การเสวนา Online นี้ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 โดยสถาบัน TIARA (Thammasat Institute of Area Studies) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในครั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญคือ ศาสตราจารย์ Amar Yumnum จาก Department of Southeast Asian Studies เป็นผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งคณะนี้และเป็นอาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย Manipur อินเดีย ศาสตราจารย์ จรัญ มะลูลีม อดีตผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษา รองศาสตราจารย์ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระ รองศาสตราจารย์ สีดา สอนศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ การเสวนาครั้งนี้ ท่านทูตอินเดียประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวเปิดงานและให้ความสำคัญกับการเสวนาครั้งนี้มาก รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาสัย ผู้อำนวยการ TIARA และ ดร.ธันยพร สุนทรธรรม
รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมการเสวนาด้วย
ความสำคัญของนโยบาย Look East ของอินเดียซึ่งกำลังเป็นที่น่าสนใจอยู่ในขณะนี้ ศาสตราจารย์ Amar ได้เล็งเห็นความสำคัญของโลกและภูมิภาคว่า ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจะเป็นความสัมพันธ์แบบทวิภาคีเช่นในอดีตไม่ได้แล้ว ทั้งในแง่สถานที่ บุคคล การค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ระยะทางระหว่างประเทศ พลเมือง การอพยพ แต่ควรจะเป็นลักษณะแบบพหุภาคีที่ทุกประเทศต้องมีความร่วมมือกัน เจรจาร่วมกันในทุกด้าน และอินเดียกับประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์แบบพหุภาคีในทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะสองประเทศ สองด้าน แต่ต้องคำนึงถึงประเทศอื่นๆ ด้วย แม้ไทยกับอินเดียมีความสัมพันธ์แบบทวิภาคีมานาน อาเซียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยและอินเดียเข้ามาสู่ ASEAN+6 ซึ่งศาสตราจารย์ จรัญ มะลูลีม ได้พูดไว้อย่างละเอียด และที่ขาดเสียมิได้คือกลยุทธ์ความสัมพันธ์ของอินเดียกับอาเซียนและเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะจีน ที่อินเดียต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ของอินเดียในการร่วมมือกับอาเซียนและจีน ซึ่งรองศาสตราจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ได้
ชี้ให้เห็นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

การเสวนาครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จของสถาบัน TIARA เพราะมีผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาทาง Facebook ถึง 800 คน และเป็นการเปิดประตูอินเดียผ่าน พม่า ไทย สู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับจีนก็มีนโยบายสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเช่นกัน มหาอำนาจใหญ่ทั้งสองประเทศจึงมีทั้งการแข่งขันและการเจรจา แต่ประเด็นสำคัญถ้าหากประเทศใดมีปัญหาภายในของประเทศมากก็จะทำให้นโยบายสำเร็จได้ยาก อินเดียสร้างทางหลวงผ่านอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมเข้าพม่า ไทยก็สร้างถนนมายังพม่า ปัญหาสำคัญคือประเทศใดจะเจรจากับพม่าได้อย่างมีกลยุทธ์กว่ากัน ถ้าหากทางหลวงนี้เสร็จทั้งจีนและอินเดียสามารถเข้าสู่อินโดจีนได้ง่ายขึ้น ข้อสำคัญ จีนอยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอยู่แล้วย่อมได้เปรียบ ส่วนอินเดียไม่ได้เป็นสมาชิกและเป็นของใหม่สำหรับอินเดีย แต่อินเดียก็มีนโยบาย Look East คือ Mekong Ganga Cooperation ที่อาจจะมุ่งสู่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมต่อประเทศลุ่มแม่น้ำโขงสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นสำคัญ และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมนั้น อินเดียก็มีความสำคัญกับภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน
อินเดียมีนโยบาย Look East ในปี 1990 และปัจจุบันเป็นนโยบาย Act East ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งแสดงถึงนโยบายต่างประเทศของอินเดียที่จะแสวงหาความสัมพันธ์ของอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนานทั้งในแง่นโยบายและการปฏิบัติการ
เมื่อพูดถึงการติดต่อทางด้านการค้าระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัฒนธรรมของอินเดียได้แผ้วทางให้เกิดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันมานาน และที่สำคัญอินเดียได้วางฐานทางวัฒนธรรมในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายพันปี ทั้งศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ระบบกษัตริย์ แบบแผนการบริหารองค์กร ประมวลกฎหมายพระมนู (การแบ่งชั้นวรรณะของคน) วรรณคดี รามายนะ มหาภารตะ ฯลฯ
