หน้าแรก คอลัมนิสต์ เจตนารมณ์ประช...

เจตนารมณ์ประชาชน คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

27.07.16 | 14:00 น.
แฟ้มภาพ

การดีเบตเนื้อหาสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญผ่านจอทีวี จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งและสถานีไทยพีบีเอส นับจากวันที่ 25 ก.ค. เริ่มต้นได้คึกคักเลยทีเดียว

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบรรยากาศซึมๆ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ

ไฮไลต์ในประเด็นของวันแรก ว่าด้วยเรื่อง “ทำไมต้องมีคำถามพ่วง” เพื่อถามประชาชนว่า จะเห็นชอบให้ 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ร่วมกับ 500 ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่

สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เหตุผลว่า การกำหนดให้มี 250 ส.ว. ก็เพื่อเป็นองครักษ์พิทักษ์เจตนารมณ์ในการปฏิรูปของ คสช.

ส่วน โคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี เห็นว่าตัวคำถามพ่วงนี้เขียนไว้ชัดเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ คสช. แต่ถามว่า แล้วเจตนารมณ์ของประชาชนอยู่ตรงไหน

Advertisement

คำถามว่า เจตนารมณ์ของประชาชนอยู่ตรงไหน? จึงไม่เพียงเป็นไฮไลต์ของการดีเบตครั้งนี้ แต่ถือเป็นซุปเปอร์ไฮไลต์ของการประชามติ

เพราะเจตนารมณ์ของประชาชนคือแกนและแก่นกลางของระบอบประชาธิปไตย

ส่วนความหวังดีของผู้ใดกลุ่มใดจะมีเจตนารมณ์อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ไปคิดวางแผนออกแบบได้ นำเสนอได้ ประชาสัมพันธ์ได้ แข่งขันได้ แต่สุดท้ายแล้วต้องย้อนกลับมาถามประชาชนส่วนใหญ่

เหมือนกับการประชามติที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ รวมไปถึงโครงการประชารัฐต่างๆ เมื่อเริ่มต้นด้วยคำว่า “ประชา” แล้วก็ต้องขับเคลื่อนไปด้วยเจตนารมณ์ของประชาชน

ถ้ายอมรับหลักการนี้ได้ ประเทศก็เดินหน้าต่อไปได้เหมือนกับนานาประเทศอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตย

เหมือนที่ชาวอังกฤษลงประชามติว่าจะออกจากสหภาพยุโรปด้วยเสียงส่วนใหญ่ ฝั่งเสียงส่วนน้อยกว่าก็ไม่ต้องออกมายึดถนนหรือยึดอำนาจการบริหาร

ส่วนชาวตุรกี ต่อให้มีกลุ่มไม่ชอบและอึดอัดใจกับผู้นำประเทศมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามเวลามีรถถังออกมาวิ่งเพื่อจะโค่นอำนาจประธานาธิบดี กลับช่วยต้านทานการรัฐประหารไว้ได้

ด้านชาวเยอรมัน แม้ตอนนี้เกิดคดีที่ผู้ลี้ภัยและเชื้อสายต่างชาติก่อเหตุสะเทือนขวัญติดๆ กันมาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง จนเริ่มรู้สึกว่าประเทศไม่มีความปลอดภัย ประชาชนจะเรียกร้องจัดการอย่างไรกับรัฐบาล ย่อมเป็นไปตามกระบวนการและขอบเขตของประชาธิปไตย

อาจมีการชุมนุมประท้วงบ้าง มีเสียงรุกเร้าบ้าง มีเสียงต้านทานบ้าง ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่จู่ๆ จะปั้นฮิตเลอร์ขึ้นมากวาดล้างชนต่างชาติในประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ดังนั้น ของไทยเรา ถ้ายอมรับในเจตนารมณ์ของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น กระบวนการทางการเมืองก็จะเดินหน้าไปโดยไม่ต้องสะดุด

ไม่ต้องกลัวว่าเหลืองจะตีกับแดง ไม่ต้องฝังใจกับการกล่าวร้ายเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าใครจะเผาบ้านเผาเมืองอีก

อีกทั้งไม่ต้องหวั่นไหวว่าเวลามีลิงหรือเด็กไปฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติแล้วจะจัดการอย่างไรดี

หรือถ้าทำกิจกรรมโปรโมตกาแฟยี่ห้อ กาโน แล้วต้องถูกเตือนว่าสุ่มเสี่ยงล่อแหลมกับการประชามติ

อาจเพราะตอนนี้การลงประชามติเหลือเวลาอีกไม่มาก จนรัฐบาลเองยังวิตกว่าอาจมีความพยายามปั่นป่วนด้วยวิธีการต่างๆ

วิธีแก้ความกลัวนี้ไม่ยาก ถ้ายึดเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง