7 สิงหาคม 2563
จะครบ 55 ปี วันเสียงปืนแตก
ไม่อยากให้สังคมไทยกลับไปถึงจุดนั้นอีก
ทบทวนความจำ เป็นบทเรียนอีกครั้ง
มติชนออนไลน์ อ้างถึงเว็บไซต์ของ อบต.โคกหินแฮ่ (www.khokhinhae.com) อ.เรณูนคร จ.นครพนม ให้ข้อมูลถึงบ้านนาบัว จุดเสียงปืนแตก ว่า
เป็นชุมชนตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2434 โดยชาวบ้าน 90% อพยพมารวมกันเพราะไม่มีที่ทำกิน
ปี พ.ศ.2445 ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน
ปี พ.ศ.2500 เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
ปี พ.ศ.2504 มีการจับกุมราษฎรในหมู่บ้านข้อหาอันธพาล
นำไปขังลืมไว้ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และย้ายไปขังไว้ที่เรือนจำนครบาล กรุงเทพฯ
ปี พ.ศ.2507 แม้ราษฎรจะถูกปล่อยตัวกลับมาสู่ภูมิลำเนาของตัวเอง
แต่รัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและอาสาสมัคร มาเคลื่อนไหวปราบปรามราษฎรอย่างหนัก
ราษฎรในพื้นที่ทยอยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มากขึ้น
วันที่ 7 สิงหาคม 2508 ทางการได้ส่งตำรวจทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ในพื้นที่รอยต่อสามอำเภอ คือ อำเภอธาตุพนม อำเภอเมือง อำเภอนาแก พื้นที่ระหว่างบ้านนาบัว
บ้านหนองฮี บ้านดงอินำ
เกิดการปะทะขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับสมาชิก พคท.นานประมาณ 45 นาที
ปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย ฝ่าย พคท.เสียชีวิต 1 นาย
หลังจากนั้นทางราชการยิ่งปราบปรามมากยิ่งขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับราษฎรหลายคนในหมู่บ้าน ถูกจับในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
ทางการยิ่งเร่งการปราบปรามมากยิ่งขึ้นไปอีก
สั่งให้ราษฎรทำรั้วรอบหมู่บ้านอย่างแน่นหนา
สั่งให้ชาวบ้านไปรายงานตัวก่อนออกไปทำไร่ทำนา และช่วงกลับมาบ้านอย่างเคร่งครัด
ถ้าคนไหนฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก เช่น เตะ ตี และนำไปคุมขังที่ค่ายทหารบ้านหนองฮี และส่งไปที่ค่ายทหารกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร
เมื่อทางราชการเร่งมือปราบปราม ราษฎรก็ยิ่งหลั่งไหลเข้าร่วมต่อสู้กับ พคท.มากยิ่งขึ้น
จนเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2508 พคท.เปิดการประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองขึ้นที่ภูพาน
มีมติ ให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการ หลังตระเตรียมสร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขา มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2506
และให้วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก”
ถือเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนในประเทศไทย
อันเป็นผลบานปลายจากความแตกแยกทางความคิด อุดมการณ์ และสุดท้ายนำมาสู่การจับอาวุธเข่นฆ่ากัน
นำมาสู่การสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเหลือคณานับ
และที่สุดก็ได้บทเรียนร่วมกันว่า ความรุนแรงและเข่นฆ่ากัน ไม่อาจนำไปสู่ “ชัยชนะ” อันยั่งยืนได้
นอกจากหันหน้ามาเจรจาและรับฟังปัญหากันและกัน
ตามแนวทาง “การเมืองนำการทหาร”
ซึ่งถือเป็นเข็มนำอันสำคัญที่ทำให้ สงครามประชาชนยุติลง
แน่นอนว่าด้านสำคัญหนึ่งมาจาก “รัฐบาล” ที่เปิดกว้าง
ยอมเจรจากับ พคท.ที่แม้จะมีแนวคิดอันตรายต่อชาติ
เพราะมุ่งล้ม “สถาบันหลัก” ของชาติทั้งหมด
จนนำมาสู่การร่วมพัฒนาชาติไทยในที่สุด
เราผ่าน สิ่งที่เลวร้ายสุด-สุด มาแล้ว
ทำไมจะย้อนกลับไปอีก
ทำไม ไม่รีบหาทางยุติความขัดแย้งทางความคิด ที่ยังไม่ได้ขยายบานปลายไปสู่สิ่งเลวร้ายในอดีต
เปิดกว้าง ลดช่องว่าง ทางความคิด ให้กับคนทุก รุ่นทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ดีกว่าตั้งป้อมใส่ว่าพวกนี้สมคบคิด “ทำลาย” สถาบัน “หลักของชาติ”
ต้อง “กำจัด” ไปจากพื้นแผ่นดินไทย
ทั้งที่เป็นแผ่นดินของคนไทยทุกคน

