เกาะติดความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่างๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันลงประชามติรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม 2559 คึกคักเข้มข้นขึ้นตามลำดับ
ล่าสุด เครือข่ายนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และประชาชน 43 องค์กร ออกแถลงการณ์ จะโหวตโน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง โดยให้เหตุผล 4 ประการ
หนึ่งในนั้นคือ เนื้อหาจะนำพาประเทศให้ถอยหลัง ทั้งในด้านหลักการประชาธิปไตยและด้านสิทธิและสวัสดิการของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ คสช.มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 250 คน และคำถามพ่วงให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี
แสดงถึงพัฒนาการ การรวมตัวของฝ่ายคัดค้านเป็นปึกแผ่นแน่นหนาขึ้น ขณะที่ความพยายามชี้แจงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายแม่น้ำ 5 สายก็เดินหน้าอย่างเต็มสูบเช่นกัน
ประเด็นที่น่าติดตามจึงมีว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายไม่รับร่าง จะส่งผลต่อการลงประชามติแค่ไหน เพียงไร
ที่น่าสนใจควบคู่กันไปคือเนื้อหาสาระที่สะท้อนถึงจุดยืนของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายไม่รับ ที่เห็นข้อเสียมากกว่าข้อดี กับฝ่ายรับ ที่เห็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้จึงเป็นการต่อสู้สองแนวทาง ระหว่างประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม กับประชาธิปไตยในกำกับ
ประชาธิปไตยทางตรงในที่นี้ผมหมายถึงผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงมีบทบาทเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาถูกโจมตีว่าเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ไม่ใช่ประชาธิปไตยทางตรง
ขณะที่แนวทางของอีกฝ่ายเห็นว่าโมเดลประเทศไทยควรจะเป็นประชาธิปไตยในกำกับมากกว่า ต้องมีกลไก กระบวนการ คอยทำหน้าที่กำกับ ติดตาม ควบคุม เล่นงานฝ่ายตัวแทนประชาชน หากไม่ทำตามสิ่งที่ฝ่ายควบคุม กำกับวางแนวทางไว้
ยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปี 10 ปี 20 ปี ว่างั้นเถอะ
ยิ่งฟังรายการถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลงประชามติ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นัดแรกวันจันทร์ที่ผ่านมายิ่งชัดเจน ฝ่ายสนับสนุนยืนยันว่าสถานการณ์ประเทศไทยจำเป็นต้องมีองครักษ์พิทักษ์การปฏิรูป คือ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.นั่นเอง
แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง เป็นเงื่อนไข ปัจจัยทำให้เกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้ากันระหว่างผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงกับผู้ที่ คสช.เสนอแต่งตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนทางออกไว้ว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาความเห็นต่างนี้อย่างไร
แต่กลับให้อำนาจฝ่ายแต่งตั้งควบคุม กำกับ ยิ่งกว่า
นี่แหละครับ ถึงทำให้ฝ่ายไม่รับร่างสะท้อนว่า สังคมไทยจะตกอยู่ภายใต้บรรยากาศ อึดอัด ขัดข้อง ขาดเสรีภาพการมีส่วนร่วมไปอีกนาน
ฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ พยายามชูประเด็นการปฏิรูปประเทศ เป็นเหตุผลที่ต้องมีกลไก กระบวนการติดตาม กำกับฝ่ายที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน
เกิดคำถามจากอีกฝ่ายหนึ่งว่า เป็นการปฏิรูปในมิติของ คสช.และแม่น้ำอีก 4 สาย ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมในมิติของประชาชน
ประการหลังนี่แหละครับ เป็นประเด็นเกี่ยวโยงถึงเนื้อหาสาระการปฏิรูป ที่วางยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญ 7 ด้าน ซึ่งอาจจะมากกว่า เพราะข้อสุดท้ายใช้คำว่าด้านอื่นๆ
ด้านการเมืองระบุไว้ว่า ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน และให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้หรือไม่
ฝ่ายผู้ยกร่างเห็นว่านี่แหละคือยุทธศาสตร์ชาติด้านการเมืองที่เหมาะสมกับสังคมไทยจะนำไปสู่ความศิวิไลซ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงข้าม โครงสร้างอำนาจทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญถอยหลังลงคลอง ประชาชนถูกจำกัด คุกคามสิทธิเสรีภาพ จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและมืดมนมากกว่า
ฝ่ายแม่น้ำ 5 สายจะกล่าวอยู่เรื่อยๆ ที่ต้องเดินแนวทาง ที่ผมใช้คำว่าประชาธิปไตยในกำกับ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์กลับคืนไปเหมือนเมื่อก่อน 22 พฤษภาคม 2557 คนไทยตีกันไม่เลิก เพราะสนับสนุนพรรคการเมือง 2 ฝ่าย
แต่มาถึงวันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปนักการเมืองกลับมาเห็นตรงกัน และเรียกร้องประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่นเดียวกันกับเครือข่าย 43 องค์กร
คู่ขัดแย้ง ไม่ใช่พรรคกับพรรค รัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาและนอกสภา แต่กลับกลายเป็นฝ่ายสนับสนุน คสช.กับฝ่ายต่อต้าน คสช.
ฉะนั้น ตราบใดที่ข้อเรียกร้องที่ว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการรับรองจะนำฉบับใดมาใช้ หรือมีกระบวนการยกร่างที่ดีกว่าอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจน
การลงประชามติโดยไม่รู้ว่าอนาคตกติกาใหม่จะเป็นเช่นไร สังคมไทยภายใต้โมเดลประชาธิปไตยในกำกับยังสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงต่อไป

