ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไทยต้องเผชิญกับลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก สาเหตุหนึ่งที่ชาติตะวันตกยกขึ้นกล่าวอ้างคือความล้าหลังของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย จึงต้องทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก ใน พ.ศ.2398 และต้องทำสนธิสัญญาทำนองเดียวกันกับชาติตะวันตกอื่นๆ ในเวลาต่อมา ผลของสนธิสัญญาดังกล่าวทำให้ไทยต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงเร่งรีบปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลให้ทันสมัยในแบบที่ชาติตะวันตกยอมรับ เพื่อให้ได้เอกราชทางกฎหมายและการศาลกลับคืนมาโดย ใน พ.ศ.2434 ทรงประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมให้เป็นแบบสมัยใหม่ เพื่อรวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ มาขึ้นกับกระทรวงยุติธรรมให้ระบบศาลไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
ส่วนด้านการปฏิรูปกฎหมายมีตรากฎหมายทั้งกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติให้เป็นแบบสมัยใหม่ จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นในกระทรวงยุติธรรมเมื่อ พ.ศ.2440 ผู้ที่สอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมายนี้ เรียกว่าเป็นเนติบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายจึงเป็นรากฐานของการสอนกฎหมายของไทยในสถาบันต่างๆ ในเวลาต่อมา ในช่วงแรกๆ คือ เนติบัณฑิตยสภา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาถึงปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการสอนกฎหมายในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ต่อมาในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงออกประกาศจัดระเบียบราชการกระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ.2455 โดยแยกหน้าที่ให้มีฝ่ายธุรการส่วนหนึ่งให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้บังคับบัญชา และฝ่ายตุลาการส่วนหนึ่งมีอธิบดีศาลฎีกาซึ่งต่อมาคือตำแหน่งประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการแผนกตุลาการ รวมทั้งการตั้งและเลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษา ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นรากฐานประการหนึ่งในการแบ่งอำนาจตุลาการออกจากอำนาจบริหาร
ต่อมาใน พ.ศ.2457 ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาขึ้น เพื่อ “บำรุงการศึกษาวิชากฎหมายทั้งการรักษาความประพฤติของทนายความให้ตั้งอยู่ในสัจธรรม ให้สาธารณชนได้อาไศรยทนายความซึ่งมีความสามารถและสมควรจะเชื่อถือได้ดียิ่งขึ้น” ได้พระราชทานบันทึกเรื่องเนติบัณฑิตยสภา กำหนดหน้าที่และวิธีดำเนินงานของเนติบัณฑิตยสภาไว้และได้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้ท้ายบันทึก
ในปีเดียวกันนั้นทรงตราพระราชบัญญัติทนายความ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งในครั้งนั้นยังแบ่งชั้นของทนายความเป็นทนายความชั้นที่ 1 คือทนายความผู้สอบไล่วิชากฎหมาย ได้รับประกาศนียบัตรเป็นเนติบัณฑิต มีสิทธิว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร และทนายความชั้นที่ 2 คือ ทนายความซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สอบสวนคุณวุฒิความรู้ความชำนาญแล้วสมควรอนุญาตให้เป็นทนายความได้ และกำหนดให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นเจ้าพนักงานทะเบียนทนายความ
ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพทนายความต้องยื่นเรื่องราวเพื่อขอใบอนุญาตต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเลือกสรรกรรมการในเนติบัณฑิตยสภาตั้งขึ้นเป็นกรรมการคณะหนึ่ง เพื่อสอดส่องความประพฤติของทนายความ
สําหรับข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมนั้น โดยรากฐานแยกออกจากข้าราชการพลเรือนมาแต่แรก ส่วนข้าราชการอัยการเดิมเมื่อแรกตั้งกรมอัยการยังเป็นข้าราชการพลเรือน ต่อมาใน พ.ศ.2503 มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2503 แยกข้าราชการอัยการออกจากข้าราชการพลเรือน โดยมีเหตุผลสำคัญว่า พนักงานอัยการมีตำแหน่งหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน ข้าราชการอัยการต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ และปฏิบัติงานได้โดยอิสระทำนองเดียวกับข้าราชการตุลาการ เพื่อส่งเสริมระบบยุติธรรมของประเทศได้ดียิ่งขึ้น
แต่เดิมมาแต่แรกเริ่มจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2434 ศาลยุติธรรมอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมามีการตั้งกรมอัยการใน พ.ศ.2436 ขึ้นในกระทรวงยุติธรรมเช่นกัน ผู้ที่เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมและเป็นพนักงานอัยการในกรมอัยการ ต้องเป็นผู้ที่สอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมาย ในปัจจุบันการกำหนดคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้จะเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาและพนักงานอัยการได้นั้น กำหนดให้ผู้สมัครทุกคนต้องมีคุณสมบัติเป็นสามัญสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภา การเป็นสามัญสมาชิกได้นั้นต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตจากสำนักอบรมและศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
จะเห็นได้ว่าเนติบัณฑิตยสภามีบทบาทในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และผู้ประกอบอาชีพทนายความรวมทั้งควบคุมดูแลรักษาความประพฤติของทนายความมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ในปัจจุบันนี้ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 ด้วยเหตุผลว่า “โดยที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเนติบัณฑิตยสภาโดยเฉพาะ จึงสมควรตรากฎหมายขึ้นเพื่อความประสงค์นี้” ในกฎหมายฉบับนี้ได้กล่าวถึงด้วยว่า ให้เนติบัณฑิตยสภาซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยทนายความด้วยนั้นเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ คือ ส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีทุนเพื่อการนั้น ควบคุมมรรยาททนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ และส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก
ข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภากำหนดให้สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา มี 5 ประเภทคือ สามัญสมาชิกซึ่งต้องต้องเป็นผู้ที่สอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม หรือสอบไล่สำเร็จวิชากฎหมายจากคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2476 หรือสอบความรู้ทางนิติศาสตร์ได้ปริญญาตรีเป็นธรรมศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนหรือในสมัยสอบไล่ พ.ศ.2495 หรือสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมาชิกวิสามัญซึ่งต้องเป็นผู้ที่สอบความรู้ทางนิติศาสตร์ ได้ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมืองหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือจากมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศไทยซึ่งเนติบัณฑิตยสถานเห็นว่ามีมาตรฐานการศึกษาเทียบได้กับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกสมทบ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและความสามารถ อาจได้รับอนุญาตเป็นทนายความชั้นที่ 2 ภาคีสมาชิก ได้แก่นักศึกษาในสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกวิสามัญหรือสมาชิกสมทบ และ สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ผู้ทรงเกียรติคุณและมีความรอบรู้นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ซึ่งคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภายกย่องและเชิญเป็นสมาชิก
ในการสมัครเป็นสามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญ ผู้สมัครต้องกรอกประวัติโดยละเอียดรวมทั้งการกระทำความผิดทางอาญา ทางแพ่งหรือวินัยเพื่อให้คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภาพิจารณาว่าสมควรจะรับผู้สมัครเป็นสามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาหรือไม่ หากผู้สมัครคนใดกระทำความผิดทางอาญาที่มีโทษรุนแรง อาทิ ฆ่าผู้อื่น ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน หรือกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ รวมทั้งผู้สมัครที่ถูกดำเนินคดีแพ่งหลายคดี หรือคดีแพ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลทั่วไปจำนวนมาก หรือข้าราชการที่ทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา อาจมีมติไม่รับเป็นสามัญสมาชิก หรือสมาชิกวิสามัญ ก็จะทำให้ผู้นั้นไม่สามารถเป็นผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ทนายความ หรือประกอบวิชาชีพกฎหมาย
นอกจากนี้ถ้าสมาชิกคนใดถูกถอดถอนจากสามัญสมาชิก หรือสมาชิกวิสามัญก็จะไม่สามารถวิชาชีพกฎหมายได้ต่อไป ดังนั้นเนติบัณฑิตยสภาจึงเป็นหน่วยงานหลักที่จะรักษาระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และผดุงความยุติธรรมในประเทศไทย
