สุจิตต์ วงษ์เทศ : เขมร ปน ลาว เป็นชาวสยาม ยุคอยุธยา

เศียรธรรมิกราช สำริด มีคางเหลี่ยมละม้ายไปทาง พระพักตร์ที่ปราสาทบายน เมืองนครธม กัมพูชา พบที่วัดธรรมิกราช จ. พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา)

อยุธยายุคแรกสถาปนาจากการรวมตัวของรัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิ มีวัฒนธรรมกระแสหลักเป็นเขมรปนลาว โดยมีวัฒนธรรมอื่นๆ ผสมผสานเป็นพื้นอย่างแข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว เช่น มอญ, แขก (มลายู, พราหมณ์อินเดีย) ฯลฯ ต่อไปข้างหน้าจะมีวัฒนธรรมจีนด้วย

ลักษณะปะปนเขมร เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนแล้ว คือหลวงวิจิตรวาทการ (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี และอธิบดีกรมศิลปากร) ประพันธ์บทเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2482 พรรณนาตอนหนึ่งว่า

แดนเขมรแดนละว้ามะลายู     ไทยเข้าอยู่กำกับไม่สับสน
เลือดของไทยหลั่งไหลเหมือนสายชล     เข้าปะปนเปลี่ยนเลือดละว้าเดิม
เลือดของไทยเข้าไปปนเขมร     ทำให้เด่นเกียรติไทยได้ส่งเสริม
เลือดเขมรปนไทยไกลจากเดิม    ไทยยิ่งเพิ่มเขมรกลายเป็นไทยแท้

นิทานสัญลักษณ์

เขมรปนลาว มีตำนานนิทานบอกเป็นสัญลักษณ์ อยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า ว่าพระพันวษาโปรดให้วางพระแสงไว้สองข้างที่ประทับนั่ง ดังนี้ พระแสงขรรค์ชัยศรีไว้เบื้องขวา ส่วนดาบฟ้าฟื้นไว้เบื้องซ้าย
พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นสัญลักษณ์ของเขมร มีบอกในจารึกวัดศรีชุม (รัฐสุโขทัย) ว่ากษัตริย์เมืองพระนครหลวง (นครธม) ถวายให้พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด

ดาบฟ้าฟื้น เป็นสัญลักษณ์ของลาว เพราะฟ้าฟื้นเป็นชื่อบรรพชนกษัตริย์เมืองน่าน (เครือญาติรัฐหลวงพระบาง) มีในจารึกปู่สบถหลาน (รัฐสุโขทัย) และเป็นชื่อดาบของขุนแผน (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) เมื่อแก่ตัวลงได้ถวายพระพันวษา

รัฐละโว้ (เขมร)

อยู่ในวัฒนธรรมเขมร พูดเขมร ใช้อักษรเขมร เลขเขมร แต่ไทยเรียกรวมๆ ว่า วัฒนธรรมขอม [ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ชื่อชนชาติ ไม่มีชนชาติขอมในโลก]
เมื่อย้ายศูนย์กลางไปอยู่อยุธยา ก็เอาวัฒนธรรมเขมรไปด้วย แล้วยกย่องเป็นวัฒนธรรมในราชสำนัก จนได้ชื่อว่า “อยุธยา มรดกวัฒนธรรมเขมร” ได้แก่
ภาษาเขมร, อักษรเขมร, นุ่งโจงกระเบน, ศิลปะสถาปัตยกรรม, พระราชพิธี (เช่น พระแสงขรรค์ชัยศรี, ถือน้ำพระพัทธ์, จรดพระนังคัล, จองเปรียง, เบาะพก, อินทราภิเษก, พระเมรุมาศ, พระโกศ ฯลฯ), การละเล่นเพลงดนตรีและโขนละคร ฯลฯ

เขมรโตนเลสาบ ย้ายไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา

อยุธยาเติบโตแข็งแรงขึ้น มีประชากรมากขึ้น เพราะเมืองพระนครหลวง (นครธม) ร่วงโรยลดความสำคัญลง ประชากรเขมรจึงโยกย้ายไปเป็นประชากรอยุธยาที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นแทนที่
เมืองพระนครหลวงร่วงโรยเพราะการค้ากับจีนเปลี่ยนไป เนื่องจากจีนให้ความสำคัญเพิ่มปริมาณการค้ากับรัฐสุพรรณภูมิและรัฐอยุธยา ที่มีอำนาจควบคุมการค้าข้ามคาบสมุทรระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน
โรคห่ากาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้ประชากรในเมืองใหญ่และรัฐใหญ่ใกล้ทะเลเปลี่ยนไป เพราะคนชั้นสูงและคนชั้นนำล้มตายมาก แต่สามัญชนไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จึงรอดชีวิต แล้วโยกย้ายหนีโรคระบาด มีร่องรอยในตำนานนิทานหลายเรื่อง

รัฐสุพรรณภูมิ (ลาว)

