หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสี : เพื่...

คนตกสี : เพื่อการต่อสู้ของพวกเขา : โดย กล้า สมุทวณิช

22.07.20 | 14:05 น.

เพื่อการต่อสู้ของพวกเขา

“มีใครเป็นติ่งแล้วเป็นสลิ่มมั้ย ฟังนะ ถ้าประเทศเราดีขึ้น บัตรหกพันมันจะกลาย
เป็นของไม่แพง แกเข้าใจมั้ย” … “การเดินทางไปติ่งจะง่ายขึ้นจากการจัดระบบคมนาคมใหม่ หรือมีฮอลใหม่กิ๊งคุณภาพระดับจัดงานแสดงระดับโลก เครื่องเสียงดี แอร์เย็นฉ่ำเก้าอี้สโลปเห็นหน้าไอดอลชัดตั้งแต่บัตร 7500 ยัน 800 มาตั้งนอกเมืองก็จะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงส่งตรงถึงหน้าฮอลล์” – ข้อความจาก Twitter ของ Mrs. Hwang และของ KIYOE IS WIN:D แฟนคลับของ
บอยแบนด์เกาหลี วง WannaOne (วอนนาวัน)

คนรุ่นที่อายุปลายสี่สิบขึ้นไปในตอนนี้ส่วนใหญ่มักจะมีกรอบและเส้นทางชีวิตที่ชัดเจนแล้วไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง หากทำธุรกิจลงทุนก็เริ่มจับทางของตัวเองถูกสามารถประคองตัวรักษาจังหวะก้าวไปได้ ส่วนคนทำงานราชการก็เข้าสู่วัยระดับที่เห็นเส้นทางความก้าวหน้าชัดเจน หรือถ้าทำงานเอกชนที่มั่นคงก็มีเงินเดือน ผลประโยชน์ และตำแหน่งในระดับที่ไม่ต้องกลัวหรือหวั่นไหวกับปัจจัยภายนอก

ยิ่งถ้าอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเท่าไร มันยิ่งเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเห็นว่าสภาพการเมืองการปกครองและจารีตที่เคยเป็นมาและเข้มข้นขึ้นในปัจจุบันนั้นหนุนส่งพวกเขาให้เจริญก้าวหน้าไปได้ตามทาง หรือแม้จะยอมรับว่าแย่แต่ก็เป็นระบบที่คุ้นเคยไม่กระทบกระเทือนต่อวิถีแห่งความเจริญก้าวหน้าหรือประคองชีวิตในรูปแบบที่เขาเชื่อ คุ้นชิน คำพูดติดปากของพวกเขาคือ “รัฐบาลไหนก็เหมือนกัน เราต้องทำมาหากิน” ดังนั้น พวกเขาจึงยึดถือระบบระบอบเช่นนั้นต่อไปและกีดกันความเปลี่ยนแปลงทุกประการ
มิให้กล้ำกราย

แต่สำหรับเยาวชนนักเรียนนักศึกษาและคนหนุ่มสาววัยรุ่นจนถึงต้นวัยทำงานไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขามองเห็นอนาคตอันสิ้นหวังที่ไม่มีอะไรอาจเป็นหลักประกันความมั่นคงใดให้ยึดถือได้

Advertisement

พวกเขารู้ดี โดยเฉพาะกระแสแห่งการรุกเข้าแทนที่หรือดิสรัปชั่นจากเทคโนโลยีหรือความเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมมนุษย์ที่ชัดเจนในช่วงสองปีก่อนหน้า ซ้ำเติมด้วยวิกฤตการณ์ไวรัส COVID-19 ในปีนี้ ทำให้เขารู้ว่านอกจากจะไม่มีธุรกิจหรือหน้าที่การงานใดที่อาจเรียกได้ว่ามี “ความมั่นคง” ที่แท้จริงแล้ว สภาวะการอยู่อาศัยใช้ชีวิตของประเทศนี้ยังจะลดต่ำลงไปเรื่อยๆ อีกด้วย

เขารู้สึกได้ว่าคุณภาพชีวิตของเขานั้นลดลง หรือที่ต่ำเตี้ยอยู่แล้วก็ไม่เห็นหนทางที่จะพัฒนา เงินงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนถูกจัดสรรไปใช้เพื่อการจัดหาเครื่องของวัตถุประดับเกียรติยศและความมั่นคงจอมปลอมเช่นการกันงบประมาณแผ่นดินไปเพื่อซื้ออาวุธสงครามอย่างไม่มีเหตุผลที่น่าฟัง ในขณะที่ประชาชนจะยังเผชิญอยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ถ้าจะหาว่าความซบเซาง่อนเปลี้ยนี้เป็นความอ่อนด้อยไร้ประสิทธิภาพของคนไทยทั้งหลายหรือเยาวชนอย่างพวกเขานั้นหรือก็เปล่า เพราะเราก็มีธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ค้าขายขยายตลาดไปได้ในต่างประเทศ มีศิลปินเพลงป๊อประดับโลกเป็นคนไทย เราสามารถผลิตวิดิโอเกมชั้นดีสร้างความฮือฮาขายในเพลตฟอร์มสากล เรามีผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ของเราก็ถูกต่างประเทศซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายหรือสร้างใหม่ รวมถึงมีนักวิจัยชาวไทยอยู่ในงานวิชาการสำคัญๆ ระดับโลกทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวาทกรรม “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” นั้นมีมูลความจริงซึ่งนอกเหนือจากการนำมาใช้ประกอบวาทกรรมคลั่งชาติอยู่

