หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : อำนาจของภาษาและวรรณกรรม แพร่กระจายจากมณฑลกวางสี ถึงลุ่มน้ำโขง

1.08.16 | 05:24 น.
ชาวจ้วงผู้อาวุโส ยืนเล่านิทานเรื่องกบ พร้อมแสดงท่าทางอย่างสง่าผ่าเผย กลางลานพิธีหมู่บ้านในหุบเขา มณฑลกวางสี
ชาวจ้วงผู้อาวุโส ยืนเล่านิทานเรื่องกบ พร้อมแสดงท่าทางอย่างสง่าผ่าเผย กลางลานพิธีหมู่บ้านในหุบเขา มณฑลกวางสี

ชาวจ้วง พูดภาษาไต-ไท รากเหง้าภาษาไทย อยู่มณฑลกวางสี ตอนใต้ของจีน

มีคำคล้องจอง ต้นกำเนิดกาพย์กลอน กับมีคำบอกเล่าโครงเรื่องรบฟ้าหาน้ำ

ลักษณะเหล่านี้แพร่กระจายจากกวางสี ไปทางทิศตะวันตก เป็นกาพย์กลอนลุ่มน้ำโขง กับนิทานพญาคันคาก หรือคางคกยกรบขอฝนในอีสานและลาว

มีอำนาจกระตุ้นให้คนทั้งหลายมีพิธีกรรมและความเชื่อตามคำบอกเล่าเหล่านั้น

ผมเคยเขียนเล่าไว้ในหนังสือ คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (พ.ศ. 2537) จะยกมาดังต่อไปนี้

Advertisement

 

กาพย์กลอน และเพลงของชาวจ้วง

คำคล้องจองมีสอดแทรกอยู่เสมอๆ ในภาษาประจำวันของประชาชนที่พูดตระกูลภาษาไทย-ลาว เช่น ทำไร่ไถนา-ทำมาหากิน-ทำมาค้าขายวายล่องท่องเล่น-น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ฯลฯ

แม้แต่งหนังสือก็สอดแทรกคำคล้องจองไว้ด้วย เช่น พงศาวดารล้านช้าง มีถ้อยคำคล้องจองมากมายว่า “มากอย่างทราย หลายอย่างน้ำ”-“สร้างบ้านก็บ่เปลือง สร้างเมืองก็บ่กว้าง” เป็นต้น

ในเอกสาร “ความโทเมืองจากเมืองหม้วย” ของชาวไทยดำอยู่ในเวียดนามก็มีถ้อยคำคล้องจองอยู่มาก เช่น “ยามนั้นปู่เจ้าโชโค้มฟ้า เอางูมาเอยียด เอาเขียดมาดอย เอาหอยมาเยดว่างเด้า แมงงวนมาเยดช่างปาด ปาหลาดมาเยดบ่าวชัว โนกถัวมาเยดนางล่าม” (James R. Chamberlain พิมพ์ในหนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 8 กุมภาพันธ์ 2529)

คำคล้องจองอย่างง่ายๆ พวกนี้แหละที่จะพัฒนาเป็น “โคลงกลอน”

 

ชาวจ้วงก็มีคำคล้องจอง

แต่ผมไม่ได้ฟังมากับหูตัวเอง เพราะฟังไม่รู้เรื่อง หากได้ความรู้จากบทความของรองศาสตราจารย์หนง เสี่ยกว้าน (พิมพ์ในหนังสือ – “จ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน” – ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม-ปราณี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยศูนย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531) ว่ามีสุภาษิตจ้วงที่เป็นคำคล้องจองหลายบท มีทั้งประเภทคู่สี่ คู่ห้า คู่หก ดังนี้

คู่สี่   –   loh youq gwnz bak, mak youq gwn go

ทางอยู่ที่ปาก หมากอยู่ที่ต้น

(bak – ปาก สัมผัสกับ mak – หมาก)

คู่ห้า  –  gwn haeux siengj daeng naz, gwn pja siengj daeng dah

กินข้าวคิดถึงนา       กินปลาคิดถึงน้ำ

(naz – นา สัมผัสกับ pja – ปลา)

คู่หก  –  gyaez haeux couh yawj naz, gyaez bah couh yawj daiq

รักข้าวต้องหมั่นลงนา         รักเมียต้องขยันเยี่ยมยาย

(naz – นา สัมผัสกับ bah – เมีย)

