ท่าทีของผู้บริหารโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ผลักไสนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ไม่ให้จัดกิจกรรมและแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
เพราะในสังคมนอกจากความสำคัญของบ้านแล้ว สถานศึกษาคือสถานที่สำคัญรองลงมา เป็นสถานที่ที่เด็กและเยาวชนจะได้รับความคุ้มครอง โอบอุ้มอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดๆ ขึ้นมา
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ ไม่ใช่ที่สาธารณะ การให้พื้นที่กับบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ย่อมดีกว่าการผลักไสให้ไปทำกิจกรรมด้านนอกซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัจจัยต่างๆ ที่ตามมา
แต่ครรลองของผู้บริหาร ครู อาจารย์ ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนอกจากตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม ยังถือชุดความคิดอำนาจนิยมกดทับ บงการและสั่งห้าม เป็นความล้มเหลวของการปลูกฝังประชาธิปไตยในสถานศึกษา คือการเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสันติของประชาชนที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ
ในที่สุดจึงเกิดภาพเด็กๆ ไปทำกิจกรรมตามริมถนน ผลักไสเด็กให้ออกไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ตั้งแง่ใช้กฎหมายข่มขู่ คุกคาม
ท่าทีของมหาวิทยาลัยที่ออกคำสั่งห้ามจัดกิจกรรม ช่างสวนทางกับความหมายของคำว่ามหาวิทยาลัยในอุดมคติเสียเหลือเกิน
แถลงการณ์ของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นั้นน่าสนใจ เพราะอย่างน้อยก็กระตุ้นต่อมสำนึกของ
ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ให้เข้าใจว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติของสังคม
ความหมายของคำว่า มหาวิทยาลัย ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่เพียงฝึกคนให้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบอาชีพ
ไม่ได้เป็นโรงงานผลิตแรงงานตามความต้องการของตลาด และไม่ได้เป็นหน่วยงานหล่อหลอมเจ้าหน้าที่ตามการบงการของรัฐ หากแต่เป็นแหล่งบ่มเพาะสมาชิกที่มีคุณภาพให้กับสังคม ซึ่งไม่ได้หมายถึงทักษะในการท่องจำสิ่งที่สืบทอดกันมาในตำรา แต่หมายถึงความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์อย่างอิสระ เพราะสังคมจะไม่สามารถเผชิญวิกฤต ความเปลี่ยนแปลง หรือความท้าทายใหม่ๆ ได้ หากสมาชิกปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้ จะมีก็แต่ผู้ที่ต้องการแช่แข็งสังคมหรือฝืนการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทหน้าที่เช่นนี้
บทบาทดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะการจัดการเรียนการสอนให้กับนิสิตนักศึกษาในสถาบัน หากแต่หมายรวมถึงการเป็นพื้นที่ให้สมาชิกกลุ่มอื่นในสังคมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนข้อเท็จจริง ด้วยเหตุด้วยผล โดยมีประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง
ในโรงเรียนก็เช่นกัน ปรากฏการณ์ แฟลชม็อบขาสั้น-กระโปรงบาน และ การชู 3 นิ้ว สัญลักษณ์ต่อต้านคณะรัฐประหารที่กำลังแพร่กระจายไปในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศในขณะนี้
ท่าทีปรปักษ์ของผู้บริหารโรงเรียน ครู ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีอำนาจในประเทศนั่นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากต้องการเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว ลองเข้าไปอ่านรายงานปรากฏการณ์ กะลาแตก ในเว็บไซต์บีบีซีไทย จะสามารถรับรู้ว่าอะไรคือแรงผลักให้เด็ก ม.ปลาย ที่มีอายุเพียง 16-18 ปี ต้องฉีกขนบ เด็กดีในสายตาผู้ใหญ่ วางตำราเรียน-ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวท้าทายผู้มีอำนาจ
อย่าลืมว่าพลังของเด็กๆ และเยาวชนเหล่านี้อีก 10-20 ปีข้างหน้า พวกเขาเหล่านี้คือพลังในการขับเคลื่อนสังคมไทย เขาไม่ใช่พวกชังชาติ เกลียดประเทศชาติ เพราะพวกเขาโตมากับความขัดแย้งของผู้ใหญ่ในรุ่นเราต่างหาก ที่แบ่งแยกคนออกเป็นสีเสื้อเหลือง-แดง-สลิ่ม จนกัดกร่อนสังคมมานานนับสิบปี
วันนี้คือเวลาของพวกเขา บรรดาเด็กๆ และเยาวชนที่เราเคยปรามาสว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่สนใจสังคม ไม่สนใจบ้านเมือง วันๆ หมกมุ่นอยู่กับโซเชียล
วันนี้เด็กๆ เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาก็สนใจปัญหาบ้านเมืองไม่น้อยกว่าเรา เวลาได้บ่มเพาะความคิดทางการเมือง จนได้เวลาที่พวกเขาต้องออกมาแสดงพลัง เสนอแนวคิดที่แหลมคมและทรงอานุภาพมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก
วันนี้โรงเรียนและมหาวิทยาลัย กะลาแตก แล้ว
โกนจา

