ท่ามกลางภาวะวิกฤตโรคระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ สภาพเศรษฐกิจจีนกลับดีดตัวขึ้นสูง ผลิตภัณฑ์มวล
รวมไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มจากติดลบกลายเป็นบวก ตลาดหุ้นอยู่ระหว่างขาขึ้น เรียกกันว่า สภาพกระทิง (Bull market) ถือเป็นเหตุการณ์ที่ดึงดูดการลงทุนได้ดียิ่ง
สัจธรรม 1 คือ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อนุมานว่า จีนน่าจะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงในบรรดาประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจหลักของโลก
ในขณะที่เหตุการณ์โรคระบาดในสหรัฐนับวันรุนแรง และเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงครือกัน ระยะห่างของ GDP ระหว่างจีน-สหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
บัดนี้ ประเทศจีนมีโอกาสกลายเป็นหัวรถจักรในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก
เดือนมิถุนายน ธุรกิจบริการและการผลิต ทะยานขึ้นสูง
ดัชนีธุรกิจการผลิตสูงขึ้นถึงร้อยละ 55.7 และถือว่าสูงที่สุดหลังจากเดือนธันวาคม 2010
สอดคล้องกับคำพังเพยจีนที่ว่า “ดอกเหมยเจริญเติบโตท่ามกลางหิมะ”
หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจหลักของโลกในขณะนี้
ประเทศจีนคือ “เพชรน้ำหนึ่ง”
IMF เคยคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะการหดตัวทั่วโลกปี 2020 ว่า
1 จีนจะอยู่ที่ร้อยละ 4.9 สหรัฐจะอยู่ที่ร้อยละ 8
1 ส่วนยูโรโซน แคนาดา ละตินอเมริกา ล้วนสูงกว่าสหรัฐ
1 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจากบวกจะกลายเป็นติดลบ
สรุป ทั่วโลกมีเพียง 1 เดียวที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยตลอดปีคือร้อยละ 1
1 นั้นคือ ประเทศจีน ฉะนั้น นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศจำนวนไม่น้อยจึงมองว่า ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด ภาวะเศรษฐกิจจีน ได้สะท้อนให้เห็นเป็นประจักษ์คือ
อักษรตัว “V” อันหมายถึงจากสูงลงต่ำสุด แล้วสะท้อนขึ้นสูงสุด
และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส
จึงไม่แปลกที่หลายเดือนที่ผ่านมาสหรัฐกับจีนเกิดกรณีพิพาท และรุกล้ำก้ำเกินไปยังขอบเขตการเงินการคลัง องค์กรเงินออมผู้เกษียณอายุสหพันธรัฐระงับการลงทุนของจีน ต่อมาทำเนียบขาวได้สกัดขัดขวางธุรกิจจีนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ เช่น กดดันให้บริษัทหลักทรัพย์ของจีนออกจากตลาดในสหรัฐ บริษัทนั้นคือ “China concept stock”
พิเคราะห์ผ่านการสังเคราะห์แล้วเห็นว่า ตลาดการเงินการคลังอยู่ในสภาพ “ห่วงโซ่” เข้าถึงกันหมด ถ้าการกดดันสำเร็จ China concept stock ก็เปลี่ยนไปเข้าตลาดที่ฮ่องกง
นักลงทุนสหรัฐก็สามารถข้ามทวีปไปลงทุนได้เช่นกัน
ดังนั้น ไม่ว่าองค์กรสหรัฐ ไม่ว่าทำเนียบขาวจะใช้วิธีการใด “เตะขัดขา” จีน
ย่อมไร้ผล ไม่สามารถสกัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้
หากจะกล่าวถึงการเก็งกำไรของนักลงทุน ส่วนใหญ่จะพิจารณาถึงความเสี่ยงและผลตอบแทน ไม่คำนึงถึงคตินิยมใดๆ อันเกี่ยวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ธนาคารกลางจะใช้วิธีกู้ตลาดโดยการ “พิมพ์ธนบัตร” ขึ้นใช้ ที่เรียกกันว่า การผ่อนคลายเชิงปริมาณ