คำคล้องจองคู่ห้าที่ว่า “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ” นี้ เมื่อคราวผมไปเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ที่เวียดนาม ก็ได้ยินพวกผู้ไทยพูดกันว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสื้อน้ำ” มีความตรงกัน ต่างกันที่ทางผู้ไทยมีคำว่า “เสื้อนา” กับ “เสื้อน้ำ” คำว่า “เสื้อ” ก็คือเชื้อ หมายถึงผี บางทีเรียก “ผีเชื้อ” คือ “ผีเสื้อ” ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงใช้ “ผีเชื้อ เสื้อคำ”

จากคำคล้องจองอย่างง่ายๆ ถ้าส่งสัมผัสไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นร่ายเอง ดังที่อาจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ไปกวางสีแล้วบรรยายว่า จ้วงมีร่ายชนิดวรรคละ 5 คำ แล้วส่งสัมผัสจากคำท้ายของบท ไปยังคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ของวรรคถัดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่ายของจ้วง              ก็เหมือนกับร่ายธรรมดาของไทย (งานจารึกและประวัติศาสตร์ของประเสริฐ ณ นคร พิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองอายุ 6 รอบ เมื่อ 21 มีนาคม 2534)

อาจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เล่าอีกว่าจ้วงมีกลอน 5 มีวรรคละ 5 พยางค์ แต่สัมผัสแบบกลอน 8 แต่สงสัยว่าจะแต่งขึ้นใหม่หรือเปล่า ปรากฏว่าหลีฟังก้วยหรือหลีฟางเกว มีรายงานไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ว่ามีคำประพันธ์แบบนี้คือมีกลอน 8 แต่มีวรรคละ 5 พยางค์ ก็เป็นอันว่ากลอน 8 นี้อาจจะเป็นลูกผสมระหว่างของเดิมของเรา กับปัฏฐยาวัตรฉันท์ของแขกก็เป็นได้ เพราะว่าจีนเองก็มีกาพย์กลอนพวกนี้เป็น 5 คำ 7 คำ 9 คำ แต่ไม่มี 8 คำ

รองศาสตราจารย์หนง เสี่ยกว้าน ให้ตัวอย่างกลอนเพลงของชาวจ้วงไว้บทหนึ่งดังนี้

nuengx               baenz               va               faex               minz,

น้อง                    เป็น                 ดอก             นุ่น                งาม

nding                  yenz                yenz            ciuq                 naj

แดง                    แด๊ง                  แด๊ง             ต้อง               หน้า

ciuz                    mbwn                youq            dingj              ngaj,

ต้อง                    บน                  อยู่               ที่                  เมฆ

go                     gwih                 bjaj              bae               aeu

พี่                       ขี่                      ผ่า               ไป                 เอา

อาจารย์สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ ถอดคำกลอนจ้วงบทนี้เป็นคำไทย แล้วถอดต่อไปจนจบกลอนจ้วงนี้ทั้งหมดว่า

น้องเหมือนดอกนุ่นงาม                        แดงอร่ามต้องหน้า (พี่)

สูงเสมอเมฆและฟ้า                               พี่ขี่ผ่าไปเด็ดเอา

(ผ่า หมายถึง เทพเจ้าแห่งฟ้าผ่า)

 

สีรุ้งต้องศีรษะ                                        เมฆขาวระแก้มนาง

น้องเหมือนต้นนุ่นงาม                          แดงอร่ามต้องหน้า (พี่)

หมอกล้างซ้ำลมปัด                               ฝุ่นไม่จับละออตา

สูงเทียมเมฆและฟ้า                               พี่ขี่ผ่าไปเด็ดเอา

กลอนเพลงจ้วงที่ยกมาเป็นตัวอย่าง (อันจำกัด) นี้มีลักษณะเสรี ถ้ามีตัวอย่างมากๆ ก็จะเห็นเองว่าไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค และไม่กำหนดเสียงสัมผัสใน แต่จะให้ความสำคัญจังหวะขับหรือร้อง คือจะมีกี่คำก็ได้ แต่ให้อยู่ในจังหวะที่ไพเราะรื่นเริงก็แล้วกัน ซึ่งคล้ายกับกลอนเพลงยุคแรกๆ ของไทย เช่น กลอนเพลงร้องเรือในภาคใต้ และกลอนกล่อมเด็กภาคกลาง รวมทั้งบทร้องมโหรีในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่นบทร้องคู่พระทอง ดังนี้

