานรวมญาติ หรือเวลาไปเที่ยว กลายมาเป็น “สิ่งที่เราสามารถทำได้ในทุกวัน”
เพียงกดปุ่มบนโทรศัพท์ เราก็ได้บันทึกช่วงเวลานั้นไว้ทั้งในใจและในข้อมูลบิตศูนย์หนึ่ง นำความพึงพอใจแปลกประหลาดมาให้
แต่ถึงทั้งคุณและผมจะชอบถ่ายรูป เราก็อาจมีความคิดเกี่ยวกับคนที่ถ่ายรูปในงานมหรสพ คอนเสิร์ต หรือการแสดง แตกต่างกันออกไปนะครับ
บางคนคิดว่าการบันทึกภาพในคอนเสิร์ตนั้นช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับพวกเขา เพราะเขาก็ได้แชร์ภาพเหล่านั้นไปเพื่อเพิ่มความสุขให้กับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสมาได้ด้วย บางคนอยากบันทึกเพื่อให้เหตุการณ์นั้นดำเนินไปเนิ่นนานไม่มีวันจบ กลับกัน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการบันทึกภาพคอนเสิร์ตนั้นก็เห็นว่าเราควรอยู่กับปัจจุบัน ควรมีความสุขไปกับเหตุการณ์ตรงหน้าโดยไม่พะว้าพะวังที่จะต้องบันทึกมันลงโทรศัพท์มือถือ หรือกระทั่งอาจคิดว่า การบันทึกภาพการแสดงเป็นการไม่ให้เกียรตินักแสดงด้วยซ้ำ ความเห็นที่แตกต่างนี้ทำให้เกิดการแซะคนพวกแรก (ที่ถ่ายรูปในคอนเสิร์ต) อยู่บ่อยๆ ให้เห็นบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่าเป็นพวกไม่มีอารยธรรมบ้าง ไม่รู้จักอยู่กับปัจจุบันบ้าง
ในต่างประเทศมีการออกมาแสดงความเห็นเรื่องการบันทึกภาพมหรสพจากฝั่งนักดนตรี นักร้อง หรือนักแสดงตลกอยู่มากเหมือนกันครับ ฝั่งที่โอเคกับการบันทึกภาพคอนเสิร์ต (หรือกระทั่งวิดีโอ) อย่าง RadioHead ก็บอกให้คนที่มาชมคอนเสิร์ตของตนถ่ายรูปไปเยอะๆ ถ่ายวิดีโอไปเยอะๆ แชร์กันสดๆ ผ่านแอพฯ อย่าง Periscope ก็ยิ่งดี เขาออกมาพูดในเชิงสนับสนุนจนถึงกระทั่งเชียร์ด้วยซ้ำ ส่วนด้านที่ไม่โอเคกับการบันทึกภาพ อย่างเช่น เทย์เลอร์ สวิฟต์, อเดลล์ หรือนักแสดงตลก หลุยส์ ซี เค ก็เริ่มหามาตรการที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกันไม่ให้คนบันทึกภาพการแสดงของตนไปแชร์ได้
ปัจจุบันมีสตาร์ตอัพหนึ่งชื่อ Yondr (http://overyondr.com) ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักแสดงประเภทหลัง (ที่ไม่ต้องการให้บันทึกภาพ) สิ่งประดิษฐ์ของ Yondr ก็ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อนครับ มันมีลักษณะเป็นคล้ายๆ “ถุงเท้า” ที่จะแจกหน้าคอนเสิร์ต (หรือการแสดงอะไรก็ตาม) แล้วพนักงานหน้าคอนเสิร์ตก็จะบอกให้เราเอามือถือใส่เข้าไปในถุงเท้านี้ ความฉลาดของมันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวเข้าไปในพื้นที่การแสดง ถุงเท้านี้มันจะล็อกตัวเอง ทำให้เราเอาโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปไม่ได้ หากเราต้องรับสาย หรือต้องการเอาโทรศัพท์ออกมาเล่นเกมหรือเช็กอีเมล์ เช็กเฟซบุ๊กอะไรก็ตาม เราก็เพียงเดินออกมานอกพื้นที่การแสดง ถุงเท้านี้ก็จะปลดล็อกให้เราเอาโทรศัพท์ออกมาใช้ได้ ปัจจุบันมีนักแสดงหลายคนที่เลือกใช้บริการของสตาร์ตอัพเจ้านี้เพื่อ “กึ่งๆ บังคับ” ให้ผู้ชมจดจ่อกับการแสดงของตน โดยไม่หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแล้ว
สำหรับผมเอง สตาร์ตอัพอย่าง Yondr นี่ถือว่าไม่ได้รุกล้ำสิทธิอะไรของเรามากนะครับ เพราะคิดว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล (Private Space) และถือว่าเรา “รู้ตัว” ก่อนเลือกซื้อบัตรการแสดงนั้นๆ อยู่แล้ว ว่าเราจะไม่สามารถถ่ายรูปหรือวิดีโอออกมาได้ (ซึ่งถึงแม้ไม่ต้องใช้สตาร์ตอัพแบบนี้ ก่อนเข้าการแสดงของหลายๆ เจ้า ก็จะมีการตรวจสอบไม่ให้เอามือถือหรือกล้องวิดีโอเข้าไป) ที่รำคาญก็คือว่า ระหว่างการแสดงเราจะเช็กเมสเสจหรือเฟซบุ๊กไม่ได้เท่านั้นเอง แต่มันก็อาจเป็นการแก้ปัญหากันคนอื่นรำคาญเวลาอยู่ในที่มืดแล้วมีจอสว่างวาบขึ้นมาได้ชะงัดอยู่ ทุกคนจะได้ชมการแสดงอย่างสงบพอๆ กัน