และพวกเขาก็เคยรู้ว่าประเทศเราเกือบมีรถไฟความเร็วสูงใช้เหมือนนานาอารยประเทศ และเราเคยมีบรรยากาศแห่งความหวัง มีอนาคตอันสดใส ประเทศไทยเรามีศักดิ์ศรีในการเมืองระหว่างประเทศที่ใครๆ ต้องเกรงใจมากกว่านี้ พูดง่ายๆ คือประเทศนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นประเทศแบบญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ก็ได้ แต่อนาคตและศักยภาพนั้นถูกกัดกินโดยระบบระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ผู้ปกครองมาจากการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจราชการและกลุ่มทุนจารีตที่เป็นเครือข่ายกัน

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยชอบตามระบบ ก่อนหน้านี้ผู้นำทางการเมืองที่พวกเขาเลือกถูกสกัดเส้นทางเข้าสภาอย่างน่ากังขา และพรรคการเมืองที่พวกเขาเลือกก็ถูกบั่นแข้งตัดขาด้วยคดีความที่พวกเขาเห็นว่าไร้เหตุผล แถมด้วยกติกาการเมืองที่เอื้อต่อความได้เปรียบซ้ำซ้อนลงไปของผู้ถืออำนาจอยู่ในปัจจุบันนั้น กล่าวได้ว่าหมดหนทางจริงๆ ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ในระบบที่ผู้ครองอำนาจอยู่ออกแบบไว้

พวกเขามองเห็น “แอก” นี้ชัดเจนกว่าคนรุ่นก่อนบางกลุ่มที่ก้มหน้าก้มตารับการเลี้ยงดูอย่างสงบสุขตราบเท่าที่ไม่ดิ้นรนก็ไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับใส่เครื่องพันธนาการ

พวกเขาจึงลุกขึ้นส่งเสียงต่อสู้เพื่อปลดแอก ขอกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง
๏ เหลือทนจะทนทุรประเทศ
กลเหตุประดามี
จึงนักศึกษานิสิตพลี
สุรเสียงสินาทมาฯ

๏ แม้นฟ้าจะมืดอนธการ
มนะหาญสว่างพราย
ดูดินสิดารกะประกาย
พิศเกินนภางาม

– บางท่อนจากบทกวี “ดินดาริกา” โดย ธีรภัทร เจริญสุข

วาทกรรมซ้ำซากเรื่องหนึ่งจากผู้ใหญ่ฝ่ายตรงข้ามคือข้อกล่าวหาว่า เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่นี้ไม่รู้ประวัติศาสตร์และตัดขาดตัวเองออกจากรากเหง้า หากเรื่องจริงนั้นเป็นตรงกันข้ามกัน

แม้ความคิดความอ่านของพวกเขาจะได้รับอิทธิพลมาจากโลกสมัยใหม่ที่ไม่ยึดติดกับกรอบขอบเขตขนบประเพณีหรือความเชื่อแบบเดิม แต่ในอีกทางหนึ่งพวกเขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ ที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งผู้มีอำนาจอยู่พยายามกลบฝัง ลบเลือน บิดเบือนหรือแม้แต่ขโมยทำลายวัตถุพยานไปเสียดื้อๆ การศึกษาประวัติศาสตร์ที่พาให้พวกเขาเชื่อมต่อกับรากเหง้า ซึ่งเป็นรากเหง้าโดยแท้ของมนุษย์ที่ปลอดพ้นจากการลวงหลอกด้วยมายาคติ ความเชื่อและวัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์ของคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองได้รับการปัดฝุ่นรื้อฟื้น เล่า และตีความใหม่ ชื่อของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในอีกแง่มุม เช่นเดียวกับนามของรัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์ และ พระยาพหลพลพยุหเสนาผู้ประกาศถ้อยคำยืนยันในอำนาจของราษฎร

เช่นเดียวกับคำว่า “ปฏิวัติ” ที่ถูกกล่าวถึงในความหมายเดิมอันแท้จริงของมัน หลังจากถูกช่วงชิงไปเป็นเวลานานโดยคณะผู้ก่อการรัฐประหารจนผู้คนเข้าใจว่าการปฏิวัตินั้นคือยึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

กลับไปสู่คำว่าปฏิวัติซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Revolution ที่มีรากศัพท์มาจากคำที่มีความหมายว่า “การย้อนคืน” คือการย้อนคืนกลับไปสู่รากฐานเดิมแห่งอำนาจตามทฤษฎีสัญญาประชาคม