พระทองเจ้าจะไป                                  น้องจะได้ใครมานอนเพื่อน

อันใจเจ้าดีไม่มีเหมือน                                    เจ้าเพื่อนที่นอนของน้องเอย

เจ้าเอยเจ้าพี่                                           ค่อยอยู่จงดีกว่าจะมา

จะไปก็ไม่ช้า                                                    จะกลับมาเป็นเพื่อนนอนเอย

พระทองเจ้าจะไป                                  จะให้อะไรไว้น้องชม

ขอแต่ผ้าลายที่ชายห่ม                                    จะชมต่างหน้าพระทองเอย

นอกจากนั้น ยังมีกาพย์กลอนลุ่มแม่น้ำโขง (แถบล้านนา) ชุดหนึ่งมีลีลาใกล้เคียงกันดังนี้

ดอกก้านพ้อม ย่อมนันด้วยเสียง          สัทสำเนียง ภมรใฝ่เฝ้า

โขงประตู ทวารเทียวออกเข้า                        สมเพิงเพา เลิดล้น

รองศาสตราจารย์หนง เสี่ยกว้าน ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่ากลอนเพลงพื้นบ้านของชาวจ้วงมีหลายชนิด แต่ที่รู้จักกันทั่วไปก็มีแบบที่เรียกว่าฝืน ซือ กลอ เป เป็นต้น แต่ละชนิดยังแบ่งย่อยได้อีก

แสดงว่ายังมีฉันทลักษณ์จ้วงอีกหลายแบบ แต่ตัวอย่างมีน้อยเกินไป และตัวผมเองก็ไม่เข้าใจคำในภาษาจ้วงจริงๆ จะศึกษาเองก็ไม่ได้ จึงขอเสนอข้อสังเกตกว้างๆ ว่า โคลงกลอนของชาวจ้วงน่าจะมีลักษณะเสรี และควรศึกษาเปรียบเทียบกับโคลงกลอนท้องถิ่น       ลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งของลาว และล้านนา กับอีสาน รวมทั้งเพลงบอกของภาคใต้ด้วย แล้วจะพบความสัมพันธ์ทางฉันทลักษณ์ชัดเจนมากขึ้น

ขับจ้วง01

ขับจ้วง02

นิทานจ้วง “รบฟ้าหาน้ำ”

นอกจากชาวจ้วงจะมีโคลงกลอนและเพลงร้องเล่นแล้ว ยังมีนิทานด้วย ถ้าอยากรู้จักชาวจ้วงให้ลึกซึ้งถึงไหนๆ ก็ให้ฟังนิทานจ้วง

มีนิทานเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ชื่อเรื่อง “ปู้โล่โถ” เป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามท้องถิ่นดังนี้

ไข่หินมหึมาลูกหนึ่งหล่นจากฟากฟ้า พอแตกก็เกิดชายสามพี่น้อง

พี่คนโตได้ขึ้นสวรรค์ กลายเป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า

คนรองลงทะเล กลายเป็นพญามังกร

คนเล็กอยู่บนดิน กลายเป็นเจ้ามนุษย์ มีนามว่า “ปู้โล่โถ”

ปู้โล่โถเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ทำทุกอย่างเพื่อมนุษย์ ในสมัยดึกดำบรรพ์ท้องฟ้ากับดินอยู่ใกล้ชิดกันมาก ปู้โล่โถจึงสอนให้มนุษย์ใช้ไม้ค้ำแผ่นฟ้าให้สูงขึ้นและกดแผ่นดินให้ต่ำลง แล้วเป็นผู้ตั้งชื่อสัตว์และพันธุ์พืชต่างๆ ในโลก ทั้งเป็นผู้กำหนดให้สัตว์แต่ละชนิดออกลูกครั้งละกี่ตัว เช่นเสือจะมีลูกกี่ตัว

