หน้าแรก คอลัมนิสต์ ร่างรัฐธรรมนู...

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อวิถีใหม่หลังโควิด-19 โดย โคทม อารียา

25.07.20 | 16:30 น.

เยาวชนออกมาชุมนุมกันที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผมตีความว่าพวกเขามีความอึดอัดขัดข้องกับสังคมการเมืองไทย อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี การชุมนุมอย่างสันติถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก และมีความจำเป็นในกรณีที่การแสดงออกในวิถีทางอื่นไม่ไปถึงการรับรู้ของสังคมและของผู้มีอำนาจ คำถามมีต่อไปว่า เยาวชนเหล่านี้มีวาระซ่อนเร้นอะไรไหม ผมเชื่อว่าไม่มี การชุมนุมของพวกเขามีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงและไม่ใช่เกมการยื้อแย่งอำนาจ เยาวชนมักไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงที่เรียกร้อง เว้นแต่ว่าในระยะยาว เมื่อเกิดการแปลงเปลี่ยนในขั้นพื้นฐาน (transformation) และเกิดความเป็นธรรมในทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ พวกเขาย่อมจะได้ประโยชน์โดยอ้อมในภายหลัง

ที่ผ่านมา เมื่อกระบวนการประชาชนอ่อนแอ เพราะแบ่งเป็นฝ่ายเหลือง-แดง ก็เป็นโอกาสที่ระบบราชการที่นำโดยทหารเข้ายึดอำนาจการปกครอง เช่น เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และถึงแม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 แต่อำนาจส่วนใหญ่ก็ยังสืบทอดผ่านคณะรัฐประหารอยู่ดี ฝ่ายรัฐประหารมีวาทกรรมที่มีความพลิกแพลงต่าง ๆ เสมอมา แต่ก็หนีไม่พ้นการเสนอว่าตนเป็นผู้ดำรงประเพณีการปกครองที่สุจริต รวมทั้งมีหน้าที่รักษาความสงบตลอดจนความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ว่าวาทกรรมดังกล่าวจะห่างไกลจากข้อเท็จจริงสักเพียงใด แต่ระบบราชการรู้จักใช้อำนาจ จึงสามารถใช้หรือกำกับสื่อบางส่วนให้สนับสนุนวาทกรรมของตน คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่มีทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยมหรืออำนาจนิยมอยู่แล้ว จึงสนับสนุนระบบรัฐประหารไม่มากก็น้อย

มาถึงปัจจุบัน เรามาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ วิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาแต่ภัยพิบัติของโควิด – 19 ได้มาเยือนและจะอยู่กับเรานานนับปี ซึ่งจะกระทบพลเมืองที่เป็นรากฐานของประเทศอย่างหนัก ความเหลื่อมล้ำที่สูงอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น ในวิกฤตนี้ รัฐบาลควรได้รับการชมเชยว่าสามารถรับมือกับโควิด -19 ได้ดี แต่นโยบายที่ใช้คือสุขภาพต้องมาก่อน การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงชะลอตัว ต้องปิดประเทศเนื่องจากโควิด -19 ยังระบาดอย่างหนักในทั่วทุกทวีป เพื่อรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีได้เสนอนโยบาย “ผนึกทุกภาคส่วน ร่วมวางอนาคตประเทศไทย” พร้อมทั้งเตรียมปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อนำนักการเมืองและนักวิชาชีพที่มีความสามารถมาเข้าร่วมรัฐบาล แต่เท่านี้คงไม่พอ นายกฯควรพินิจพิจารณาด้วยว่า อะไรคือปัญหาทางการเมืองที่ค้างคาใจและดำรงอยู่มาเนิ่นนาน

ถ้าจะมองความขัดแย้งตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา ผมอยากสรุปเรื่องให้ง่ายเข้าว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประเพณีนิยมกับฝ่ายรัฐธรรมนูญนิยม ฝ่ายแรกประกอบด้วยพวกรอยัลลิสต์ พวกอนุรักษ์นิยม พวกเทคโนแคร็ต เป็นต้น ฝ่ายหลังประกอบด้วยพวกมนุษยนิยม พวกเสรีนิยม และพวกสังคมนิยม เป็นต้น ผมอยากถามว่านายกรัฐมนตรีจะ “ผนึกรวม” สองฝ่ายนี้เพื่อให้มาร่วมกันวางอนาคตของประเทศไทยได้อย่างไร คำถามต่อไปก็คือว่า นายกฯรู้จักคนและรู้จักใช้คนโดยมีมุมมองที่กว้างพอหรือยัง นายกฯได้ลด-ละข้อรังเกียจที่มีต่อคนที่เดิมเคยรังเกียจแล้วหรือยัง นายกฯมีความเข้าอกเข้าใจคนที่เห็นต่างและเคารพคนที่ตั้งข้อรังเกียจต่อตัวนายกฯเองได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพราะการ “ผนึกรวม” ย่อมต้องการใจที่เปิดกว้างที่มีแต่มิตร-ไม่มีศัตรูใช่หรือไม่

