ยิ่งวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม ใกล้จะมาถึงมากเพียงใด “สถานการณ์” ของการออกเสียง “ประชามติ” ยิ่งมากด้วยความอ่อนไหวมากเพียงนั้น
ถามว่า “สัมผัส” ได้จากอะไร
1 สัมผัสได้จากความอ่อนไหวต่อผลิตภัณฑ์กาแฟสมุนไพร “กาโน” 1 สัมผัสได้จากความอ่อนไหวเมื่อเห็นขบวนลิงแห่งพิจิตรออกโรงด้วยความคึกคัก
ทั้งนี้ แทบไม่ต้องกล่าวถึง “ปฏิบัติการ” ของเด็กๆ
การสนธิกำลังระหว่าง “พลเรือน ตำรวจ ทหาร” ตามหลักการแห่ง “พตท.” ได้กลายเป็นเรื่องปกติและธรรมดาอย่างยิ่ง
รอบๆ บริเวณ “หน่วยเลือกตั้ง” กว่า 1 แสนหน่วย “ทั่วประเทศ”
นี่ไม่เพียงเพราะผลสะเทือนจาก พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 หากแต่ยังเนื่องจากประกาศและคำสั่ง คสช.อันดำเนินตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
ยิ่งมี “ความอ่อนไหว” ยิ่งออก “อาการ”
เป็นอาการอันหวั่นไหว ไม่ว่าจะเนื่องมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเนื่องมาจาก นปช. ไม่ว่าจะมาจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม
ยิ่ง “ประชาธิปัตย์” ขยับ ยิ่งเพิ่ม “ความไม่แน่นอน”
ความจริง ปฏิบัติการบ่อนทำลาย ดิสเครดิต ชื่อเสียงของ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง” ถือว่าเป็นยุทธการร่วมอันทรงความหมาย
ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
และได้รับการประโคมโหมกระพืออย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อย่างต่อเนื่อง
กระทั่งฉายาของรัฐธรรมนูญยังเรียกว่า “ปราบโกง”
โดยคำว่าโกง คำว่าทุจริต คำว่าคอร์รัปชั่น บรรดาความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงล้วนสุมรุมเข้าใส่ต่อ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง”
ขณะเดียวกัน ก็ชูสถาบัน “ราชการ” ขึ้นโดดเด่นเพื่อเข้ามาแทนที่
เป็นเวลากว่า 1 ทศวรรษแล้วของความพยายามสร้างกระแสโจมตี ทำลายพรรคการเมืองและนักการเมือง โดยมีพรรคการเมืองบางพรรค โดยมีนักการเมืองบางคน เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเอาการเอางานไม่ว่าก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ จึงถูกผลิตและนำเสนอออกมาสู่ “ประชามติ” ด้วยความเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าจะสามารถเอาชนะพรรคการเมืองและนักการเมืองได้
แต่เหตุใดจึง “หวั่นไหว” กับท่าทีของ “ประชาธิปัตย์”
แต่เหตุใดจึง “หวั่นไหว” กับท่าทีของ “เพื่อไทย” และ “นปช.”
ท่าทีของพรรคเพื่อไทย ท่าทีของ นปช. มิได้มีความหมายเพียงหน้าตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้มีความหมายเพียงหน้าตาของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
หากมี “อะไร” มากยิ่งกว่านั้น
เช่นเดียวกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์มิได้มีความหมายเพียงหน้าตาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายองอาจ คล้ามไพบูลย์
หากมี “อะไร” มากยิ่งกว่านั้น
เพราะเมื่อยึดตามฐานข้อมูลจากผลการเลือกตั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ปรากฏว่า มีประชาชนลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทยมากกว่า 15 ล้าน และมีประชาชนลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์มากกว่า 10 ล้าน
รวมกันจึงเท่ากับ 25 ล้าน
ระยะเวลานับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คสช.อาจมั่นใจว่าสามารถแย่งยึดคะแนนและความนิยมจาก 25 ล้านนี้ได้เป็นจำนวนไม่น้อย
ยิ่งได้เสียงสนับสนุนจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยิ่งมั่นใจ
แต่ คสช.มีความมั่นใจมากน้อยเพียงใดว่า ผลงานตลอด 2 ปีของตนจะเหนือกว่าคะแนนและความนิยมที่เคยมีต่อพรรคเพื่อไทย และต่อพรรคประชาธิปัตย์
หาก “มั่นใจ” ก็คงไม่ปรากฏร่องรอยแห่ง “ความหวั่นไหว”
“ความหวั่นไหว” ต่างหาก คือเงาสะท้อนแห่งความ “ไม่มั่นใจ”
การออกเสียงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ในวันที่ 7 สิงหาคม จึงสำคัญยิ่งทางการเมือง
สำคัญ 1 บ่งชี้คะแนนและความนิยมต่อรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และต่อผลงานความสำเร็จอันเป็นผลจากกระบวนการ “รัฐประหาร” สำคัญ 1 ต่อเครดิตของพรรคและนักการเมือง
อนาคต “ประเทศไทย” จึงอยู่ในกำมือของ “ประชาชน”

