หน้าแรก คอลัมนิสต์ สงครามสตรีมมิ...

สงครามสตรีมมิ่ง โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

24.08.20 | 13:00 น.
FILE PHOTO: Traffic moves on a road past hoardings of Netflix television series "Sacred Games" in Mumbai, India, July 11, 2018. Picture taken July 11, 2018. REUTERS/Francis Mascarenhas/File Photo

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นสมรภูมิสำคัญสำหรับบริษัทที่ให้บริการสตรีมมิ่งทั้งหลาย โดยเฉพาะบริษัทให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์แบบสมัครสมาชิกทั้งหลายที่คาดว่าจะบูมหนักในช่วง
5 ปีข้างหน้านี้

งานวิจัยด้านการตลาดที่จัดทำโดย กูเกิล, เทมาเส็ก โฮลดิง และเบนแอนด์โค. แสดงให้เห็นว่าในปี 2019 ที่ผ่านมา บริการสตรีมมิ่งทั้งที่เป็นดนตรีและภาพยนตร์แบบสมัครสมาชิก เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สร้างรายได้รวมเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18,800 ล้านบาท

แต่คาดว่าพอถึงปี 2025 เม็ดเงินรายได้ที่ว่านั้นจะเบ่งบานตูมตามเป็นอย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 94,000 ล้านบาทครับ

เฉพาะในปี 2020 นี้ บริษัท คอนซัลแทนซี มีเดีย พาร์ทเนอร์ ประเมินว่า จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิกบริการวิดีโอสตรีมมิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 14.7 ล้านคน จากการ
ผลักดันของมาตรการ “อยู่กับบ้าน” ในหลายๆ ประเทศอันเนื่องจากจากโควิด-19

ตามรายงานล่าสุดของสำนักข่าวรอยเตอร์ บริษัทที่ครองความเป็นเจ้าในตลาดสตรีมมิ่งของโลกยังคงเป็น เน็ตฟลิกซ์ ที่มีสมาชิกใช้งานอยู่เกือบ 200 ล้านคนทั่วโลก

Advertisement

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น โฆษกของเน็ตฟลิกซ์บอกว่า สมาชิกในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้รวมกันแล้วเกินกว่า 1 ล้านรายแบบสบายๆ

ถ้าเรามองว่า ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากถึง 655 ล้านคน เท่ากับว่า ตลาดสตรีมมิ่งที่นี่ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากมายเหลือเกิน

เป็นโอกาสที่ช่วยดึงดูดยักษ์ใหญ่ในบริการสตรีมมิ่งอีกรายอย่าง “ดิสนีย์พลัส” ให้กระโจนเข้ามาในภูมิภาคนี้ ประเดิมด้วยการเปิดบริการในอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากร 270 ล้านคน เป็นประเทศแรก ในเดือนกันยายนนี้

ดิสนีย์พลัสแม้จะยังตามหลังเน็ตฟลิกซ์อยู่ห่างๆ มีผู้สมัครใช้บริการราว 50 ล้านคน แต่ก็ยังถือว่าเป็นอันดับสองของโลกอยู่ในเวลานี้ เตรียมเปิดให้บริการผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคมและการสื่อสาร ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซียอย่าง เทลคอมเซล ครับ

ในไทยแอบได้ยินมาว่า ใกล้มากแล้วเช่นเดียวกัน แม้จะยังไม่มีกำหนดอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการเปิดเว็บไซต์ภาษาไทยออกมายั่วน้ำลายกันแล้ว ที่ https://preview.disneyplus.com/th

นั่นทำให้เน็ตฟลิกซ์เองก็ต้องขยับขยายเตรียมรับมือเช่นเดียวกัน

อาเจย์ อาโรรา ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของเน็ตฟลิกซ์ ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาด “โมบาย เซนทริค” คือ ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักในการสตรีมมิ่ง เน็ตฟลิกซ์ อาศัยข้อมูลนี้นำเสนอบริการพิเศษในภูมิภาคขึ้นมา

บริการที่ว่าออกแบบมาสำหรับภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ เริ่มใช้งานครั้งแรกที่อินเดีย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เป็นการให้บริการสตรีมมิ่งที่ผ่านสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ ในราคาจำกัดเพียงแค่ไม่ถึง 5 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือต่ำกว่า 158 บาท

ตอนนี้บริการสตรีมมิ่งเฉพาะสมาร์ทโฟนในระดับราคาต่ำกว่า 5 ดอลลาร์นี้ เปิดให้ใช้งานได้แล้วทั้งในมาเลเซีย, ไทย, ฟิลิปปินส์, และอินโดนีเซีย

เป็นการเปิดฉากต้อนรับดิสนีย์พลัส ที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้สันทัดกรณีในวงการไม่น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาในตลาดประเทศตะวันตกทั้งหลาย เน็ตฟลิกซ์มีแต่ยืนกรานราคาของตนอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่เคยลดราคาการเป็นสมาชิกการใช้งานมาก่อน

แต่นักวิเคราะห์ในเอเชียให้ความเห็นว่า กรณีนี้อาจไม่ใช่เป็นการ “เตรียมพร้อม” รับการมาถึงของดิสนีย์พลัสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจหมายถึงการแข่งขันช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกับผู้ให้บริการในระดับภูมิภาคอีกหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Viu ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งจากฮ่องกง ที่สร้างชื่อจากซีรีส์เกาหลี หรือ WeTV ของเท็นเซนต์ ยักษ์เกมออนไลน์จากจีน ซึ่งเพิ่งซื้อกิจการของ ไอฟลิกซ์ ผู้ให้บริการสัญชาติมาเลเซียไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเน็ตฟลิกซ์ สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ออกมาตรงกันว่า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในแวดวง
สตรีมมิ่งของโลกในอีกไม่ช้าไม่นานนั่นเอง