จากปรับคณะรัฐมนตรี คือยุบสภา เลือกตั้งใหม่ : โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

จากปรับคณะรัฐมนตรี คือยุบสภา เลือกตั้งใหม่ : โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

ขึ้นชื่อว่า “การเมือง” คือการปกครองบริหารประเทศ ไม่ว่าในระบอบการปกครองรูปแบบใด รัฐบาลคือ คณะรัฐมนตรีต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของกาลเวลาในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดจากการขัดแย้งทั้งเรื่องนโยบาย ความคิดเห็นการบริหารการเมืองภายในคณะรัฐมนตรีทั้งที่เป็นตัวบุคคล เป็นกลุ่มบุคคล สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคมและประชาชน

เช่น ข้อความใน “ไลน์” จาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตามที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “รู้สึกลำบากใจ รู้สึกแย่ ไม่รู้จะพูดต่อหน้าอย่างไร” นั้น

เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ดร.สมคิดต้องโทรศัพท์ไปหานายกรัฐมนตรีทันที โดยนายกรัฐมนตรีบอกกับ ดร.สมคิดว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องปรับรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจด้วยเหตุผลทางการเมือง

คำตอบของ ดร.สมคิดมิได้ผิดไปจากความคาดหวังของผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่ว่า ไม่มีปัญหา ขอให้สบายใจได้ รู้ถึงความจำเป็น เข้าใจว่าในทางการเมืองนายกฯ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ต้องกังวล โดยส่วนตัวอย่างที่ได้แจ้งกับนายกฯ ไว้ อยากกลับไปรักษาสุขภาพ เพราะสุขภาพแย่มากๆ

ทั้งแจ้งถึง “4 กุมาร” ว่า “ปรับได้เลยไม่ต้องกังวล เข้าใจถึงเหตุผลทางการเมือง รู้ว่านายกฯ ลำบากใจ”

“การเมือง” คือ “การเมือง” ผู้ใดที่ก้าวเข้ามาในเส้นทางการเมือง ย่อมเป็นไปตามวิถีทางการเมือง

ผู้ที่กำหนดวิถีทางการเมือง คือ ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งไม่ว่าใครคิดจะกุมอำนาจอธิปไตย ต้องกุมประชาชนให้ได้เสียก่อน เมื่อประชาชนมอบอำนาจให้แล้ว ย่อมกุมอำนาจอธิปไตยไว้ได้ (ในเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบใดทั้งสิ้น)

ประเทศไทยปรับเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย นับได้ 88 ปี อีก 12 ปี 1 รอบนักษัตรจะเท่ากับ 100 ปี คือ พ.ศ.2575-ไม่นาน หากนับวาระของรัฐบาลที่มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีวาระแรกในสมัยที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เพิ่งจะผ่านมาได้เพียง 1 ปี 18 วัน (23 กรกฎาคม 2563) ต้องปรับคณะรัฐมนตรีเป็น “ตู่ 2” (ไม่นับครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากเสียงรัฐประหาร) ด้วยเหตุที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 5 คน ลาออกจากคณะรัฐมนตรี

ซึ่ง “มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องปรับรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจด้วยเหตุผลทางการเมือง”

“เหตุผลทางการเมือง” มิได้เพิ่งเริ่มมาเมื่อวันสองวันนี้ หากเริ่มส่อเค้ามานาน นับแต่รัฐธรรมนูญที่พิกลพิการไม่เป็นไปตามประชาชนต้องการ หากเป็นไปเพื่อให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดขึ้น เพื่อสืบทอดอำนาจการเมืองต่อเนื่องตามความประสงค์ขนาดกำหนดยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้า 20 ปี

ในที่สุดเมื่อพรรคพลังประชารัฐที่คณะรัฐประหารจัดตั้งขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้ง แม้ได้จัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายเหมือนเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลคณะรัฐประหาร หากเป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแม้พิกลพิการ แต่ถึงอย่างไร ต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยคือ เมื่อมีเหตุในพรรครัฐบาล มีสมาชิกพรรคคนสำคัญคือ หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคลาออก ต้องเลือกหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งไม่พ้นจากหนึ่งในคณะรัฐประหารเป็นหัวหน้าพรรคเสียเอง และนายกรัฐมนตรีคือ “บิ๊กตู่” คนเดิม

ในที่สุด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ถึงคราวต้องลาออก ด้วยเหตุความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องปรับทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

หลังจากปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว เชื่อว่าน่าจะปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีอีกบางตำแหน่ง หรืออาจจะให้พรรคฝ่ายค้านเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล “ด้วยเหตุผลทางการเมือง” ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น

ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ ย่อมอยู่ไม่ครบวาระตามต้องการ หรือแม้แต่ตามกำหนด 4 ปี ต้องมีอันเป็นไปตามความต้องการของประชาชน

จากปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งต่อไปคือการยุบสภา เลือกตั้งใหม่สนองตอบความต้องการของประชาชน เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอะไรถูกอะไรผิดดอกครับ เพราะอำนาจเป็นของประชาชน

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon