นักปราชญ์ทางการเมืองเคยกล่าวไว้ว่า “ความเคียดแค้นคือ..ลูกระเบิดนิวเคลียร์ที่ฝังในสมองมนุษย์ พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ”….
จากปรากฏการณ์ฆ่าสยองอันน่าผวาครั้งล่าสุด ในมิวนิก เยอรมนี เมื่อเช้าตรู่วันที่ 23 ก.ค.ศกนี้ โดยมือปืนโหดชาวเยอรมันเชื้อสายอิหร่าน เปิดฉากกราดยิงไม่เลือกหน้า ตั้งแต่ร้านแมคโดนัลด์ก่อนข้ามฝั่งมายังห้างโอลิมเปียฯ ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 10 คน และบาดเจ็บ 21 คน
การก่อการร้ายบุกฆ่าหมู่ด้วยการกราดยิงหรือด้วยระเบิดพลีชีพอย่างโหดเหี้ยม นับว่าเป็นภัยมืดที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก คุกคามสันติสุขในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง…น่าสะพรึงกลัว!
ก่อนหน้านี้ นับจากวันที่ 12 มิถุนายนเป็นต้นมา ถึง 23 กรกฎาคม เพียงระยะเวลาไม่นานก็ได้เกิดเหตุร้ายสะเทือนขวัญติดต่อกันหลายครั้งจากกลุ่มมัจจุราชใจโหดถึง 4-5 ครั้ง นั่นคือ…ช่วงเช้าวันที่ 12 มิ.ย. มือปืนเหี้ยมคนหนึ่งได้บุกเดี่ยวเข้าไปสังหารหมู่ในคลับออร์แลนด์โด้ ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 49 ศพ บาดเจ็บ 53 ราย
ต่อมา เมื่อพลบค่ำวันที่ 28 มิ.ย. คนร้าย 3 คนบุกเข้ากราดยิงผู้คนในสนามบินนานาชาติอตาเติร์ก ประเทศตุรกี อย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้คนตายถึง 43 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ทั้งที่เป็นเทศกาลรอมฎอน โดยผู้ก่อการได้พกระเบิดพลีชีพติดตัวไปพร้อมที่จะสังเวยชีวิตเพื่อลัทธิบ้าคลั่ง ซึ่งนับเป็นการถูกก่อการร้ายในตุรกีติดต่อกันครั้งที่ 5 ของปี
และแล้ว เหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก เมื่อวันที่ 1-2 ก.ค.นี้เอง กลุ่มไอเอสโหดได้บุกเข้าฆ่าสยอง ในร้านอาหารในกรุงธากา บังกลาเทศ ซึ่งเป็นย่านสถานทูตและเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ โดยตำรวจจู่โจมปะทะดุเดือดจับตายคนร้าย 6 คน ขณะที่กลุ่มคนร้ายฆ่าตัวประกันตาย 20 ศพ
เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ข่าวเอพีรายงานว่า เกิดระเบิดในเวลาไล่เลี่ยกัน 2 ครั้งที่กรุงแบกแดด อิรัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 90 ศพ บาดเจ็บ 170 กว่าคน โดยที่กลุ่มไอเอส (IS) อ้างต้วว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายในครั้งดังกล่าวด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ กองทัพอิรักได้บุกยึดคืนเมืองพัลลูจาห์ที่ตกอยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มไอเอส และอีกหลายพื้นที่ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ แม้อิรักจะสามารถยึดพื้นที่คืนจากไอเอสหลายแห่งแล้วก็ตาม แต่ไอเอสก็ยังใช้ยุทธการสู้รบแบบการก่อการร้ายจากนอกประเทศรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ
จึงเป็นประเด็นที่ชาวโลกผู้รักสันติสุข ต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัยแห่งการเกิดลัทธิก่อการร้าย “ภัยมืดชนิดใหม่” อย่างจริงจัง เพื่อได้ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่า เกิดจากเหตุปัจจัยใด? ทำไมจึงเกิดการแพร่ระบาดของปัจเจกชนที่มีความคิดเคียดแค้นไม่ต่างกับ “ลูกระเบิดนิวเคลียร์ในสมอง” อย่างรวดเร็ว และการปฏิบัติการบุกเดี่ยวพลีชีพตนเอง อย่างน่าสะพรึงกลัว ดังที่ปรากฏในขณะนี้?