และเนื่องจากเป็นน้องของเจ้าแห่งสายฟ้า จึงขอให้ส่งไฟมายังโลกมนุษย์ เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นในโลกก็ใช้ไถวิเศษไถดินเป็นร่องลึกให้น้ำที่ท่วมอยู่ไหลลงทะเลไป ร่องน้ำนี้คือแม่น้ำหงเหอหรือแม่น้ำแดงในปัจจุบัน

ปู้โล่โถยังได้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากกระเพาะของนกตัวหนึ่ง และใช้ใบไม้ผสมดินเหนียวปั้นเป็นรูปควายขึ้น แล้วสอนให้ชาวจ้วงทำนา แต่นั้นมาชาวจ้วงก็นิยมปลูกข้าว

ปู้โล้โถสอนให้มนุษย์สานเครื่องจับปลา ทำแห อวน สอนให้รู้จักจับปลา สอนให้รู้จักทำเล้าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ รู้จักสร้างบ้านเรือนบนพื้นที่ราบ

เมื่อปู้โล่โถตายแล้ว มีทายาทชื่อ “ปู้เผก”

ปู้เผกมีความกล้าหาญมาก กล้าต่อสู้กับเจ้าแห่งสายฟ้า เพราะเจ้าแห่งสายฟ้าไม่ให้ฝนตกลงมาในโลก ปู้เผกขึ้นไปบนสวรรค์ จับตัวเจ้าสายฟ้าไว้ได้

แม้ว่าในที่สุดจะมีน้ำท่วมใหญ่ และปู้เผกจมน้ำตายก็ตาม แต่เขาก็ไปเกิดเป็นดาวคงอยู่คู่ฟ้า

ในภาษาจ้วงคำว่า “ปู้” คือ “ผู้” แปลว่า “คน”  (ปัจจุบันไทยเราใช้ซ้ำคำว่า “ผู้คน”) ฉะนั้น “ปู้โล้โถ” ก็ควรจะเป็น “ผู้โล่โถ” แต่ไม่รู้หมายถึงอะไร? ถามนักวิชาการชาวจ้วงหลายท่านก็ไม่มีใครอธิบายได้ มีบางท่านบอกว่าหมายถึง “ผู้รู้ทั่ว” ก็ยังไม่น่าเชื่อ เพราะดูจะลากเข้าวัดไปหน่อย

แต่ภาษาอีสานมีคำว่า “โล่” หมายถึงปากกว้าง ปากที่อ้าไม่หุบเรียก ปากโล่ ส่วนคำว่า “โถ” ก็คือโต ทำให้อยากเดาว่า “ผู้โล่โถ” ก็คือผู้ยิ่งใหญ่ปากกว้าง หรือคนโตปากกว้าง

ปากกว้างเหมือนกบ?

ในพงศาวดารล้านช้างมีชื่อ “ปู่ลางเชิง” ผู้ช่วยเหลือมนุษย์ทุกอย่าง มีบทบาทแบบเดียวกับ “ปู้โล่โถ”

นิทานจ้วงบอกว่าทายาทของปู้โล่โถคือ “ปู้เผก” ก็น่าจะเป็น “ผู้เผก” แต่ก็ยังไม่มีใครอธิบายความหมายได้

ในพงศาวดารล้านช้างมีชื่อ “ขุนเค็กขุนคาน” เป็นผู้ช่วยปู่ลางเชิงทุกอย่างเพื่อปกป้องมนุษย์ ชื่อ “ขุนเค็ก” กับ “ปู้เผก” จะเกี่ยวข้องกันอย่างไร? หรือไม่?

แต่ในภาษาอีสานมีคำว่า “เพ็ก” หมายถึงดาวประกายพฤกษ์ เรียก ดาวเพ็ก ผมก็อยากเดาอีกว่า “ผู้เผก” ก็คือ “ผู้เพ็ก” คือคนที่เกิดเป็นดาว ตรงตามนิทาน

ที่ผมเอาภาษาอีสานมาเดา เพราะเชื่อว่าลุ่มแม่น้ำโขงแถบลาวกับอีสาน มีความสัมพันธ์กันทางสังคมและวัฒนธรรมกับจ้วง ดังเรื่องปู้โล่โถมีพฤติกรรมหลายอย่างคล้ายคลึงกับเรื่องแถนในพงศาวดารล้านช้าง

ยังมีนิทาน “กำเนิดชาวจ้วง” อีกเรื่องหนึ่ง น่าจะเป็นตอนต่อจากเรื่อง “ปู้โล่โถ” และมีสาระสำคัญใกล้เคียงกับเรื่องพญาคันคากของอีสานไม่น้อย ดังมีเนื้อเรื่องดังนี้ (ปรับปรุงมาจากหนังสือ “จ้วงฯ”-ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม-จุฬาฯ พิมพ์-2531)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องเกิดความไม่พอใจต่อการบูชาเซ่นไหว้ของชาวโลกมนุษย์ จึงอุดกั้นสระน้ำบนสวรรค์ไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้หยดน้ำฝนตกถึงพื้นโลกแม้สักหยดเดียว

ดังนั้นชาวโลกทั้งโลกจึงตกอยู่ในความทุกข์ยากเพราะภัยแห้งแล้ง แม่น้ำลำคลองแห้งทุกสาย พืชพันธุ์ยืนต้นแห้งตายหมด สัตว์เลี้ยงสัตว์ป่าก็ตาย

ผู้คนทั้งหลายพากันไปหาพ่อโต ผู้ที่มีรูปร่างใหญ่โตล่ำสัน มีกำลังมหาศาล มีจิตใจกล้าหาญ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้านเพื่อนเมือง ต่อเมื่อเห็นสภาพที่เพื่อนมนุษย์อยู่ในห้วงทุกข์ยากแสนเข็ญเช่นนี้ พ่อโตก็ยากที่จะอดทนต่อไปได้ จึงตัดสินใจขึ้นไปท้าสู้กับเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องบนสวรรค์

เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องผู้มีเล่ห์เหลี่ยมสูง เมื่อรู้ว่าพ่อโตมาท้าต่อสู้ก็โกรธจัด รีบรับคำท้าแล้วต่อสู้กันเป็นเวลานาน

ในที่สุดพ่อโตก็จับตัวเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องได้ จึงสั่งให้ปล่อยฝนให้ตก เพื่อชาวบ้านชาวเมืองจะได้ทำไร่ทำนาต่อไปตามปกติภายในเวลา 3 วัน

ครั้นเวลาผ่านไป 3 วัน 3 คืนแล้วฝนก็ยังไม่ตก เพราะเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องไม่เพียงแต่จะไม่ปฏิบัติตามสัจวาจา แต่ซ้ำมิหนำยังวางแผนจะให้ฟ้าผ่าถูกพ่อโตตายอีกด้วย

ฝ่ายพ่อโตก็พอเดารู้ว่าเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องคิดไม่ซื่อ จึงเตรียมรับมือไว้ พ่อโตไปถอนเอาถังไล้ (สาหร่าย) จากแม่น้ำมาคลุมหลังคาไว้ทั่ว แล้วขุดพื้นดินรอบๆ บ้านให้ร่วนซุย และเตรียมจ่ามไว้อันหนึ่งด้วย

(มีคำอธิบายว่า “จ่าม” เป็นเครื่องสานด้วยตอกไม้ไผ่ชนิดหนึ่งเป็นรูปกลม ส่วนล่างปากบาน ส่วนบนรัดรูปกลมแหลม ตรงกลางปลายแหลม มีช่องขนาดกำปั้นสำหรับมือจับ เป็นเครื่องมือใช้ครอบสัตว์เลี้ยงในบ้านของชาวจ้วง น่าจะตรงกับไทยว่า “สุ่ม”)

วันหนึ่ง จู่ๆ ท้องฟ้าก็มีเมฆหมอกบดบังแสงแดดมืดครึ้มไปทั่ว จากนั้นมีฟ้าแลบ ฟ้าร้องกึกก้องไปทั่ว พอสายฟ้าวาบเป็นทางสีส้มแล้วตามด้วยเสียงเปรี้ยงๆ ดังสนั่น ก็แลเห็นเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องร่อนลงจากท้องฟ้าไปที่บ้านพ่อโต ครั้นตกถึงหลังคาบ้านก็ลื่นไหลลงไปอยู่บนลานหน้าบ้านเสียก่อนที่จะผ่าบ้านพ่อโตให้พินาศ

ฝ่ายพ่อโตถือจ่ามรออยู่แล้วก็เอาจ่ามครอบเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องได้ จึงเอาตัวไปขังไว้ในยุ้งข้าว