นโยบาย Act East ของอินเดียคือ
1.การใช้ความสัมพันธ์ในอดีตกระชับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน คือ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และนโยบายทางการทูตแบบ Soft Power
2.ประสบการณ์การเป็นอาณานิคม หลังอาณานิคมและที่อินเดียมีส่วนร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ War Museum รัฐ Manipur
3.ความสัมพันธ์ในอดีตและโอกาสในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันในทางการค้า
4.ความมั่นคงระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางทะเล
5.การเสริมซึ่งกันและกันเพื่อเติมเต็มจุดอ่อน สร้างจุดแข็ง
สำหรับนโยบายความร่วมมือ Mekong Ganga Cooperation (MGC) ปี 2019-2022 ที่อินเดียต้องดำเนินการคือ
1.ความร่วมมือทางวัฒนธรรม เช่น การแสดงนิทรรศการสิ่งทอร่วมกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อที่จะแสดงการทอผ้าในประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่ เสียมเรียบ กัมพูชา โดยมี National Handlooms Promotion Development Agencies ได้ให้สถาบัน Common Archival Resource Center (CARC) ที่มหาวิทยาลัย Nalanda นอกจากนี้สถาบันยังรับผิดชอบเกี่ยวกับโบราณคดี สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ประวัติศาสตร์ทางการค้า ประชาชนและศาสนา ความเกี่ยวโยงระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อประโยชน์ของนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ โดยเชิญประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงมาร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมของอินเดียในอินเดีย เช่น Sangai Festival of Manipur, Pushkar Mela of Rajasthan, Hornbill Festival of Nagaland, เป็นต้น อีกทั้งให้ช่างฝีมือของอินเดียเข้าไปมีส่วนร่วมในงานฉลองต่างๆ ของประเทศกลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังร่วมมือด้านการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์เพื่อแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง
2.ความร่วมมือทางการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวเพื่อศาสนาและพัฒนา การจัดตั้งองค์กรการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ
3.ความร่วมมือทางการศึกษาโดยอินเดียจะให้ทุนแก่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 50 คน โดย Indian Council for Cultural Relations รวมทั้งจัดอบรมระบบแพทย์แผนโบราณ และอบรมการเชื่อมต่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแก่เจ้าหน้าที่ของกลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง
4.ความร่วมมือทางด้านสุขภาพและยาแผนโบราณ โดยการจัดเสวนาและส่งผู้เชี่ยวชาญอินเดียไปดำเนินการ
5.ความร่วมมือทางด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดเสวนาเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน
6.ความร่วมมือด้านการจัดการแหล่งน้ำ อินเดียจะจัดฝึกอบรมให้แก่ชุมชนที่ทำฟาร์มเพื่อความยั่งยืนในการเพาะปลูกในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง
7.ความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อินเดียจะจัดสัมมนาและฝึกอบรม know-how ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ที่สำคัญอินเดียจะสำรวจทางหลวง 3 ประเทศ คือ India-Myanmar-Thailand ไปกัมพูชา ลาวและเวียดนาม เพื่อสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมโยง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารข้ามเขตแดนด้วย
8.จัดกิจกรรม นิทรรศการทางการค้าของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง ทั้งอินเดียและกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง
เมื่อดูนโยบายตามข้างต้นจะเห็นว่า อินเดียใช้ Culture Diplomacy ปูทางไปสู่กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อความสำเร็จทางด้านการค้า การลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมาก ความสัมพันธ์ของอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาอย่างยาวนาน และทุกประเทศก็มีวัฒนธรรมของอินเดียเป็นสายสัมพันธ์ ซึ่งน่าจะประสบความสำเร็จมากถ้าหากไม่มีปัญหาภายในให้แก้ไขมาก นโยบาย Look East จะสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับการ Act East ของอินเดียที่ต้องฝ่าฟันกับจีนและพม่า ขณะนี้พม่าและไทยเป็นทางผ่านของอินเดียไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ประเด็นที่ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องคิดคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศต่ออินเดียคือ Cultural Diplomacy และ People to People Diplomacy ได้มากน้อยเพียงใด และเช่นกัน อินเดียก็ต้องมีกลยุทธ์ในนโยบายนี้ให้สำเร็จลุล่วงใปได้อย่างไรด้วย