อยู่ในวัฒนธรรมลาว พูดลาว เรียกว่า ชาวสยาม วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง
จักรพรรดิจีนให้เจิ้งเหอยกกองเรือสนับสนุนเจ้านครอินทร์ จากรัฐสุพรรณภูมิ ยึดได้อยุธยา (พ.ศ. 1952-1967) ทำให้มียุคใหม่อย่างแท้จริง โดยเอาวัฒนธรรมลาวชาวสยามลุ่มน้ำโขงไปอยุธยาด้วย ได้แก่
สำเนียงเหน่อลาว, แถน (เรียก ขุนแผน อยู่ในโองการแช่งน้ำ), ระเบ็ง (จากเซิ้งบั้งไฟ), โคลง, ขับเสภา, พระรถเมรี (นิทานบรรพชนลาว) และนางมโนห์รา ฯลฯ
ลาวลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีบอกในนิทาน 2 เรื่อง คือ
1. นิทานขุนบรม มีศูนย์กลางอยู่เมืองแถน (เวียดนามเรียก เดียนเบียนฟู) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาวทางแขวงหลวงพระบาง
ขุนบรมเป็นทายาทแถน มีลูกชายคนที่ 5 ชื่อ งั่วอิน ไปครองเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา (หมายถึงสุพรรณภูมิ ที่สุพรรณบุรี) พบในหนังสือหลายเล่ม เช่น พงศาวดารล้านช้าง, ประชุมพงศาวดาร ฯลฯ
2. นิทานท้าวอู่ทอง มีหลายสำนวน แต่ล้วนมีโครงเรื่องคล้ายคลึงใกล้เคียงกันว่าโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขง ลงทาง จ. เลย ผ่านช่องเขาเข้าสู่ จ. พิษณุโลก ที่ อ. นครไทย แล้วลงแม่น้ำน่าน เข้าเขต จ. อุตรดิตถ์ ผ่านไปแม่น้ำยม จ. สุโขทัย
แล้วทยอยโยกย้ายลงทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผ่านเมืองสุพรรณบุรี ถึงเมืองเพชรบุรีและนครศรีธรรมราช ในที่สุดยกไปสร้างอยุธยา พบในหนังสือหลายเล่ม เช่น พงศาวดารเหนือ, จดหมายเหตุบาทหลวงตาชาร์ด, จดหมายเหตุลาลูแบร์, คำให้การชาวกรุงเก่า ฯลฯ

พระรถ เมรี ตำนานบรรพชน

พระรถ เมรี กับพระสุธน มโนห์รา เป็นละครชาวบ้านเก่าสุดยุคอยุธยา ราว 500 ปีมาแล้ว ที่มีคนนิยมชมชอบมากที่สุดตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 2000
เพราะละครทั้ง 2 เรื่อง มีโครงสร้างการดำเนินเรื่องแบบบ้านๆ ไม่ตายตัว อาจปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาให้ถูกจริตชาวบ้านยุคนั้น
พระรถ เมรี กลับชาติเกิดใหม่เป็นพระสุธน มโนห์รา เป็นตำนานบรรพชนลาวลุ่มน้ำโขง
[มีคำอธิบายในหนังสือนามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 320-322]
มีต้นเค้าจากตำนานของชนเผ่ากำมุ (ขมุ) เรื่องนางกังฮี (เมรี) เป็นลูกสาวยักษ์ ได้รับยกย่องเป็นนิยายคำบอกเล่าความเป็นมาของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ที่ใช้ขับลำยอพระเกียรติและขับกล่อมพระเจ้าแผ่นดินยุคอยุธยา
[มีรายละเอียดใน พระรถ เมรี กับพระสุธน มโนห์รา ละครยอดนิยมของชาวบ้านยุคอยุธยา ราว 500 ปีมาแล้ว ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ (พ.ศ. 2558) www.sujitwongthes.com]

พระสุธน มโนห์รา

พระรถ เมรี เริ่มด้วยเรื่องราวของนางสิบสอง เป็นแบบเรื่องนิทานที่มีความคิดเป็นสากล จึงมีกระจายทั่วไป ทั้งในอินเดีย, พม่า (รัฐฉาน), ลาว, และไทย
[ดร. กิ่งแก้ว อัตถากร (2519) อ้างไว้ในหนังสือทฤษฎีคติชนวิทยา วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน ของ ศิราพร ณ ถลาง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548]
จบลงที่พระรถขี่ม้าเหาะหนี นางเมรีรำพึงรำพันสุดท้าย ก่อนจะร้องหาพระรถจนขาดใจตายว่า “ชาตินี้น้องตามพี่มา ชาติหน้าพี่ต้องตามน้องไป”
หมายความว่า ครั้งนี้พระรถหนีนางเมรี ครั้งหน้าเมื่อเกิดใหม่เป็นพระสุธน มโนห์รา นางมโนห์ราจะหนีพระสุธน (คำอธิบายประชุมเรื่องพระรถ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2552 หน้า 28)

ละครชาวบ้าน

พระรถ เมรี เป็นตัวเอกละครยอดนิยมของชาวบ้านยุคอยุธยา ที่สมัยหลังๆ เรียกละครนอก หรือละครชาตรี ทางภาคใต้เรียกโนรา ล้วนเป็นละครอย่างเดียวกัน แต่เรียกชื่อต่างกันตามความนิยมของคนต่างกลุ่ม และต่างเวลากับสถานที่
(มีรายละเอียดพร้อมพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีอีกมาก รวบรวมไว้ในหนังสือร้องรำทำเพลง ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เจ้าของร้านอาหารฉวยโอกาส จ้างชาวพม่าทาสีทับเส้นจราจรเอง โดนตร.จับทันที
บทความถัดไปกยท.เล็งหารือกฤษฎีกาชี้ขาดข้อกม.หลังธ.ก.ส.ทวงหนี้โครงการยาง1.2หมื่นล้าน