ต่อมาพ่อโตต้องออกจากบ้านเพื่อจะไปซื้อเกลือมาดองเทพเจ้าแห่งฟ้าร้อง เมื่อก่อนจะออกจากบ้าน พ่อโตได้สั่งลูกชายกับลูกสาวให้เฝ้าไว้ แล้วกำชับว่าหากเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องวิงวอนขอน้ำขอข้าวต้มกิน อย่าให้กินเด็ดขาด

เมื่อพ่อโตออกจากบ้านไปแล้ว เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องก็ขอน้ำขอข้าวต้มจากตูอีพี่น้องทั้งสองที่ควบคุมอยู่จริงๆ

แต่พี่น้องทั้งสองปฏิเสธหมด

เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องผู้มีเล่ห์เหลี่ยม เมื่อเห็นว่าขอตรงๆ ไม่ได้ผล ก็เปลี่ยนวิธีขอร้องโดยคุกเข่าลง แล้ววิงวอนอย่างน่าสงสารเพื่อขอกินน้ำซาวข้าว

พี่น้องทั้งสองก็สงสาร อีกทั้งพ่อโตไม่ได้ห้ามเรื่องน้ำซาวข้าวไว้ จึงนำไปให้กิน

เมื่อเทพเจ้าแห่งฟ้าร้องกินน้ำซาวข้าวเข้าไปก็มีเรี่ยวแรงมหาศาล กระทืบยุ้งฉางจนพังทลาย แล้วหนีกลับขึ้นไปอยู่บนสวรรค์

แต่ก่อนจะขึ้นสวรรค์ เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องได้ถอนฟันออกมาซี่หนึ่งมอบให้พี่น้องตูอีทั้งสอง พร้อมกับสั่งเสียว่าให้ฝังไว้ในสวนหลังบ้าน

หลังจากนั้น 3 วัน ฟันที่ฝังอยู่ในสวนก็งอกออกมาเป็นลูกน้ำเต้าขนาดใหญ่โตลูกหนึ่ง เมื่อขุดเอาเนื้อข้างในออกหมด ก็มีที่ว่างให้พี่น้องสองคนเข้าไปอยู่ข้างในได้พอดี

อีกไม่นานต่อมา เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องก็ปล่อยน้ำขนานใหญ่นาน 49 วัน ก่อให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมโลกมนุษย์ พ่อโตจึงบอกให้ลูกทั้งสองหนีเข้าไปอยู่ในลูกน้ำเต้า ส่วนตัวเองนั่งอยู่ในพั่ววิดน้ำใบหนึ่งแล้วลอยตามกระแสน้ำไป

เทพเจ้าแห่งฟ้าร้องตั้งใจจะทำลายมนุษย์ในโลกให้ดับสูญไป จึงสั่งให้ปลาที่มีครีบคมตามไปเลื่อยเครื่องชูชีพชนิดต่างๆ ให้ขาดจมน้ำหมด ส่วนน้ำเต้าที่ตูอีพี่น้องทั้งสองนั่งอยู่ในนั้น เนื่องจากเป็นรูปทรงกลมและลื่น ถึงปลาจะเลื่อยอย่างไรก็ไม่เป็นอันตราย

เมื่อน้ำลดลงแล้ว โลกทั้งโลกก็มีแต่เพียงตูอีพี่น้องที่รอดพ้นจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้

วันหนึ่งขณะที่พี่น้องทั้งสองเดินผ่านป่าไม้ไผ่แห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงดังจากกอไม้ไผ่ว่า

“โลกนี้ทั้งโลกไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่แล้ว เธอทั้งสองจงรีบแต่งงานกันเถอะ หาไม่แล้วมนุษย์จักต้องสูญสิ้นไปจากโลกนี้แน่”

พี่น้องทั้งสองเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็นึกโกรธ จึงหยิบเอาของมีคมแข็งที่ใกล้ตัวไปตัดลำไม้ไผ่ขาดเป็นท่อนๆ แต่ลำไม้ไผ่ที่ถูกตัดขาดเป็นท่อนๆ นั้นสามารถต่อกันสนิทเหมือนเดิมได้ทันทีอย่างมหัศจรรย์

(ว่ากันว่าลำไผ่เป็นปล้องๆ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ คือรอยต่อที่แต่ก่อนถูกตูอีพี่น้องตัดไว้นั่นเอง)

