การวาง “โรดแมป” ย่างเข้าสู่เส้นทาง “ประชาธิปไตย” โดยเหล่า JUNTA แห่งสหภาพเมียนมาด้วยการเข้าสู่ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551
มิได้หมายความว่าเหล่า JUNTA ไม่ได้ระมัดระวัง
อย่างน้อยเหล่า JUNTA ก็ตระหนักเป็นอย่างดีว่าวิถีดำเนินแห่งระบอบ “ประชาธิปไตย” นั้นเป็นเหมือนกับดาบ 2 คม
หากจัดวาง “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ไม่ดี คมด้าน 1 ก็อาจจะบาดตัวเอง
อย่างน้อยพวกเขาก็เก็บรับบทเรียนมาเป็นอย่างดีจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 ที่ประชาชนเทคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) อย่างท่วมท้น หากศึกษาข้อมูล พรพิมล ตรีโชติ จาก “จากกลุ่มอิระวดีสู่สาละวิน”
นั่นก็คือ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาถึงร้อยละ 82 จากทั้งรัฐสภา
นั่นก็คือ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยจำนวนมากถึง 396 ที่นั่งจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 485 ที่นั่ง
ทั้งยังเป็นการเลือกตั้งที่ขาวสะอาด เป็นที่ยอมรับ
บทเรียนนี้เองจึงเป็นฐานที่มาแห่งร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่เรียกว่า “ระยะเปลี่ยนผ่าน” จำกัดตัดสิทธิ กีดกันอย่างเป็นการจำเพาะไปยังนางออง ซาน ซูจี โดยตรง
และเป็นฐานที่มาแห่งกระบวนการ “ประชามติ” แบบ “ปิดประตูตีแมว”
ผลการออกเสียงประชามติที่มากกว่าร้อยละ 93 เห็นชอบกับ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ในระยะเปลี่ยนผ่านที่ร่างโดยเหล่า JUNTA สะท้อนอะไร
1 สะท้อนถึงเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่
เป็นเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวที่มีเป้าหมายเพื่อการต่อท่อแห่งการ “สืบทอดอำนาจ” อย่างไม่ปิดบังอำพราง
เห็นได้จากบทบัญญัติจำนวน ส.ส. “ลากตั้ง” ร้อยละ 25 ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด
เห็นได้จากบทบัญญัติที่กำหนดไว้เลยว่า กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงชนชาติส่วนน้อย กระทรวงกิจการชายแดน ต้องมาจากสภากลาโหม
เห็นได้จากการห้ามผู้มีคู่สมรสชาวต่างประเทศดำรงตำแหน่ง “ประมุข” แห่งรัฐ
ยิ่งกว่านั้น เหล่า JUNTA ซึ่งครองอำนาจอยู่และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการประชามติยังแสดงความแน่วแน่ที่จะให้ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ต้องผ่านความเห็นชอบ
แน่วแน่ในการรณรงค์ด้านเดียว แผ่แบด้านดีอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
แน่วแน่ในการกีดกัน ตัดวงจรของฝ่ายซึ่งไม่เห็นด้วยไม่ให้มีพื้นที่ในการรณรงค์ พร้อมที่จะจับกุมคุมขัง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
และในที่สุดก็แน่วแน่ในการ “โกง” ประชามติ
สภาพอันเกิดขึ้นในห้วงแห่งการเคลื่อนไหวร่างรัฐธรรมนูญและนำตัวร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปประทับตราผ่านกระบวนการ “ประชามติ”
ล้วนอยู่ในสายตาของ “ประชาคม” โลก
จากความเป็นจริงที่ชาวเมียนมาเคยเทคะแนนเลือกคนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 82 ของที่นั่งทั้งรัฐสภา จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีเสียงไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเพียง 1 ล้านเศษ
ขณะที่เสียงเห็นชอบมากกว่า 24 ล้านคะแนน
การโกงด้วยกระบวนการลงคะแนน นับคะแนน ระหว่างการออกเสียงประชามติจึงสามารถคาดหมายได้ ชาวเมียนมารู้ ประชาคมโลกรู้
ผลจึงสะท้อนออกอีกครั้งจากการเทคะแนนให้กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2558
ด้วยการเลือกพรรค NLD มากกว่าร้อยละ 90
ประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่สหภาพเมียนมาปี 2551 จึงต่างจากประชามติที่สหราชอาณาจักรปี 2559
ขณะที่ประชามติสหภาพเมียนมาเป็นเงาสะท้อนแห่งสังคม “เผด็จการ” โดยรัฐบาลทหาร ประชามติสหราชอาณาจักรเท่ากับเงาสะท้อนแห่งสังคม “ประชาธิปไตย”
หูชาวเมียนมามิใช่หูกระทะ ตาชาวเมียนมามิใช่ตาไม้

