“24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย”
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงวันชาติ 24 มิถุนา จบลง เอกภัทร์ เชิดธรรมธรผู้ดำเนินรายการ “มติชนทีวี” ก็กล่าวเปิดเสวนา “New Normal หลังปฏิวัติ 2475” เมื่อไม่นานมานี้ โดยมี วีระยุทธ ปีสาลี เจ้าของผลงาน “แม่ค้าศักดินา” และ ผศ.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เขียน “ราษฎรธิปไตย : การเมือง อำนาจ และทรงจำของ(คณะ)ราษฎร” ร่วมวงในบรรยากาศอบอุ่นของ “เบรนเวค คาเฟ่” สาขามติชนอคาเดมี
สมรส-ค้าขาย‘วิถีใหม่’ของเจ้านายสตรี
“ส่วนหนึ่งในนิว นอร์มอลยุคปัจจุบัน คือการเว้นระยะห่างทางสังคมและการกักตัว ซึ่งตรงข้ามกับอดีต โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นนำที่เป็นผู้หญิง เพราะการถูกกักตัวคือกรอบขนบธรรมเนียมเดิมตามประเพณี แต่หลัง 2475 บรรดาเจ้านายที่เป็นผู้หญิงได้ออกมาสู่สังคมสาธารณะไม่ได้เว้นระยะห่างทางสังคม แต่มีความใกล้ชิดกับสามัญชนมากขึ้น”
คือมุมมองน่าสนใจจาก วีระยุทธ ปีสาลี ที่เกริ่นนำก่อนเข้าสู่เนื้อหาเข้มข้นของชีวิตผู้คนชนชั้นนำ โดยเน้นย้ำถึงกลุ่มสตรี ที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอาชีพและการมีคู่ครอง
เริ่มที่ประเด็นของการประกอบอาชีพหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งสตรีชั้นสูงได้ก้าวออกจากจารีตประเพณีไปสู่การค้าขาย แน่นอนว่า แต่เดิมไม่ใช่อาชีพที่นิยมกัน ทว่า เมื่อคู่ครองจำต้องออกจากราชการ ผู้หญิงจึงกลายเป็น “เสาหลัก” ของครอบครัวแทน
“เดิมเจ้านายต้องรับราชการสนองคุณแผ่นดินเท่านั้น การค้าขายไม่ใช่สิ่งที่ทำกัน พอวิถีชีวิตเปลี่ยนหลังจากที่เจ้านายผู้ชายต้องออกจากราชการ เจ้านายผู้หญิงก็ต้องเป็นเสาหลักครอบครัว ก่อน 2475 เจ้านายผู้หญิงจะได้รับพระราชทานเงินปี แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ได้รับผลกระทบ”
ส่วนประเด็นการสมรส วีระยุทธ กล่าวว่า นี่คืออีกหนึ่งวิถีชีวิตใหม่ เน้นหลักความเท่าเทียมและสิทธิสตรี โดยหลังการอภิวัฒน์สยาม สามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.เจ้านายผู้หญิงที่สมรสกับเจ้านายผู้ชายด้วยกันเอง 2.เจ้านายผู้หญิงสมรสกับสามัญชนที่เป็นคนไทย 3.เจ้านายผู้หญิงสมรสกับสามัญชนที่เป็นชาวต่างชาติ
จากพระนครถึงหัวเมือง ชีวิตใหม่เปี่ยม‘ความหวัง’หลังอภิวัฒน์สยาม
จากนั้น เข้าสู่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในประเด็นของรัฐธรรมนูญสยามฉบับแรก ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตวิถีใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ผศ.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ กล่าวว่า 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนเต็มไปด้วยความหวัง เห็นได้จากนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ได้ส่งลูกเสือลงพื้นที่รักษาความเรียบร้อยกับฝ่ายทหารบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และมีการพบว่าในพื้นที่ห่างไกลตามหัวเมืองต่างๆ ประชาชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆ จากทางวิทยุ โทรเลข ที่ส่วนกลางส่งไปให้
“จากกรณีที่จังหวัดเชียงใหม่มีรายงานว่าบ้านใดที่มีวิทยุหรือเครื่องรับข่าวสาร จะมีประชาชนจำนวนมากไปรอฟังประกาศต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือไม่ โดยในบันทึกของจังหวัดเชียงใหม่หลังจากที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศโดยละเอียดจากคณะราษฎร แล้วขึ้น เพลงชาติมหาชัย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเสมือนมีนัยยะสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบใหม่ อย่างกรณีที่จังหวัดอุดรธานี มีการรายงานว่า บรรดาขุนนางและข้าราชการได้นำข่าวสารเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากชุมชนเมือง”
‘การเมืองใหม่’ประชาธิปไตยของปวงชน
มาถึงเนื้อหาสำคัญ นั่นคือประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับรูปแบบการเมืองใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง ผศ.ศรัญญู ระบุว่า เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งมีนัยยะสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เจตนารมณ์ของคณะราษฎรในการวางรากฐานรัฐธรรมนูญใหม่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองระบอบใหม่และวางระบบการสร้างสถาบันการเมืองแบบใหม่ อาทิ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของราษฎรที่เข้าไปมีบทบาททางการเมือง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยความหวังว่า ประชาชนคือเจ้าของอำนาจสูงสุด ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ
“หลังจากที่คณะราษฎรมีอำนาจ มีความพยายามที่จะสร้างระบอบใหม่ สิ่งที่คณะราษฎรทำคือการสถาปนารัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การมีรัฐธรรมนูญเป็นการรับรองประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทางการเมือง ร่างกาย ทรัพย์สิน และเสรีภาพส่วนบุคคล” ผศ.ศรัญญูกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เช่น การปฏิรูประบบราชการ โดยการวางโครงสร้างแบบใหม่ โดยหลังจากนี้บรรดาข้าราชการจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ มีการตั้งหน่วยงานซึ่งทุกวันนี้เรารู้จักในนาม “สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน” หรือ ก.พ. เปิดโอกาสให้สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้ อีกส่วนหนึ่งคือการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารระบบราชการของรัฐโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
“ส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญมากๆ คณะราษฎรมีการออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ที่เรียกว่า เทศบาล ซึ่งเป็นหน่วยที่ให้ประชาชนมีส่วนในการเข้าไปปกครองจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ยังปฏิรูปการศึกษา โดยวางรากฐานการศึกษาแห่งชาติให้เป็นการศึกษาแบบมวลชน เริ่มจากประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย อุดมศึกษา และสายวิชาชีพ เปิดโอกาสทุกคนมีความเสมอภาค มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ส่วนด้านสังคมก็มีการปฏิรูปให้บุคคลมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน ยกเลิกระบบฐานันดรศักดิ์และชาติกำเนิด”
นิยาม‘ความเป็นชาติ’ สำนึกใหม่ที่พลเมืองไทยมี‘ประสบการณ์ร่วม’
ผศ.ศรัญญู ยังเล่าถึงโปรเจ็กต์ใหญ่ในวิถีใหม่อย่างการ “สร้างชาติ” ก่อเกิดรัฐประชาชาติที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
“คณะราษฎรปลูกฝังสร้างสำนึกใหม่เกี่ยวกับชาติในความหมายใหม่ ชาติหลัง 2475 ชาติ คือประชาชน เป็นพลเมืองที่มีประสบการณ์ร่วมกัน คณะราษฎรทำให้ชาติเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น วันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีการเปิดเพลงชาติครั้งแรกและหลังจากนั้นก็มีการปรับเพลงชาติ จวบจนเพลงชาติที่มีในปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราไปดูเนื้อหาของเพลงชาติ จะเป็นการสดุดีชาติและประชาชนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นความหมายใหม่ของชาติและมรดกที่สำคัญมากๆ ในช่วงหลัง 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้เสนอให้มีวันชาติ สุดท้ายมีมติ ครม.ให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ เพื่อระลึกว่าเป็นวันที่ประชาชนได้ถืออำนาจสูงทางการเมือง”
ปิดท้ายที่เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย นั่นคือการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 กล่าวคือ เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นสู่อำนาจ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย ชาติในความหมายใหม่เท่ากับประชาชน มันคือความร่วมมือร่วมใจให้ทุกคนมีความรักชาติพร้อมๆ กับเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างวิถีชีวิต ปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการและการสร้างชาติทางวัฒนธรรมเพื่อเป็นแนวทางแบบแผนวัฒนธรรมอันดีของไทย เปลี่ยนวัฒนธรรมจารีตแบบเดิมเป็นแบบรัฐนิยม มีการกำหนดเรื่องการแต่งกาย กิริยามารยาท กิจวัตรประจำวันของพลเมือง
“รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความพยายามที่จะสร้างชาติในรูปแบบใหม่ เน้นความเสมอภาค เท่าเทียม ทั้งหมดนี้นำไปสู่การยกเลิกฐานันดรศักดิ์ ขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงภาษาไทย โดยการลดจำนวนตัวอักษรที่ออกเสียงคล้ายกัน และมีการปรับรูปแบบเรื่องสรรพนาม ส่งเสริมสถานะสตรี ยกย่องสถานะสตรีให้เท่าเทียมกับบุรุษ สร้างวัฒนธรรมแบบครอบครัว แบบผัวเดียวเมียเดียว รวมถึงประยุกต์ความรู้ทางด้านสุขอนามัย อบรมจิตใจให้พ่อแม่เลี้ยงดูลูก ส่งเสริมอาชีพในครอบครัว ปลูกผักสวนครัว ซึ่งปัจจุบันอาจดูตลก แต่นั่นคือ นิว นอร์มอล แบบใหม่ในสมัยจอมพล ป.”
เป็นนิว นอร์มอลในวิถีประชาธิปไตยที่เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน โดยในวันนี้ผู้คนยังคงเรียกร้องซึ่งสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม เป็น 88 ปีที่ลืมไม่ได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยที่ยังดำเนินต่อไปในวันพรุ่งนี้
สรารัตน์ สุหลง