แต่เสียงขอร้องให้คนทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยากันก็ดังอยู่เรื่อยไม่ขาดระยะ พี่น้องทั้งสองตรึกตรองดูแล้วจึงคิดว่า คำขอร้องนี้อาจจะเป็นประสงค์ของเทพเจ้าก็ได้ คนทั้งสองจึงยอมตกลงเป็นสามีภรรยากัน

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงสาวผู้เป็นน้องก็คลอดก้อนเนื้อขนาดไข่ห่านก้อนหนึ่งออกมา ทั้งสองคนรู้สึกรังเกียจก้อนเนื้อนี้มาก จึงเอามีดมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาใบตองห่อไว้เรียบร้อยเพื่อจะนำขึ้นไปบนสวรรค์

ตูอีพี่น้องเป็นผู้นำเอาห่อเนื้อนั้นปีนขึ้นไปตามบันไดสวรรค์ แต่เมื่อปีนขึ้นไปถึงกลางอากาศ ห่อเนื้อนั้นถูกลมพัดหลุดจากมือ ทำให้ชิ้นเนื้อปลิวว่อนกระจายไปทั่ว เนื้อเล็กๆ แต่ละชิ้นเมื่อตกลงถึงพื้นดินก็กลายเป็นคนที่มีชีวิตทันที

ชิ้นที่ตกลงมาติดค้างที่กิ่งไม้ตามต้นไม้ก็เกิดเป็นคน เรียกตัวเองว่า “ไม้” หมายถึงต้นไม้

ชิ้นที่ตกถึงพื้นดินกลายเป็นคน เรียกตัวเองว่า “ต๊ม” หมายถึง ดิน หรือตม

ชิ้นที่ตกลงบนก้อนหินก็กลายเป็นคน เรียกตัวเองว่า “หิ้น” หมายถึงหิน

ชื่อเรียกตนเองนี้ต่อมาได้กลายเป็นนามสกุลใช้เรียกสืบกันตลอดมา

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โลกที่รกร้างว่างเปล่าก็เริ่มมีผู้คนดำรงอยู่ และสืบเชื้อสายเจริญเรื่อยๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

สาระสำคัญของนิทานเรื่อง “กำเนิดชาวจ้วง” มี 2 อย่าง คือการต่อสู้กับฟ้าให้ได้น้ำหรือ “รบฟ้าหาน้ำ” เพื่อการกสิกรรม และกำเนิดคนที่เกี่ยวข้องกับผลน้ำเต้า

ชื่อ “พ่อโต” กับ “ปู้โล่โถ” อาจจะเป็นคนๆ เดียวกัน เพราะทำหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์เช่นเดียวกัน

เรื่อง “รบฟ้าหาน้ำ” ยังมีอยู่ในนิทานเรื่อง “พญาคันคาก” ของประชาชนแถบลุ่มแม่น้ำโขง ในภาษาอีสานคำว่าคันคากคือคางคก ทำให้คิดถึงชื่อปู้โล่โถ ถ้าหมายถึงพ่อโตปากกว้าง ก็น่าจะเป็นกบซึ่งเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับคางคก เพราะกบเป็นสัตว์สัญลักษณ์อยู่บนหน้ามโหระทึกที่ใช้ตีขอฝนด้วย

เรื่องย่อพญาคันคากของอีสานมีดังนี้

พญาเอกราชมีมเหสีนามว่าสีดา ครองเมืองอินทปัตถ์ในชมพูทวีป ต่อมาพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในครรภ์นางสีดา แล้วคลอดออกมาเป็น “คันคาก”

เมื่อท้าวคันคากโตเป็นหนุ่มก็อยากมีเมีย แต่บิดาไม่เห็นด้วย เพราะลูกเป็นสัตว์จะแต่งงานกับคนย่อมไม่สมควร ชาวบ้านชาวเมืองจะดูหมิ่นดูแคลน

ท้าวคันคากจึงอ้อนวอนขอให้พระอินทร์ช่วย โดยอ้างบุญกุศลที่เคยกระทำมา

พระอินทร์ก็ลงมาเนรมิตปราสาทแก้วไว้กลางเมือง แล้วนำนางแก้วมาจากอุตรกุรุทวีปไว้ที่ปราสาทเพื่อเป็นเมียท้าวคันคาก

