ความไม่มั่นใจว่า ประเทศจะเดินไปทางไหน และอย่างไร ภายหลังการลงประชามติ 7 ส.ค. เห็นชัดมากในระยะนี้
คำให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการ นักการเมือง รวมถึงจากคำถาม 5 ข้อของกลุ่ม “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ซึ่งรวมเอากลุ่มที่เคยสนับสนุนรัฐประหารไว้ด้วย ล้วนสะท้อนความไม่มั่นใจที่ว่านี้
ความห่วงใยของผู้ที่ออกมาเรียกร้องความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ มีเนื้อหาสาระคล้ายๆ กัน
โดยมุ่งไปใน 2 ประเด็น ได้แก่ ตัวร่างรัฐธรรมนูญเอง กับกระบวนการลงประชามติ ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง ก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างต่อเนื่อง
ตัวร่างรัฐธรรมนูญนั้น ฝ่ายหนึ่งยืนยันสรรพคุณปราบโกงชะงัด ปฏิรูปอีกสารพัด แต่อีกฝ่ายมีเหตุผล มีหลักวิชามาโต้แย้ง จนต้องยอมเปิดให้มีการดีเบตกันอยู่ทางทีวีตอนนี้
ส่วนกระบวนการประชามติ เสียงเรียกร้องให้ “ฟรีและแฟร์” ที่น่าจะเป็นหลักพื้นฐาน ยังคงดังอยู่
มีข้อจำกัดยุ่บยั่บ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐเอง รับนโยบายให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมาปฏิบัติ จนกลายเป็นอ่อนไหวเกินไป
ก็เลยมีข่าวแปลกๆ อย่าง ด.ญ. 8 ขวบที่กำแพงเพชร, ฝูงลิงที่พิจิตร, กาแฟกาโนที่ศรีสะเกษ และยังมีการฉีกรายชื่อประชามติอีก 2-3 จังหวัด สอบแล้ว ไม่ได้มีการเมืองเกี่ยวข้อง
หรือที่แรงๆ ก็คือ การใช้ ม.44 เชือดนายก อบจ.เชียงใหม่ และคุมตัวคนในครอบครัวมาสอบว่าทำผิดมาตรา 61 ใน พ.ร.บ.ประชามติหรือไม่
จะผิดถูกยังไง คงต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย แต่ต้องยอมรับว่ามีผลเครียดๆ ต่อบรรยากาศการลงประชามติอีกเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.นี้ ไม่ว่าผลประชามติ จะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่
ก้าวต่อไป จะต้องมีการเลือกตั้งปี 2560 ตามคำสัญญา
แต่จะก้าวไปยังไง การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใต้กฎกติกายังไง จะมีกฎหมายคุมเข้มแบบประชามติหรือไม่ ใครจะไปใครจะมา ยังไม่มีใครรู้ ตรงนี้อาจจะเป็นที่มาของความไม่มั่นใจ
และยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก เมื่อมีคนออกมากล่าวว่า จะมีประชาชนที่นิยม คสช. โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ลุงตู่และคสช.อยู่ต่อยาวๆ
ก่อนที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ออกมาแก้ข่าวว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญคว่ำ ลุงตู่จะยิ่งเหนื่อย เพราะจะมีคนออกมาขับไล่
บรรยากาศมึนๆ แบบนี้ คงจะดำรงอยู่ต่อไป ถ้ายังไม่มีการอธิบายกันให้ชัดๆ เป็นทางการ ว่า หลังจากวันที่ 7 ส.ค. รัฐบาล และคสช. จะดำเนินการอย่างไร กับผลประชามติ ที่จะปรากฏออกมา
โดยเฉพาะถ้าจะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก
และต่อข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะต่างๆ นั้น จะตอบรับกันยังไงแค่ไหน
คาดว่าสุดท้าย ต้องไปรอดูกันหลังรู้ผลประชามติ
ว่าตกลงจะไปทางไหนกัน และการโต้แย้งจะมากขึ้นหรือน้อยลง

