เศรษฐกิจแปรผัน สันติภาพแปรเปลี่ยน บนเรื่องเล่าที่เคยเว้าแหว่ง

25.08.20 | 13:00 น.

“คําว่าสันติภาพ ไม่ใช่เพียงช่วงปลอดสงคราม แต่หมายถึงสภาวะที่คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยการถือความหลากหลายเป็นความงาม เป็นการเติบโต”

คือคำกล่าวตอนหนึ่งของ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงาน ‘ครบรอบ 75 ปีวันสันติภาพ และรำลึก 120 ปี ชาตกาล ปรีดี พนมยงค์’ ที่ลานปรีดี รั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ท่ามกลางตัวแทนทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ทายาทเสรีไทยและคณาจารย์มากมายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ในเวลาเดียวกับการชุมนุมที่กำลังดำเนินไปของ 2 ฟากฝั่งทางความคิดบน 2 ฟากถนนราชดำเนิน โดยในช่วงเย็นวันเดียวกันยังมีนัดหมายชุมนุมใหญ่โดยคณะประชาชนปลดแอก ซึ่งสุดท้าย ‘เบิ้ม’ ได้ใจฝ่ายต้านเผด็จการด้วยจำนวนหมู่มวลมหาประชาชนนับหมื่น

ในบรรดาวันสันติภาพไทยที่รำลึกกันทุกปี ปีนี้จึงยิ่งทวีความหมายด้วยสถานการณ์การเมืองไทยที่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์มาถึงจุดเดือดดาลจนนักศึกษาประชาชนต้องลงถนนยื่น 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน

เป็นช่วงเวลาที่ ‘คณะราษฎร’ มีส่วนร่วมในวัฒนธรรมป๊อปด้วย ‘มีม’ ต่างๆ นานา ทั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม พระยาพหลพลพยุหเสนา และปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ‘ธรรมศาสตร์’ หัวหน้า ‘เสรีไทย’

Advertisement

“นายปรีดี พนมยงค์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นทางประวัติศาสตร์ในวันสันติภาพไทย เพื่อรำลึกถึงการรับใช้ชาติ ปกป้องเอกสารอธิปไตยของเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนายปรีดี ผู้ประศาสน์การ มธ. เป็นหัวหน้า และพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็น
กองบัญชาการลับฝึกเสรีไทย และกักกันเชลยสัมพันธมิตรบางส่วน” อธิการฯ มธ.กล่าวอีกตอนหนึ่ง ทว่า อีกตอนสำคัญและจับใจยิ่ง มีความว่า

“อย่างไรก็ตาม สันติภาพไม่ใช่ของง่าย แต่ต้องแลกมา โดยการถือประโยชน์ส่วนรวม เหนือส่วนตัว มีความอดกลั้น เข้าใจคนเห็นต่าง สันติภาพจะเกิดขึ้น เมื่อมีเมตตา อยากเห็นผู้อื่นมีความสุข เห็นใจ เอื้ออาทร อดทนต่อความเห็นต่าง ให้อภัยกัน เพื่อให้สังคมเดินหน้า สันติภาพจึงย่อมเกิด เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี วันสันติภาพไทย ขอให้สังคมตั้งมั่นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในความต่าง ยึดขันติธรรมเป็นที่ตั้ง”

‘แบงก์ชาติ’กับประวัติศาสตร์ในบรรทัดที่‘ถูกลบ’

ในงานนี้ ยังมีเสวนา “เศรษฐกิจแปรผัน สันติภาพแปรเปลี่ยน : จากขบวนการเสรีไทยสู่ยุคปัจจุบัน”

ผศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเวทีกล่าวถึงการก่อตั้งธนาคารชาติว่า บทบาทของ อ.ปรีดีทางด้านเศรษฐกิจการเงินมีคนพูดถึงน้อยมาก จากสิ่งที่ค้นคว้าในเรื่องประวัติศาสตร์การเงิน ที่น่าสนใจคือ มีบันทึกประวัติศาตร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เวลาศึกษาประวัติศาสตร์แบงก์ชาติ เรารู้ว่าเกิดช่วงสงคราม โดยมีผู้ว่าการแบงก์ชาติคนแรกคือพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย แต่ก่อนหน้าที่จะตั้งสำนักงาน ถ้าไม่ศึกษาดีๆ จะรู้สึกว่าไม่ได้สำคัญนัก แต่ที่จะพูดต่อไปนี้คือเรื่องสำคัญมากๆ

ผศ.ดร.พงศ์ศักดิ์อธิบายต่อไปว่า การก่อตั้งธนาคารชาติ มี 3 ช่วงเวลา เนื่องจากสถาบันหลักของประเทศในด้านการเงินไม่ได้ตั้งขึ้นมาง่ายๆ เริ่มจากแนวคิดการจัดตั้ง ในปี 2440 จุดประสงค์หลักคือพิมพ์ธนบัตรไทย เพราะเวลานั้นการค้าระหว่างประเทศเจริญงอกงามมาก ซึ่งเงินพดด้วงไม่สะดวกในการจับจ่ายใช้สอย จึงกำเนิดธนบัตรไทยที่เราถืออยู่ทุกวันนี้ในปี 2445 และกำเนิดธนาคารพาณิชย์ไทย เมื่อปี 2449