เมื่อบิดากับมารดาเห็นปราสาทก็มาเยี่ยมท้าวคันคากกับสะใภ้ในปราสาท แล้วจัดพิธีอภิเษกให้ท้าวคันคากเป็นพญาเจ้าเมืองแทนตน

นับแต่พญาคันคากได้ครองเมือง บรรดาพญาน้อยใหญ่ทั้งหลายตลอดจนสัตว์ต่างๆ ก็อ่อนน้อมขอเป็นบริวารมากมาย ทำให้แถนโกรธ จึงไม่ยอมให้นาคเล่นน้ำ ฝนก็ไม่ตก บ้านเมืองเกิดแห้งแล้ง ผู้คนและสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก

พญาคันคากเห็นดังนั้น จึงไปตามพญานาค ครุฑ และปลวก ช่วยกันก่อภูเขาทำหนทางขึ้นไปรบกับแถน

ครั้นรบชนะ พญาคันคากบังคับให้แถนแต่งน้ำฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พร้อมทั้งให้นำข้าวทิพย์เมล็ดเท่ามะพร้าวไปปลูกในเมืองมนุษย์

ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองอินทปัตถ์และชมพูทวีปก็บริบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร

แต่มนุษย์เกียจคร้าน ไม่ทำยุ้งฉางไว้เก็บข้าวทิพย์ แถมยังโกรธเมล็ดข้าวที่ลอยฟ่องอยู่เต็มบ้าน แล้วพากันเอามีดพร้าฟันเมล็ดข้าวแตกกระจาย

เมล็ดข้าวบางส่วนที่แตกออกไปกลายเป็นเผือกเป็นมันก็มี ที่ยังเป็นเมล็ดข้าวก็เหลือแต่เมล็ดเล็กๆ กระจิริด เมื่อปลูกเองก็ไม่งอกงามดังแต่ก่อน

เมื่อสิ้นพญาคันคากแล้ว ผู้คนเดือดร้อนอีก ต่างพากันหาหนทางที่พญาคันคากทำไว้ขึ้นไปเรียนวิชาจากแถน ครั้นลงมาอยู่ในบ้านเมือง กลับใช้วิชาเข่นฆ่าพิฆาตกันเองซึ่งผิด  “ฮีตคอง” ที่พญาคันคากสอนไว้ แถนจึงทำลายหนทาง “เครือเขากาด” ที่ขึ้นไปถึงแถนเสีย ผู้คนก็ไปหาวิชาจากแถนไม่ได้อีกต่อไป

โครงเรื่อง “รบฟ้าหาน้ำ” ของนิทานจ้วงกับนิทานอีสาน เป็นความพยายามที่มนุษย์จะเอาชนะธรรมชาติ จึงผูกเรื่องเป็นนิทานขึ้นมาเพื่อพิธีกรรมขอฝน หรือ “บงการ” ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะได้อุดมสมบูรณ์

เมื่อดินแดนอีสานรับพระพุทธศาสนาแล้วก็มีผู้ปรับนิทาน “รบฟ้าหาน้ำ” ให้เข้ากับชาดก (แต่นอกนิบาต) โดยร้อยกรองเป็นโคลงกลอนลุ่มแม่น้ำโขง จารลงใบลานไว้ประจำวัดให้พระใช้เทศน์ในพิธีกรรมขอฝนยามแล้งน้ำ

ทั้งหมดที่ผมสืบค้นมาเล่าให้ฟังนี้ก็เพื่อจะบอกว่า-จ้วง-เป็น “เครือญาติตระกูลไทยเก่าแก่ที่สุด” เท่านั้น เท็จจริงไม่ประจักษ์-พระพุทธเจ้าข้าเอย

ถ้าถามว่าทุกวันนี้พวกจ้วงยังพูดภาษาจ้วงไหม?

เขาบอกว่า “อยู่บ้านพูดจ้วง อยู่เมืองพูดจีน”

แต่หูผมไม่ได้เรื่อง ยังไงๆ ก็ฟังไม่รู้ว่าเขาพูดจีนหรือพูดจ้วง ยิ่งเป็นภาษาไทยเก่าแก่ที่สุด ผมจะฟังรู้เรื่องได้ยังไงกัน-ปู้โธ่