ข้อขัดแย้งตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา ถ้าจะสรุปเรื่องให้ง่ายเข้าคือ ฝ่ายประเพณีนิยมกลัวการล้มล้างสถาบันดั้งเดิมของประเทศ ได้แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนฝ่ายรัฐธรรมนูญนิยมกลัวการปกครองที่ยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ แต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้ไหมที่จะธำรงและปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ และประชาชน แน่นอนว่ามีรายละเอียดที่จะต้องพูดคุยกันอีกมาก แต่ปัญหาเฉพาะหน้ามาตกอยู่ที่รัฐธรรมนูญ

Advertisement

ผมเชื่อว่าจะมีการชุมนุมกันต่อไปอีก แม้การชุมนุมจะถูกบิดเบือนด้วยวาทกรรมอันแยบยลและมีกลลวง ว่าการชุมนุมนั้นไม่ดี เพราะจะกระทบกระเทือนถึงสิ่งที่เราต้องการปกป้องดังกล่าว เช่น บอกว่าเรามีรัฐธรรมนูญอยู่ และได้ตอบสนองความต้องการของฝ่ายรัฐธรรมนูญนิยมแล้ว จริงอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรมีอยู่ แต่ไฉนจึงมี “รัฐธรรมนูญ” ฉบับประเพณีที่ดูจะถือปฏิบัติมากกว่ารัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (ที่มีการตีความเป็นว่าเล่น) แต่ไฉนรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงบัญญัติให้มี ส.ว. ที่มีอำนาจมากมาย เหมือนการมี ส.ส. ประเภทที่สองของรัฐธรรมนูญ 2475 ซึ่งสมัยนั้นอ้างความจำเป็นเพราะว่าราษฎรจำนวนมากยังไม่มีการศึกษาภาคบังคับ (ประถมสี่)

ข้อขัดข้องต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีมากมาย ผมขอยกตัวอย่างจากการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจัดที่เชียงใหม่ ในวันที่ 11 กรกฎาคม (มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นกว่า 200 คน) และที่ขอนแก่นในวันที่ 18 กรกฎาคม (มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นกว่า 100 คน) ข้อสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นต่อไปนี้ เป็นการสรุปแบบไม่เป็นทางการ โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา

ในการรับฟังความเห็นที่เชียงใหม่ มีข้อเสนอว่ารัฐธรรมนูญควรมีการถ่วงดุลอำนาจที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบการทำงานของบรรดาองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสร้างความยึดโยงกับประชาชน และมุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
กำหนดประเด็นการปฏิรูปประเทศใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาของการปฏิรูป และไม่ควรมีสภาพบังคับ

กระจายอำนาจและมุ่งส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้เข้มแข็ง รวมถึงการจัดการเรื่องชาติพันธุ์ และมีหลักประกันสิทธิชุมชน

ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานและการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาให้แก่ชุมชน องค์กรทางศาสนา องค์กรเอกชน โดยที่องค์กร/หน่วยงานเหล่านี้ควรได้รับเงินอุดหนุนเพื่อจัดการศึกษาส่งเสริมรัฐสวัสดิการ และมุ่งคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

แก้ไขระบบเลือกตั้งให้มีความชัดเจน และไม่ควรให้ ส.ว. มาร่วมโหวตเลือกนายกฯในการรับฟังความเห็นที่ขอนแก่น มีข้อเสนอว่ารัฐธรรมนูญควรเป็นหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน นักกิจกรรมทางการเมืองและชาวบ้าน จะได้ไม่ถูกละเมิดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพให้จัดการศึกษาโดยท้องถิ่นหรือหลักสูตรการศึกษาของท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาท้องถิ่นเอง

ส่งเสริมการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการกระจายงบประมาณแก่ท้องถิ่นให้มากขึ้นด้วย
ให้ระบบการเลือกตั้งมีความชัดเจนอย่างที่เคยเป็นมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งไม่มีปัญหาในเรื่องสูตรการคำนวณเหมือนปัจจุบัน

องค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องตรวจสอบได้ และต้องยึดโยงกับประชาชน

มาถึงประเด็นสำคัญว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร การรับฟังความคิดเห็นที่เชียงใหม่เปิดไว้เป็นสองทางเลือกคือ แก้ไขหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้แก้ไขใหญ่ต่อไป หรือ ควรมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และควรใช้ รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนการรับฟังความเห็นที่ขอนแก่นเสนอว่า รัฐธรรมนูญควรมาจากประชาชนโดยให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการยกร่างตลอดไปถึงการลงประชามติเพื่อคืนคุณค่าของรัฐธรรมนูญให้แก่สังคม

ผมเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีว่า ในการเผชิญกับภัยพิบัติอันเกิดแต่โควิด -19 เราควรมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันและผนึกกำลังกันให้ดี โดยฝ่ายประเพณีนิยมและฝ่ายรัฐธรรมนูญนิยมควรมาตกลงกันในเรื่องคุณค่าหลักของสังคมการเมือง ซึ่งขอทดลองเสนอว่าได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ และประชาชน ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญต้องมีความชอบธรรม เป็นกติกาที่ยอมรับได้ และนำไปปฏิบัติด้วยน้ำใสใจจริง

จึงขอให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่วางอนาคตของประเทศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน