สัปดาห์สุกดิบ ก่อนการลงประชามติมาถึงแล้ว
แม้นี่จะเป็นเพียงคำพูดของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร คนเดียว แต่ก็น่าสนใจ
“วันนี้มีแพะสองตัว คือ กกต.แจกรัฐธรรมนูญไม่ครบ และ กรธ.พูดไม่รู้เรื่อง หนีการดีเบต”
น่าสนใจ เพราะสะท้อนอะไรบางอย่าง
ดังที่ทราบ นอกจากหนุมานเป็นแมสคอตของประชามติครั้งนี้แล้ว
กกต. และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเป็นประหนึ่ง “หนุมาน” อาสา มาทำงานด้วย
กกต.ต้องผลักดันให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 85% ตามเป้าหมาย
ขณะที่ กรธ.ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับประชาชนในการผ่านรัฐธรรมนูญ
แต่ในช่วง “สุกดิบ”
หนุมานได้กลายเป็น “แพะ” ตามที่นายสมชัยบอกไปเสียแล้ว
นั่นย่อมสะท้อนสถานะกลายๆ ของเครื่องยนต์สำคัญในฟากรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกอาการ “ติดๆ ขัดๆ” เสียแล้ว
ทำให้ความมั่นใจในฟากหนุนรัฐธรรมนูญลดลง
จะตี “กระแสกลับ” ได้ ต้องพึ่งหนุมานสีเขียว-สีกากี คือทหาร ตำรวจ ข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย มากขึ้น
ซึ่งตอนนี้ หนุมานสีเขียวและสีกากี กำลังพุ่งไปยังการกวาดล้างขบวนการ “มาร” ที่ทำลายประชามติ-รัฐธรรมนูญ
ตั้งแต่ทำฉบับปลอม ส่งจดหมายบิดเบือนเนื้อหา และทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติ
โดยตระกูลบูรณุปกรณ์ แห่งเชียงใหม่ ที่แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย เป็นเป้าหมายที่ถูกเปิดโปง และดำเนินคดี
จริงหรือไม่อยู่ที่พยานหลักฐาน
แต่หนุมานสีเขียวและสีกากีหมายมั่นว่า ด้วยตัวอย่างนี้จะทำให้ประชาชนเห็นว่าการลงประชามติครั้งนี้มีวิชามารเข้ามาทำลาย
และจะใช้เงื่อนไขนี้ดึงประชาชนที่ถูกปูพื้นให้เกลียดชัง “นักการเมือง” มาโดยตลอด หันมาร้องเพลงเสียงเดียวกันกับรัฐบาลและ คสช.
แต่กระนั้น ในภาวะสุกดิบ ที่ข่าวสารแตกกระสานซ่านเซ็น
แม้ปฏิบัติการเชือดคนตระกูลบูรณุปกรณ์จะเป็นข่าวใหญ่ แต่ก็ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะดึงกระแสทั้งหมดมาไว้ในมือ
ตรงกันข้าม กลับถูกดึง หรือแชร์ไปในประเด็นร้อนอื่นด้วย
หนึ่งในนั้นคือการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงจุดยืน “ไม่รับรัฐธรรมนูญ” อย่างชัดเจน
ชัดเจนด้วยเหตุผลที่ย้อนเข้าไปแทงหัวใจ กรธ.อย่างเจ็บช้ำ
ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนสิทธิประชาชนลง นอกจากคำว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง ก็ไม่จริง แถมยังไปผ่อนคลายให้ผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาทุจริตอีก
และที่สำคัญ ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขข้อขัดแย้ง ตรงกันข้าม ยังเป็นระเบิดเวลาในอนาคตอีก
ท่าทีไม่เอาด้วยกับรัฐธรรมนูญของคนกันเองระดับนายอภิสิทธิ์นี้ ย่อมส่งผลสะเทือนอย่างสูง
และดูดเอากระแสทุกกระแส ไปโฟกัสในเรื่องนี้อย่างที่ว่า
ทำให้ประเด็นอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองลงไป
จนหนุมานใหญ่อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องอาสาออกมาช่วยประคองกระแส ด้วยการโจมตีว่านักการเมืองจิตใจคับแคบ
พร้อมกับประกาศรับรัฐธรรมนูญ อย่างที่เคยประกาศ ไม่เปลี่ยนแปลง
แม้จะมีเสียงขานรับจาก กปปส.และคนประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย
แต่กระนั้น ท่าทีของนายชวน หลีกภัย ที่ออกมายืนเคียงข้างนายอภิสิทธิ์อย่างเปิดเผย
ทำให้สถานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ไม่โดดเดี่ยว และเสียงดังขึ้นมาทันที
ดังพอที่จะคัดง้างความเชื่อมั่นว่า นายสุเทพคือผู้มีบารมีเหนือพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะสามารถ “สั่งการ” อะไรก็ได้
การรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นไปอย่างเข้มข้น
และแน่นอน ย่อมส่งอิทธิพลไปยังกระแสนอกพรรคที่กระแสต่างจากรัฐบาลและ คสช.พุ่งสูงขึ้นด้วย
พลอยทำให้ความเชื่อที่ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านเพราะมี “หนุมาน” ช่วย
เป็นเรื่องไม่แน่นอนเสียแล้ว

