เสียงปืนแตก โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

26.07.20 | 13:00 น.

7 สิงหาคม 2563

จะครบ 55 ปี วันเสียงปืนแตก

ไม่อยากให้สังคมไทยกลับไปถึงจุดนั้นอีก

ทบทวนความจำ เป็นบทเรียนอีกครั้ง

มติชนออนไลน์ อ้างถึงเว็บไซต์ของ อบต.โคกหินแฮ่ (www.khokhinhae.com) อ.เรณูนคร จ.นครพนม ให้ข้อมูลถึงบ้านนาบัว จุดเสียงปืนแตก ว่า

Advertisement

เป็นชุมชนตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2434 โดยชาวบ้าน 90% อพยพมารวมกันเพราะไม่มีที่ทำกิน

ปี พ.ศ.2445 ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน

ปี พ.ศ.2500 เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ปี พ.ศ.2504 มีการจับกุมราษฎรในหมู่บ้านข้อหาอันธพาล

นำไปขังลืมไว้ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และย้ายไปขังไว้ที่เรือนจำนครบาล กรุงเทพฯ

ปี พ.ศ.2507 แม้ราษฎรจะถูกปล่อยตัวกลับมาสู่ภูมิลำเนาของตัวเอง

แต่รัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและอาสาสมัคร มาเคลื่อนไหวปราบปรามราษฎรอย่างหนัก

ราษฎรในพื้นที่ทยอยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มากขึ้น

วันที่ 7 สิงหาคม 2508 ทางการได้ส่งตำรวจทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ในพื้นที่รอยต่อสามอำเภอ คือ อำเภอธาตุพนม อำเภอเมือง อำเภอนาแก พื้นที่ระหว่างบ้านนาบัว
บ้านหนองฮี บ้านดงอินำ

เกิดการปะทะขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับสมาชิก พคท.นานประมาณ 45 นาที

ปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย ฝ่าย พคท.เสียชีวิต 1 นาย

หลังจากนั้นทางราชการยิ่งปราบปรามมากยิ่งขึ้น

ผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับราษฎรหลายคนในหมู่บ้าน ถูกจับในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์

ทางการยิ่งเร่งการปราบปรามมากยิ่งขึ้นไปอีก

สั่งให้ราษฎรทำรั้วรอบหมู่บ้านอย่างแน่นหนา

สั่งให้ชาวบ้านไปรายงานตัวก่อนออกไปทำไร่ทำนา และช่วงกลับมาบ้านอย่างเคร่งครัด

ถ้าคนไหนฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก เช่น เตะ ตี และนำไปคุมขังที่ค่ายทหารบ้านหนองฮี และส่งไปที่ค่ายทหารกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อทางราชการเร่งมือปราบปราม ราษฎรก็ยิ่งหลั่งไหลเข้าร่วมต่อสู้กับ พคท.มากยิ่งขึ้น

จนเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2508 พคท.เปิดการประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองขึ้นที่ภูพาน

มีมติ ให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการ หลังตระเตรียมสร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขา มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2506

และให้วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก”

ถือเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนในประเทศไทย

อันเป็นผลบานปลายจากความแตกแยกทางความคิด อุดมการณ์ และสุดท้ายนำมาสู่การจับอาวุธเข่นฆ่ากัน

นำมาสู่การสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเหลือคณานับ

และที่สุดก็ได้บทเรียนร่วมกันว่า ความรุนแรงและเข่นฆ่ากัน ไม่อาจนำไปสู่ “ชัยชนะ” อันยั่งยืนได้

นอกจากหันหน้ามาเจรจาและรับฟังปัญหากันและกัน

ตามแนวทาง “การเมืองนำการทหาร”

ซึ่งถือเป็นเข็มนำอันสำคัญที่ทำให้ สงครามประชาชนยุติลง

แน่นอนว่าด้านสำคัญหนึ่งมาจาก “รัฐบาล” ที่เปิดกว้าง

ยอมเจรจากับ พคท.ที่แม้จะมีแนวคิดอันตรายต่อชาติ

เพราะมุ่งล้ม “สถาบันหลัก” ของชาติทั้งหมด

จนนำมาสู่การร่วมพัฒนาชาติไทยในที่สุด

เราผ่าน สิ่งที่เลวร้ายสุด-สุด มาแล้ว

ทำไมจะย้อนกลับไปอีก

ทำไม ไม่รีบหาทางยุติความขัดแย้งทางความคิด ที่ยังไม่ได้ขยายบานปลายไปสู่สิ่งเลวร้ายในอดีต

เปิดกว้าง ลดช่องว่าง ทางความคิด ให้กับคนทุก รุ่นทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ดีกว่าตั้งป้อมใส่ว่าพวกนี้สมคบคิด “ทำลาย” สถาบัน “หลักของชาติ”

ต้อง “กำจัด” ไปจากพื้นแผ่นดินไทย

ทั้งที่เป็นแผ่นดินของคนไทยทุกคน