ด้วยเหตุพื้นที่เขียนมีจำกัด ผู้เขียนขอยกอุทาหรณ์ เฉพาะที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส (IS) ขึ้นมาวิเคราะห์ เป็นประการแรก
จะเห็นได้ว่าการเกิดเหตุร้ายกรณีแรกในสหรัฐนั้น เกิดขึ้นจากฝีมือบุคคลผู้เป็นซิติเซ่นของอเมริกาเอง ซึ่งมีเชื้อสายอัฟกัน โดยกระทำการอุกอาจ “บุกเดี่ยว” เข้าสังหารหมู่อย่างสุดอำมหิต ทั้งๆ ที่รับเงินเดือนเป็นการ์ดในหน่วยงานสหรัฐ
มือปืนรายนี้ชื่อ โอมาร์ มาติน วัยเพียง 29 ปี ซึ่งเป็นทั้ง US ซีเคียวริตี้การ์ด และที่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนของสหรัฐ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 50 ราย บาดเจ็บ 53 คน นับเป็นคดีนองเลือดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และเป็นข่าวสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก..แต่ทว่า ท่ามกลางความเศร้าสลดของชาวโลก….สำหรับทางด้าน IS กลุ่มนิยมความรุนแรง กลับจัดงานเฉลิมฉลองความสำเร็จในการโจมตีอเมริกาอย่างรื่นเริง แพร่ปรากฏในเว็บไซต์โปรไอรีส(IS)…เหตุการณ์หฤโหดในครั้งนี้ ได้บ่งชี้ถึงนัยอะไร? จึงน่าติดตามให้ถึง…แก่นแท้
มาติน มือปืนโหดรายนี้ ไม่ใช่คนในพื้นที่เกิดเหตุ แต่งงานและมีบุตรแล้ว พ่อแม่เป็นอัฟกันจากอัฟกานิสถาน เคยเทรนการใช้อาวุธในอัฟกานิสถาน และน่าเชื่อว่าเป็นมุสลิมหัวรุนแรง ที่ได้วางแผนการร้ายไว้ล่วงหน้า จากสาเหตุที่ได้สะสมความเกลียดชังที่มีต่อระบบการปกครองของอเมริกา ตามหลักคำสอนลัทธิก่อการร้ายชนิดฝังหัว เพราะมาตินเคยหลุดปากเข้าหูเพื่อนที่เป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า มาตินมีความจงรักภักดีต่อองค์การก่อการร้าย ประเทศอิสลาม (IS ) มาตั้งแต่ต้น
เหตุการณ์คร่าชีวิตหลายสิบศพในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้ชาวโลกได้ตระหนักว่า ภัยพิบัติอันใหญ่หลวงกำลังคืบคลานเข้ามาสู่โลกที่เคยสันติสุขแล้ว ต่อไปจะรับมือกับภัยมืดนี้อย่างไร จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำในหลายประเทศ ควรต้องนำมาพิเคราะห์พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกลยุทธ์การปราบปรามให้เกิดประสิทธิภาพโดยพลัน มิฉะนั้น ก็น่าเป็นห่วงว่าชาวโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จักต้องพันตูกับอสูรร้ายที่มองไม่เห็นนี้ และต้องเผชิญกับภัยมืดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ไปอีกยาวนานเท่าใด?
ผู้เขียนมีความรู้สึกเจ็บปวดแทนผู้เคราะห์ร้าย….อยากถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ถ้ามีจริง) ว่าในขณะที่มนุษยชาติกำลังขับเคลื่อนพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมโลก ทั้งด้านวัตถุและเทคโนโลยี แต่..ทำไม? ผู้บริสุทธิ์นับร้อยชีวิต..ใยจึงต้องมาสังเวยให้กับฝ่ามืออำมหิตอันชั่วร้ายของ “อสูรร้ายในเงามืด” หรือลัทธิการก่อการร้ายสากลที่กำลังระบาดขึ้นเป็นดอกเห็ดในโลกปัจจุบัน?