สัญลักษณ์ของการชุมนุมทางการเมืองในรอบปีนี้ที่เป็นเอกลักษณ์ คือการใช้แสงแฟลชจากกล้อง
ติดโทรศัพท์ส่องแสงสว่างต่างเทียน เป็นเทียนที่ไม่ร้อนและไม่มีน้ำตาลวกมือ แต่ก็ส่องสว่างได้
เช่นกัน ซ้ำยังเป็นแสงสว่างที่เสถียรไม่ริบหรี่ลงเมื่อลมต้อง มันคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อมาทดแทนการแสดงออกทางความคิดดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ที่คนรุ่นก่อนหน้าอาจจะคิดไม่ถึง

ภาพจุดแสงระรายในความมืดนั้นงดงามคล้ายทะเลดาวในบทกวี แต่เป็นดาวที่กำเนิดจากดินดาร

“นั่งสังเกตการณ์อยู่ในแม็คฯ เจอคุณป้ากลุ่มหนึ่ง ห้ามกันเองไม่ให้ออกไปร่วมขบวนด้วยกับเด็กๆ เธอพูดกับเพื่อนเธอเพื่อปรามว่า “เราไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ให้เด็กๆ เค้าทำไป นี่เป็นยุคสมัยของเค้า คนรุ่นเรามีหน้าที่กันไม่ให้ตำรวจถึงตัวเด็กๆ ก็พอ”

จาก Facebook Page “มิตรสหายท่านหนึ่ง”

เพราะไม่ใช่ผู้ใหญ่หรือคนวัยสี่สิบห้าสิบหรือมากกว่านั้นทุกคนที่พอใจกับระบบระบอบที่เป็นอยู่ หลายคนต่อสู้เพื่ออุดมการณ์นี้มาเนิ่นนานจนเต็มไปด้วยบาดแผล ต่อสู้อย่างสิ้นหวังและไม่เห็นหนทาง จนหลายคนถอดใจกันไปแล้วว่า ในชีวิตของคนรุ่นเราหรือลูกหลาน คงจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ

อาจจะจริงและเจ็บสำหรับคนรุ่นเรา แต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขา

ดังนั้น เรื่องที่คนรุ่นเราจะทำได้ คือให้อิสระพวกเขาได้ต่อสู้ด้วยตนเอง เข้าร่วมด้วยเมื่อพวกเขาต้องการและปัจจัยต่างๆ เอื้ออำนวย

สิ่งที่พวกเราขาดแต่พวกเขามีคือ “พลัง” ไม่ว่าจะเป็นพลังกายทางกายภาพ พลังใจที่ขับเคลื่อน พลังสมองและความคิดในการวางแผนและหารูปแบบ แต่สิ่งที่พวกเรามีมากกว่า คือ “ต้นทุน” ต่างๆ ที่ได้รับการสั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง องค์ความรู้ทั้งทางวิชาการและประสบการณ์ หรือแม้แต่อำนาจในบางกรณี

เรามีหน้าที่ “ป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าถึงตัวเด็กๆ” ไม่ว่าจะในทางกายภาพอย่างที่ป้าคนนั้นกล่าวถึง ป้องกันอย่าให้พวกเขาถูกจับกุมหรือรวบตัวไปโดยอำนาจมิชอบ และถ้าท่านมีอำนาจอยู่ในตำแหน่งอันช่วยเหลือได้ โปรดป้องกันพวกเขาจากกระบวนยุติธรรมที่บิดเบือน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสถานะไหน ไม่จำเป็นต้องชี้ช่อง ท่านเห็นได้อยู่แล้วว่าจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเขาได้อย่างไรในทางกฎหมายและอำนาจรัฐโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของท่าน

ท่านผู้มีทุนก็ช่วยสนับสนุนทางตรง ซื้อข้าวซื้อน้ำจ้างรถสุขาหาเช่าเครื่องเสียง ฯลฯ ผู้มีกิจการและมีจิตใจอุดมการณ์เดียวกันก็โอบรับเขาไว้เพื่อให้คำข่มขู่โง่เง่าต่างๆ ว่าการต่อสู้ทางการเมืองจะพาให้เสียอนาคตเป็นเรื่องโกหกตลกง่าว ผู้มีความรู้ประสบการณ์ก็เป็นคลังข้อมูล บทเรียน และความคิด – แต่เอาเท่าที่เขาร้องขอ อย่าไปสั่งสอนก่อนที่พวกเขาจะเอ่ยปาก นี่คือสิ่งที่เราจะร่วมต่อสู้ไปกับพวกเขา

อย่าลืมว่าพวกเขาไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองหรือคนรุ่นพวกเขา แต่หมายถึงลูกหลานเราที่กำลังจะเติบโตไปเป็นรุ่นน้อง หรือแม้แต่พวกเราเองที่จะได้แก่และตายไปอย่างสุขสบายและสมศักดิ์ศรี ในประเทศที่มีประชาธิปไตย

กล้า สมุทวณิช