โดยนัยดังกล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า หากผู้ประสงค์จะเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา หรือพนักงานอัยการ ต้องสร้างคุณสมบัติให้ตนได้เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภาก่อน และหากขาดความเป็นสามัญสมาชิกดังกล่าวแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหรือพนักงานอัยการได้ ส่วนทนายความนั้นแม้ปัจจุบัน จะไม่มีการกำหนดชั้นของทนายความเช่นในอดีตแล้ว และการควบคุมมรรยาททนายความเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาทนายความและคณะกรรมการควบคุมมารยาททนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่กฎหมายก็ยังกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่งด้วย คือเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
เนติบัณฑิตยสภา จึงเป็นองค์กรวิชาชีพกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการช่วยกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายทั้งในตำแหน่งผู้พิพากษา พนักงานอัยการ หรือทนายความ ให้ดำรงตนอย่างเที่ยงธรรม มีความประพฤติไม่เสื่อมเสีย และรักษาเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภา ประการสำคัญต้องเป็นที่พึ่งในทางกฎหมายและอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
นอกจากนั้นสามัญสมาชิกจำนวนมากของเนติบัณฑิตยสภาที่มิได้ประกอบอาชีพเป็นผู้พิพากษา พนักงานอัยการ หรือทนายความ แต่รับราชการในตำแหน่งอย่างอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน หลายๆ ท่าน เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือตุลาการศาลปกครอง หรือข้าราชการพลเรือน ก็มีบทบาทสำคัญในวงงานราชการ หรือเป็นนักธุรกิจคนสำคัญ อาจารย์มหาวิทยาลัย และอื่นๆ ที่ต่างมีผลงานอันเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติเสมอมา
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 จึงกำหนดให้องค์ประกอบของคณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ประธานศาลฎีกาเป็นนายกเนติบัณฑิตยสภา ประธานศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นอุปนายกคนที่ 1 และอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นอุปนายกคนที่ 2 แล้ว ยังกำหนดให้มีกรรมการอื่นอีก 20 คน ซึ่งต้องให้เลือกตั้งจากบุคคล 4 ประเภท คือ ผู้ที่เป็นสามัญสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ประเภทละ 5 คน คือ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ทนายความ และ บุคคลอื่นนอกจาก 3 ประเภทแรก
ผู้ที่มีสิทธิเลือกกรรมการแต่ละประเภทต้องเป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภาและใช้สิทธิเลือกกรรมการ 5 คนจากผู้ที่เหมาะสมตามประเภทของตน กล่าวคือ ข้าราชการตุลาการทั้งหลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกกรรมการ 5 คน ที่ต้องเป็นข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการทั้งหลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกกรรมการ 5 คน ที่ต้องเป็นข้าราชการอัยการ ทนายความทั้งหลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกกรรมการ 5 คน ที่ต้องเป็นทนายความ และบุคคลนอกจาก 3 ประเภทแรก (รวมทั้งข้าราชการตุลาการบำนาญ และข้าราชการอัยการบำนาญ) เป็นผู้มีสิทธิเลือกกรรมการ 5 คน ที่เป็นบุคคลนอกจาก 3 ประเภทแรก
บุคคลทั้ง 4 ประเภท ซึ่งจะได้รับเลือกจากสามัญสมาชิกตามแต่ละประเภทของตน เพื่อมาทำหน้าที่กรรมการเนติบัณฑิตยสภา จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและมีความหมายต่อรากฐาน ความเป็นมา และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา ทั้งนี้ เพื่อให้เนติบัณฑิตยสภาดำรงความเป็นองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงทุกด้านสืบไป
สําหรับปีนี้จะมีการเลือกตั้งกรรมการเนติบัณฑิตยสภาแต่ละประเภท รวม 4 ประเภท คือ (1) ข้าราชการตุลาการ (2) ข้าราชการอัยการ (3) ทนายความ (4) บุคคลอื่น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภาได้เป็นประธานส่งบัตรเลือกตั้งประเภทข้าราชการตุลาการ เป็นสีฟ้า จำนวน 5,029 ใบ ประเภทข้าราชการอัยการ เป็นสีชมพู จำนวน 3,882 ใบ ประเภททนายความ เป็นสีเหลือง จำนวน 7,465 ใบ และประเภทบุคคลอื่น เป็นสีเขียว จำนวน 21,061 ใบ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งประเภทใดต้องกรอกชื่อผู้รับเลือกตั้ง ไม่เกินจำนวน 5 คน แล้วส่งบัตรเลือกตั้งคืน ไปยังเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา ภายในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 เวลา 16.30 น. แล้วจะมีการนับบัตรเลือกตั้งในวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
จึงขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านได้ใช้สิทธิโดยพร้อมเพรียง