จะเห็นได้ว่าคดีนี้มีความเกี่ยวโยงกับปัญหาและเหตุปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรม การก่อการร้าย สร้างความหวาดกลัว หวาดระแวงให้แก่ชาวโลกไม่หยุดหย่อน ล้วนเป็นข้อปุจฉา ที่ทุกคนอยากหาคำตอบว่า ที่แท้แล้วความขัดแย้งทางความคิด มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับวิธีการก่อการร้ายแบบ “บินเดี่ยว” ข้ามาคนเดียวของฆาตกรในครั้งนี้ ถ้าจับเป็นได้ก็น่าหั่นศพประจานไปทั่วโลก ให้สาสมกับพฤติกรรมชั่วของ “ไอ้นรก” ตัวนี้เลย….ว่าไหม?!
ผู้อ่านคงยังจำได้…หลังจากการสังหาร บิน ลาเดน เมื่อปี 2011 ไม่นาน ประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวเตือนอย่างเป็นทางการว่า บัดนี้อเมริกาต้องเผชิญกับความกดดันจากการก่อการร้ายในรูปแบบปัจเจกชนหรือ “บินเดี่ยว” เสียแล้ว ซึ่งการก่อการร้ายแบบนี้ คนร้ายจะก่อการโดยลำพังคนเดียว ภายใต้ความหลงเชื่อในลัทธินิยมความรุนแรง โอบามาได้อธิบายต่อไปว่าเป็นครั้งแรก…ผู้กระทำการมีพื้นฐานความคลั่งแค้นในใจ มุ่งทำร้ายฝ่ายตรงข้ามด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรก่อการร้ายสากลเลย….จึงน่าสะพรึง!
ก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้น มีการตาย 14 ศพและบาดเจ็บจำนวนมาก เฉพาะเหตุร้ายที่ออร์แลนโด มีประจักษ์พยานคนหนึ่งกล่าวยืนยันว่า เคยเห็นมาติน มือปืนโหดรายนี้ ชื่นชอบติดตามดูข่าวการเคลื่อนไหวองค์การ IS อย่างลับๆ ซ้ำยังประกาศความจงรักภักดีต่อลัทธิ IS พร้อมกับได้เคยแสดงความเคียดแค้นต่อวิธีการปราบปราม IS ของอเมริกาให้เห็นในบางครั้งอีกด้วย
หลังเกิดเหตุ แหล่งข่าวของ IS ได้ประกาศยกย่องโอมาร์ มาติน มือสังหาร เป็น “นักรบอันศักดิ์สิทธิ์” ในขณะเดียวกันด้วย ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มาตินมีแนวคิดร่วมอุดมการณ์กับ IS อย่างเหนียวแน่น ทั้งที่มิเคยเข้าร่วมกับขบวนการในทาง “ภาวะวิสัย” หรือการชี้นำจากองค์การผู้ก่อการร้ายมาก่อนแต่อย่างใด การลงมือครั้งนี้จึงเป็นการปฏิบัติการจากความคิดคลั่งแค้นโดยส่วนตัวล้วนๆ เหตุร้ายในออร์แลนโด จึงบ่งชี้ให้เห็นว่าเหตุร้ายอันน่าสะพรึงกลัวแบบนี้ อาจเกิดได้ทุกเวลา จากผู้กระทำที่ลุ่มหลงกับลัทธินิยมความรุนแรงจนตกผลึกกลายเป็นความ “เคียดแค้นทางความคิด” หรือ “Nuclear bomb” ในสมอง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการนำพาไปสู่การก่ออาชญากรรมนองเลือดอย่างบ้าบิ่นที่เป็นรูปธรรมในที่สุด
นักเขียนเรืองนามของอเมริกาได้ประพันธ์ “ธาตุแท้แห่งความเกลียดชัง” เน้นให้เห็นว่า ความเกลียดชังเคียดแค้นเป็นเสมือนลูกระเบิดนิวเคลียร์ที่ฝังอยู่ในสมองของมนุษย์ หรือ “Nuclear bomb” พร้อมที่จะระเบิดขึ้นในทุกขณะ….ทั้งนี้ จากการศึกษาติดตามการก่อเหตุร้ายในหลายกรณีนับตั้งแต่เหตุการณ์ “9.11” กระทั่งการเกิดกระบวนการต่อสู้ของ IS และการก่อการร้ายในปารีสที่เกิดขึ้นสดๆ ในศตวรรษใหม่นี้ ทำให้ชาวโลกได้ประจักษ์แล้วว่า นั่นคือ..”นิวเคลียร์ บอมบ์ ในสมองของมนุษย์” ได้ระเบิดขึ้นมาแล้วนั่นเอง!
สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มนำธงต่อต้านปราบปรามลัทธิก่อการร้ายอย่างเข้มข้น ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ “ประชาธิปไตยและความเด็ดขาดรุนแรง” เพื่อการยับยั้งตอบโต้ผู้ก่อการร้ายในทุกรูปแบบให้ราบคาบ สิ้นซาก ตามทฤษฎีใช้ความรุนแรง “ฟันต่อฟัน” ในสงครามตะวันออกกลาง แต่…ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า สหรัฐไม่สามารถจะบรรลุเป้าหมายได้ ตรงกันข้ามกลับเป็นสาเหตุทำให้ฝ่ายหัวรุนแรงที่ถูกปราบ ก่อเกิดรูปแบบสงครามการก่อการร้ายชนิดใหม่ขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายต่อต้านก่อการร้ายของอเมริกาจึงวกวนอยู่ในเขาวงกต ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในที่สุด ซ้ำร้ายกลับทำให้ลัทธิก่อการร้ายโชติช่วงชัชวาลขึ้นมาอย่างน่าใจหาย
ยุทธวิธีปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่เน้นความรุนแรงและระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา ถูกประเมินแล้วว่าประสบความล้มเหลว จึงทำให้เชื้อร้ายแห่งความเกลียดชังเพาะตัวเกิดเป็นองค์การ IS และการก่อการร้ายสากลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเกิดเน็ตเวิร์กการสื่อสารระบบใหม่อันทันสมัย ตลอดจนระบบการโฆษณาชวนเชื่ออันมีประสิทธิภาพของกลุ่มก่อการร้าย ยังผลให้พวกเขาเกิดคตินิยมความรุนแรงชนิดสุดโต่ง กลายเป็นเชื้อร้ายทางความคิด แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เหมือนไฟลามทุ่ง….กระทบต่อความสงบสุขของชาวโลกและสหรัฐอเมริกาอย่างแหลมคม
ความจริง การวางยุทธศาสตร์การสู้รบกับลัทธิก่อการร้ายที่เป็นเหมือนตัวอสูรอยู่ในเงามืดนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่อง “หิน” มาก ทั้งนี้ เนื่องเพราะคนหนึ่งสู้อยู่ในที่แจ้ง แต่อีกคนหนึ่งอยู่ในที่มืด เป็นเสมือนอสูรร้ายในเงามืดดังกล่าว การสู้รบจึงมิใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่ประเด็นคือตีไม่ถูกจุดไม่รู้ว่ารบกับใคร? ศัตรูซ่อนอยู่ที่ไหน? ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์ปราบปรามผู้ร้ายในมุมมืด จึงยากยิ่งเป็นทวีคูณ
เป็นที่ยอมรับกันว่า การต่อสู้ ทำลายระบบอำนาจรัฐที่มีรูปลักษณ์ให้เห็นนั้นง่ายกว่าการสู้รบกับสิ่งที่เป็นทัศนคติที่เชื่อมโยงกับ “อุดมการณ์ความเชื่อ” ในลัทธินิยมความรุนแรงสุดโต่ง ลัทธิก่อการร้ายจึงไม่ต่างกับมะเร็งร้ายในกระดูกมนุษย์ ซึ่งพวกมันสามารถใช้วิธีก่อเหตุนองเลือดได้ทุกเมื่อทุกรูปแบบด้วยการกำหนดแผนร้ายในมุมมืด และโดยเฉพาะในแบบ “บินเดี่ยว” ข้าคนเดียว ดังเช่นกรณีของ “มาติน” ในออร์แลนโด จึงยากแก่การเฝ้าระวังป้องกัน สำหรับฝ่ายที่อยู่ในที่แจ้งอย่างยิ่ง
ในสายตาของชาวโลกต่างตกอยู่ในภาวะสะพรึงกลัว เพราะได้ตระหนักว่า ลัทธิก่อการร้าย ไม่ต่างอะไรกับ “วิญญาณอสูรร้าย” ที่อยู่ในเงามืดซึ่งสามารถแทรกซึมทำลายมนุษยชาติได้ในทุกสถานที่ ทุกโอกาสที่พวกเราเผลอ โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา…คดีสังหารหมู่ออร์แลนโด คือผลสะท้อนถึงความ “ขลัง” ในส่วนของ “วิญญาณอสูรไร้ร่องรอย” ที่ซ้อนอยู่ในเงามืด นั่นคือความร้ายกาจของระบบก่อการร้ายสากลที่กลุ่มไอเอสวางยุทธศาสตร์เอาไว้…จึงเป็นหน้าที่ของชาวโลกผู้ใฝ่สันติ ต้องช่วยกันกำจัดให้สิ้นซาก!!
