ครอบครัวข้าพเจ้ามีคุณหมอที่ไปหาประจำมากว่าสี่ปี ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะคุยเรื่องการบ้านการเมืองกับคุณหมอจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอเห็นคล้ายกับคนไทยอีกหลายคนว่าเรายังไม่พร้อมปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (ไม่พร้อมมากว่าจะร้อยปีแล้ว) ด้วยเหตุผลหลักคือคนไทยยังไม่มีคุณภาพ “คุณภาพ” ในที่นี้มีความหมายเฉพาะถึงการศึกษา คุณหมอพยายามสื่อนัยว่าเพราะคนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา ฉะนั้นจึงเลือกนักการเมืองฉ้อฉลมากกว่าเลือก “คนดี” การเลือกตั้งเป็นกลไกหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่มีคุณภาพ (คือเลือกแล้วได้ “คนดี”) ต้องอาศัยคนที่มีคุณภาพ
ข้าพเจ้าฟังคุณหมอแล้วนึกย้อนไปยังอินเดีย บ้านหลังที่สองของข้าพเจ้าหลังจากเดินทางไปๆ มาๆไทย-อินเดียมาปีครึ่ง คนไทยส่วนใหญ่รู้จักอินเดียอยู่สามสี่เรื่องคือความยากจน ความสกปรก พุทธศาสนสถาน และแกงแขก (สองเรื่องแรกอาจฟังดู racist แต่คือความเห็นที่ข้าพเจ้ามักได้ยินจากคนส่วนใหญ่เวลาที่เล่าเรื่องอินเดียให้ฟัง) แต่คุณลักษณะสำคัญที่เราไม่ค่อยคิดถึงเกี่ยวกับอินเดียคือประชาธิปไตย
อินเดียถือเป็นประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดโลก และอินเดียอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ฉะนั้นเวลาที่พี่ไทยเราอ้างว่าประชาธิปไตยเป็นผลิตภัณฑ์ตะวันตก เราลืมนึกถึงอินเดียจริงๆ ว่าภูมิภาคเอเชียและ “คุณค่าแบบเอเชีย” (ถ้าสิ่งนี้มีอยู่จริง) ให้กำเนิดประชาธิปไตยได้เหมือนกัน ที่นี้หากย้อนกลับไปยังบทสนทนากับคุณหมอข้างต้น ระดับการอ่านออกเขียนได้ของประชากรในอินเดียต่ำกว่าไทย (ร้อยละ 74 ณ ปี 2011 ขณะที่ไทยคือร้อยละ 93.5 ณ ปี 2015) แต่อินเดียยังเสี่ยงใช้ระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษปี 1947 ทั้งที่ “คนไม่มีคุณภาพ” ประเทศนี้มันต้องไม่ปกติแน่ๆ! (ข้าพเจ้าคิดในใจดังๆ แทนคุณหมอ)
ประชาธิปไตยเอเชียสไตล์ภารตะหน้าตาเป็นอย่างไร? ข้าพเจ้าขอตอบในฐานะเจ๊กที่เป็นแขกในเมืองแขกได้ไม่นาน ฉะนั้นจึงมีความรู้เท่าห่างอึ่ง โดยอาศัยการอ่านและสังเกตสังกาผู้คนรอบตัวเท่านั้น ในเชิงโครงสร้าง ประชาธิปไตยในอินเดียเป็นแบบฆราวาส (secular) และแบบแบ่งสรรอำนาจ (consociational democracy) ทั้งสองลักษณะนี้สัมพันธ์กับความหลากหลายทางศาสนา ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์ในอินเดีย (อินเดียมีประชากรราว 1.2 พันล้านคน มีภาษาราชการ 14 ภาษา ภาษาท้องถิ่นมากกว่า 100 ภาษา และมีศาสนารวมถึงลัทธิความเชื่อต่างๆ หกศาสนา/ลัทธิเป็นอย่างน้อย ในลัทธิฮินดูเพียงลัทธิเดียว เชื่อกันว่ามีเทพยดาและเทพธิดาอีกกว่า 300 ล้านองค์)
ยวาหราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) รัฐมนตรีคนแรกของอินเดียเข้าใจความหลากหลายในสังคมตนเองดีจึงระบุในรัฐธรรมนูญให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาส เพราะเห็นว่ารัฐไม่อาจสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้ มิเช่นนั้นอินเดียจะถูกแยกประเทศออกเป็นส่วนๆ ทว่า “รัฐฆราวาส” ในที่นี้ต่างจากความเข้าใจเรื่องรัฐฆราวาสของฝรั่งที่เน้นการแยกรัฐออกจากศาสนาอย่างสิ้นเชิง อินเดียเลือกส่งเสริมทุกศาสนาและลัทธิความเชื่อ
ดังนั้น จึงไม่อาจสนับสนุนศาสนาและความเชื่อใดอย่างเป็นทางการได้เลย เช่นรัฐบาลกลางยังคงอนุญาตให้ผู้คนในศาสนาต่างๆ ใช้กฎหมายศาสนาในการตัดสินเรื่องส่วน เช่น การแต่งงาน การหย่า การแบ่งมรดก
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญอินเดียยังป้องกันการรัฐประหารของกองทัพ โดยกำหนดให้พลเรือนควบคุมกองทัพผ่านระบบตรวจสอบถ่วงดุล นอกจากนี้กองทัพยังประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งถูกคัดเลือกจากกลุ่มวรรณะ ชาติพันธุ์ และศาสนาคละเคล้ากัน จึงขาดความเป็นเอกภาพแห่งอัตลักษณ์อันเป็นปัจจัยสำคัญในการทำรัฐประหาร ที่สำคัญคือค่านิยมหลักของกองทัพอินเดียคือการไม่แทรกแซงการเมืองของพลเรือน
เนื่องด้วยความหลากหลายข้างต้น ระบบการเมืองอินเดียจึงเน้นการแบ่งสรรอำนาจในรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น และสภาสูง-ล่าง อินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคองเกรสมาหลายทศวรรษก็จริง แต่พรรคที่ขึ้นชื่อว่า “ราชวงศ์ทางการเมือง” ของอินเดียนี้มักตั้งรัฐบาลโดยผสมกับพรรคเล็กอื่นๆ การสร้างมหาพันธมิตร (grand coalition) จึงกลายเป็นลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยในอินเดีย (เว้นแต่ปี 1975-1977 ที่นางอินทิรา คานธี ประกาศภาวะฉุกเฉินและอินเดียกลายเป็นอำนาจนิยมชั่วคราว) พรรคใหญ่ๆ ที่ต้องการพันธมิตรเพื่อสร้างรัฐบาลผสมต้องประนีประนอมผลประโยชน์และอุดมการณ์หลายอย่าง เช่น พรรคภารติยะ ชนะตะ หรือบีเจพี ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2014 และล้มประวัติศาสตร์การครองอำนาจอันยาวนานของพรรคคองเกรส ได้ชื่อว่าเป็นพรรคชาตินิยมฮินดู
หลายฝ่ายเกรงกันว่าอนาคตประชาธิปไตยของอินเดียจะดับมืดและขันติธรรมทางศาสนาจะเสื่อมคลายภายใต้การนำของพรรคบีเจพี ในอดีต พรรคบีเจพีมักอาศัยแคมเปญชาตินิยมฮินดูระดมพลก่อจลาจลทำร้ายชนกลุ่มน้อยมุสลิม โดยมุ่งหวังคะแนนเสียงจากชาวฮินดูซึ่งช่วยให้พรรคชนะการเลือกตั้ง เหตุจลาจลรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่รัฐกุตชราชในปี 2002 ผู้ว่าการรัฐในขณะนั้นคือ นาเราดรา โมดี (Narendra Modi) ซึ่งคือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอินเดีย
กระนั้นก็ดี พรรคบีเจพีขณะนี้พยายามออกห่างจากแคมเปญชาตินิยม (หากไม่จำเป็น) และเน้นนโยบายพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเศรษฐกิจมากกว่า ปัจจัยประการหนึ่งคือพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งประกอบกันเป็นพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance) มาจากอุดมการณ์การเมือง พื้นเพทางวรรณะ และศาสนาต่างกัน การเจรจาเพื่อแบ่งสรรอำนาจจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองสำคัญ
กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สำหรับพรรคบีเจพี อัตลักษณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในหลายบริบท ทว่าเมื่อมีเครื่องมืออื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า การเมืองอัตลักษณ์ก็ลดความสำคัญลง
ในทางวัฒนธรรม อินเดียไม่เพียงแต่ร่ำรวยความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ยังชอบพูดและเถียงกันเป็นชีวิตจิตใจ สุนทรพจน์ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์องค์การสหประชาชาติมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอินเดีย ซึ่งใช้เวลาเกือบ 8 ชั่วโมง! การถกเถียงของผู้คนเกิดขึ้นในบ้าน ตลาด ท้องถนน สวนสาธารณะห้องเรียน (ข้าพเจ้าบรรยายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าอาจารย์พูดไม่ทันนักศึกษา!) รายการโทรทัศน์ รัฐสภา และอื่นๆ อีกมากมาย ชาวอินเดียเห็นว่าการเถียงกันเป็นกิจกรรมทางปัญญา ตะโกนใส่กันได้โดยไม่มีใครกล่าวหาว่าบุคคลนั้นก้าวร้าว หลังจากเถียงกันมิตรภาพก็ยังอยู่ หรือกระทั่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลายครั้งชาวอินเดียเปลี่ยนความเห็น จากที่เชื่อในจุดยืน ก. มาเป็น ข. เพื่อให้เถียงกับอีกฝ่ายซึ่งยึดในจุดยืน ก. ได้อย่างออกรสออกชาติ
ข้าพเจ้าเคยถามเพื่อนอาจารย์ชาวอินเดียว่าทำไมเพื่อนร่วมชาติเขาชอบเถียงกัน เพื่อนบอกว่าสังคมอินเดียมีความย้อนแย้งและไม่ลงรอยเยอะไปหมด ไม่มีความจริงถาวรเพราะความจริงมีไว้ท้าทาย ต่อรอง ล้มล้าง และสร้างใหม่ ลักษณะเช่นนี้โอบกอดผู้คนที่หลากหลาย เห็นไม่ตรงกันเพราะเชื่อต่างกัน ให้อยู่ร่วมกันได้โดยอีกฝ่ายไม่กล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นศัตรูของความจริง การเถียงกันยังกระตุ้นให้เราใช้เหตุผลหักล้างข้อโต้แย้ง เหตุผลและอารมณ์ที่อยู่บนฐานเหตุผลขับเคลื่อนองค์ความรู้ ความรู้ผลักให้ผู้คนคิดค้นนวัตกรรม
ฐานทางวัฒนธรรมเช่นนี้ก่อร่างอินเดียในฐานะ “อารยธรรม” ไม่ใช่เพียงประเทศ ที่ผลิตนักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ นักปรัชญา และนักเขียน สั่งสมองค์ความรู้ให้โลกมาหลายศตวรรษ ในยุคร่วมสมัยคงไม่มีใครไม่รู้จักนักเศรษฐกิจระดับรางวัลโนเบลอย่าง อมาร์ตยะ เซน (Amartya Sen) หรือในสายมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ หลายคนคงผ่านชื่อคุ้นหูอย่าง รพินทรนาถ ฐากุร (Rabindranath Tagore) อรุณธาติ รอย (Arundhati Roy) อาชุโทช วาชณี (Ashutosh Vashney) กายาตรี สปิววัค (Gayatri Spivak) และโฮมิ บาบา (Homi Bhabha) เป็นต้น
ประชาธิปไตยแบบอินเดียจึงไม่รอให้คนมีคุณภาพ ทว่าอาศัยประชาธิปไตยสร้างคุณภาพให้คน