แต่ปัญหาก็คือ-ตอนนี้มันมีสิ่งที่น่ากลัวกว่า Yondr น่ะสิครับ
รายงานจาก The Atlantic บอกว่า ตั้งแต่ปี 2011 แอปเปิลได้จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับกล้องในโทรศัพท์มือถือไว้ใบหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่น่ากลัวสำหรับทั้งคุณและทั้งผม-มันเป็นสิทธิบัตรเทคโนโลยีกล้องบนสมาร์ทโฟนที่จะตอบสนองกับสัญญาณอินฟาเรด แล้วแกะข้อมูลในสัญญาณอินฟาเรดนั้นออกมาแสดงเป็นผลลัพธ์บนจอภาพ ตัวอย่างการใช้งานเช่น ในพิพิธภัณฑ์ ตู้จัดแสดงอาจปล่อยสัญญาณอินฟาเรดออกมา เพื่อที่ว่าเวลาเราเอามือถือไปส่องแล้ว เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับของที่มันจัดแสดงอยู่
ฟังเท่านี้แล้วอาจจะรู้สึกไม่น่ากลัวเท่าไหร่-แต่ว่าสิทธิบัตรเดียวกันก็บอกวิธีใช้อีกแบบไว้ด้วยนะครับ คือถ้าพื้นที่ใดส่งสัญญาณอินฟาเรดแบบเฉพาะออกมา ก็อาจ “บล็อก” ไม่ให้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปหรืออัดวิดีโอได้เลย แอปเปิลบอกว่า การใช้งานแบบหลังนี้อาจใช้ในบริเวณคอนเสิร์ต หรือการแสดงต่างๆ ที่ผู้จัดงานไม่ต้องการให้ถ่ายภาพหรืออัดการแสดงได้
ซึ่งถ้าฟังเท่านี้ก็ยังไม่น่ากลัว แต่ลองคิดดูสิครับ ว่าตอนนี้นอกจากเราใช้กล้องโทรศัพท์อัดภาพการแสดงหรือคอนเสิร์ตแล้ว มันยังถือว่าเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการ “บันทึก” ภาพสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลในสังคมหลายๆ อย่างด้วย เช่น การใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ การให้บริการที่ไม่เหมาะสมของร้านอาหารหรือร้านค้าต่างๆ การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดของรัฐวิสาหกิจ และอื่นๆ ซึ่งถ้าต่อไปสิทธิบัตรนี้สามารถ “บล็อก” ไม่ให้เราถ่ายรูป (ถึงแม้จะบล็อกได้แค่กล้องมือถือ) แต่ก็น่าคิดว่ามันจะถูกใช้โดยผู้มีอำนาจและเจ้าของสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง
หากเป็นในสหรัฐอเมริกา การถ่ายรูปในพื้นที่สาธารณะอย่างเช่นสวน ถนนหนทาง หรือพลาซ่านั้น ถูกปกป้องด้วย First Amendment อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีเจ้าหน้าที่ (เช่นตำรวจ) ที่คอยห้ามไม่ให้ประชาชนถ่ายรูปการทำงานของตนอยู่เรื่อยๆ อาจเพราะต้องการปกปิดรายละเอียดที่อ่อนไหวบางอย่าง หรือกระทั่งต้องการปกปิดการกระทำของตนเอง
ส่วนในประเทศไทยนั้น การถ่ายภาพบุคคลในที่สาธารณะถือว่าสามารถกระทำได้ ไม่ละเมิด เพราะในพื้นที่สาธารณะศาลฎีการะบุว่า เรา “ไม่อาจคาดหวังความเป็นส่วนตัวอย่างสมเหตุสมผล” แต่ถ้าถ่ายแล้วทำให้เสียหาย ก็ต้องไปพิจารณากันต่อว่าทำให้เสียหายจริงไหม อย่างไร
หากลองจินตนาการอย่างเลวร้ายที่สุด หากผู้มีอำนาจต้องการบุกเข้าจับประชาชน แต่ไม่ต้องการให้ภาพการบุกเข้าจับถูกเผยแพร่ ในอนาคต เขาก็อาจจะพกเจ้า “เสาสัญญาณ” (Beacon) เล็กๆ เพื่อให้ส่งสัญญาณอินฟาเรดออกมาทำให้กล้องโทรศัพท์มือถือใช้การไม่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีภาพถ่ายหลงเหลือให้มาใช้เป็นหลักฐาน หรือกระทั่งมิจฉาชีพก็อาจใช้วิธีการคล้ายๆ กัน เพื่อหลบเลี่ยงความผิดได้ด้วย
สิทธิบัตรนี้ของแอปเปิลจึงไม่ใช่แค่การ “ห้ามถ่าย” เพื่อการสันทนาการอย่างในพื้นที่มหรสพ หรือในพิพิธภัณฑ์ แต่มันยังอาจเป็นการห้ามถ่ายในพื้นที่ที่เราเคยมีสิทธิในการถ่ายได้ด้วย
ถึงแม้ในปัจจุบัน เราจะได้เรียนรู้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยภาพที่ถูกตกแต่งด้วยโฟโต้ชอป ว่า “อย่าเชื่อถือว่าภาพถ่ายเป็นหลักฐานที่ดีนัก” แต่การริบเอาสิทธิที่จะถ่ายออกไปจากเราโดยสิ้นเชิงนั้นก็พาเราไปสู่เขตแดนของปัญหาใหม่ๆ ที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่าตัว