นักปราชญ์ชาวอเมริกาผู้หนึ่งกล่าวในบทความ “ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม” ตอนหนึ่งว่า..ประเด็นที่น่าเป็นห่วงและเฝ้าระวัง มิใช่อยู่ภายนอก ที่แท้มันซุกอยู่ภายในประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง….ทั้งนี้ จะเห็นได้จากการที่เกิดคลื่นมนุษย์ชาวละตินและมุสลิมอพยพเข้ามาจำนวนมาก และขาดมาตรการการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อเมริกามีแนวโน้มกลายประเทศหลายสีผิวโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เป็นสังคมของคนผิวขาวเพียงสีเดียวอีกต่อไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ หากขาดการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นชนวนก่อเกิดกระแสความไม่พอใจจากชนชั้นมันสมองในอเมริกาเองอย่างแน่นอน เพราะการเกิดเหตุสังหารหมู่เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายจำนวนมากในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มาจากเหตุแห่งความขัดแย้งทางสีผิวซ่อนอยู่เบื้องหลัง เหตุนี้เองกระมัง? จึงทำให้การชูธงหาเสียงต่อต้านผิวและอิสลามของมิตเตอร์ ทรัมป์ ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีได้รับเสียงตอบรับจากชาวผิวขาวอย่างท่วมท้น?…
มาบัดเดี๋ยวนี้…ทั้งสหรัฐอเมริกาและชาวโลกผู้รักความสงบ ต่างต้องร่วมชะตากรรม เผชิญกับ “วิญญาณร้ายของอสูรในเงามืด” ที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตอย่างกว้างขวาง เหตุเพราะความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายบุก “ตีรังแตน” กลุ่ม IS ของสหรัฐนั่นเอง…
การสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ในออร์แลนโด เป็นภาพสะท้อนบ่งชี้ให้เห็นถึงความเกลียดชังของเหล่าอสูรร้ายที่เป็นปัจเจกชน เพียงบทที่หนึ่งเท่านั้น ส่วนบทต่อไปหรือบทสุดท้าย ยังมิอาจคาดเดาได้ว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร?!
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ชาวโลกต้องจับมือกันร่วมต่อต้าน ขจัดลัทธิ “อสูรร้ายในเงามืด” ในทุกวิถี โดยเฉพาะกับการเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา ทำการทบทวนปรับแก้นโยบาย หรือยุทธศาสตร์ อันผิดพลาดที่แล้วมา เพื่อหยุดยั้งการเพาะเชื้อร้ายในสงครามตะวันออกกลางที่กำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกวัน ซึ่งถ้าปล่อยเวลาเนิ่นนานออกไป อาจจะกลายพันธุ์เป็นสงครามขนาดใหญ่ที่ชาวโลกไม่ประสงค์จะเห็น ด้วยการเรียกร้องให้สหรัฐปรับยุทธวิธี “ใหม่” ให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
นับว่ายังโชคดี ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ดำเนินนโยบาย ไม่เดินตามหลังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลทำให้รอดพ้นจากการอาฆาตมาดร้ายของกลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลโดยปริยาย
แต่ทว่าสิ่งสำคัญ….ผู้นำประเทศที่มีความหวังดีต่อบ้านเมืองด้วยสัญเจตนา จงอย่าได้ละเลยกับการปกป้อง “Nuclear bomb ในสมอง” ของคนในชาติ ด้วยความไม่ประมาท เพื่อเป็นการ “เตรียมร่มก่อนฝนร้ายจะมาถึง” ตามสุภาษิตจีน ย่อมเป็นการดี…มิใช่หรือ?!