จึงเป็นเหตุให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในตลาดเงิน
และยังเป็นเหตุการณ์ที่มิได้รับความนิยมจากนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนมองว่า การกรณีพิพาทระหว่างจีน-สหรัฐ นำมาซึ่งความเสี่ยง
หากสปอตไลต์ไปทั่วโลก ณ ปัจจุบันประเทศที่ถือว่าเป็นขนาดเศรษฐกิจหลักของโลก โดยสามารถควบคุมวิกฤตโรคระบาดไวรัสได้ และมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดี อันเป็นประจักษ์คือ
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
หลายเดือนที่ผ่านมา การเปิดตลาดการเงินของจีน ฟุตเวิร์กดีมาก ดีที่กำลังเต้นจังหวะ “Quick step” อีกทั้งผ่อนปรนการควบคุมเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ก็เพราะนโยบายผ่อนปรน จึงได้มีนักลงทุน “เบอร์ใหญ่” ขยายการลงทุนในจีน อาทิ
Goldman Sachs Group, Morgan Stanley, American Express
แม้ว่าวอชิงตันพยายามสกัดจีนทุกรูปแบบจนขยายขอบเขตไปยังการเงินการคลังก็ตาม
แต่ความจริงปรากฏว่า เงินทุนของสถาบันการเงินสหรัฐไหลเวียนในตลาดจีนมากโข
จึงไม่แปลกที่สำนักวิเคราะห์ปีเตอร์สันมีความเห็นว่า “การแยกออกจากกันในทางเงินระหว่างจีน-สหรัฐ ไม่น่าจะเป็นไปได้”
เนื่องเพราะปัญหาโรคระบาดไวรัสและปัญหาฮ่องกง เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับตะวันตกเกิดความตึงเครียด ในขณะที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกจะขาดจีนไปเสียมิได้
จีนวันนี้มีรายได้มหาศาล เงินก้อนโตอยู่ที่ธุรกิจรถยนต์ และได้กลายเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลายเดือนที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์พุ่งสูง สร้างความหวังให้แก่บริษัทรถยนต์หลายประเทศที่มาลงทุนในจีน
แม้วิกฤตโรคระบาดไวรัสยังไม่คลาย
แต่ปีนี้รัฐบาลจีนก็ได้ตัดสินใจจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติเหมือนเดิม
ผู้ส่งออกหลายประเทศมีความเห็นว่า การที่จีนจัดงานดังกล่าว ต้องตามฤดูกาล
มีหลายประเทศในตะวันตกประสงค์จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะได้พินิจพิเคราะห์ถึงผลประโยชน์อันแท้จริงเป็นหลัก จึงไม่พึงเจริญรอยตามสหรัฐ
ก็เพราะสหรัฐวันนี้มิใช่สหรัฐเมื่อวันวานที่ผันผ่าน มีนักการเมืองและบรรดาพ่อค้าต่างหวังให้ภาวะเศรษฐกิจสะท้อนขึ้นเป็นอักษรตัว “V” เหมือนกับจีน
แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะว่า เหตุการณ์โรคระบาดไวรัสเลวร้ายมากขึ้น มีหลายรัฐที่ต้องกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มเหมือนเดิม
และเป็นที่กังวลของสังคมโลกว่า การหดตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเลวร้ายลงอีกหรือไม่
ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด ภาวะเศรษฐกิจระหว่างจีน-สหรัฐ เป็นปรา กฏการณ์ที่ “เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง” ดังนั้น ระยะห่างของ GDP ระหว่าง 2 ประเทศ เป็นที่ประจักษ์ว่า ใกล้าเข้ามาทุกขณะ วอชิงตันกังวลว่าประเทศจีนกำลังไล่แซงขึ้นมา ความดันจึงขึ้น
เพื่อป้องกันสถานะ “พี่ใหญ่” ของโลก สหรัฐจะใช้มาตรการรุนแรงขึ้นกับจีนหรือไม่
ยังยากแก่การคาดเดา
หากเป็นความระทึกในดวงหทัยโดยพลัน