แผนการจัดตั้งธนาคารชาติ เกิดขึ้นในปี 2445 โดย พระบิดาแห่งวงการธนาคาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นบิดาแห่งธนบัตรไทยด้วย แต่ก็ก่อตั้งไม่สำเร็จ

“ประวัติศาสตร์เรามีความจริงอยู่ แต่ขาดตอนเว้าแหว่งไป 45 ปี กว่าจะตั้งธนาคารชาติขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งมีความพยายามที่จะตั้งมาตลอดตั้งแต่สมัย ร.5 เป็นต้นมา แต่ไม่เคยสำเร็จ มาสำเร็จในปี 2483 มีการกำเนิด ‘สภาพปฐม’ แห่งธนาคารกลาง สำนักงานธนาคารชาติไทย โดย ปรีดี พนมยงค์ หลังจากนั้น 2 ปีให้หลัง เกิดภาวะสงคราม จึงจำเป็นต้องตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย มาสำเร็จในปี 2485

สถาบันการเงินของไทย สมัยก่อนคือโรงรับจำนำ ซึ่งกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีฐานะเทียบรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในปัจจุบัน ตั้งแบงก์ไทย ชื่อ ‘บุ๊กคลับ’ เพื่อไม่ให้ฝรั่งรู้ ปรากฏว่าตอนหลังฝรั่งเกิดรู้ มองว่า อาจเป็นการใช้อำนาจส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ จึงเกิดเรื่องใหญ่ ถึงขั้นทำหนังสือยึดดินแดนไทย ระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ ท่านต้องลาออกให้เรื่องจบ ซึ่งแนวคิดของท่าน คือ ให้ตั้งแบงก์พาณิชย์ขึ้นมาก่อน แล้วเรียนรู้กันไป ค่อยตั้งเป็นแบงก์ชาติ

ต่อมา ภายหลังการปกครอง 2475 ได้มีข้อเสนอโดยคนไทย ต้องการให้ตั้ง ‘ธนาคารชาติ’ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และเกิดข้อถกเถียงถึงบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง แต่ปัญหาคือคนไม่รู้ว่าธนาคารชาติคือ ธนาคารของใคร ของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของประชาชน หรือของรัฐบาล

“อ.ปรีดีพูดถึงธนาคารชาติไว้หลายตอน โดยในมุมมองของอาจารย์ คือ ธนาคารของรัฐบาล เมื่อบทบาทไม่ชัดจึงมีข้อถกเถียง บังเอิญ อ.ปรีดี ได้นั่ง กระทรวงการคลัง ในปี 1938”

งานแรกที่ทำคือ 1.รื้อฟื้นโครงการธนาคารชาติขึ้นมา อุปสรรคใหญ่ คือ ข้อขัดแย้งของที่ปรึกษาการคลังชาวต่างประเทศ ซึ่งภายหลังมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ ในด้านนโยบาย อ.ปรีดีจึงคานอำนาจเหล่านี้

2.อิทธิพลของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ เพราะเท่าที่ทราบดีว่า ธนาคารไทยไม่มีบทบาทนัก ที่เทียบว่าเป็นมาเฟีย คือ ธนาคารฮ่องกง สัญชาติอังกฤษ ซึ่งมีบทบาทต่อธนาคารพาณิชย์ของไทยอย่างมาก

เพื่อลดข้อขัดแย้ง อ.ปรีดีจึงขอให้ ม.จ.วิวัฒน์ มาช่วยเป็นที่ปรึกษาการคลังฝ่ายไทย ซึ่งท่านปฏิเสธ เนื่องจากเคยให้ความเห็นค้านว่าไม่ควรตั้งแบงก์ชาติ ในตอนนั้น ซึ่ง อ.ปรีดีบอกว่านี่เป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ท่านจึงยอมรับตำแหน่งโดยฝั่งของ อ.ปรีดีมองว่าได้มีการวางรากฐานไว้แล้ว แม้จะยังไม่เต็มรูปแบบก็ตาม

คือการแก้ไขอุปสรรคครั้งแรก

อุปสรรคต่อมาคือการทำความเข้าใจกับธนาคารพาณิชย์ต่างชาติในไทย เมื่อแก้ได้แล้ว ในส่วนต่อมาคือ การจัดตั้ง อ.ปรีดีเข้ามาได้ปีเดียว ก็สามารถตั้งธนาคารชาติได้ โดยให้เหตุผล สถานการณ์สงครามในยุโรป ว่าคือหนึ่งความจำเป็นที่ต้องตั้งธนาคารชาติ โดยดำเนินการเป็นสองระยะ ระยะแรกตั้งให้เป็นหน่วยราชการที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังก่อน จากนั้นค่อยฝึกคน เพราะไทยยังไม่มีคนจบด้านการธนาคาร ซึ่งอาจารย์ปรีดีได้ชวน คุณพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์

ซึ่งเป็นคนแรกของไทยที่จบจากนอก ด้านการธนาคาร มาช่วยทำแบงก์ชาติ สะท้อนการระดมสรรพกำลัง มองการไกลมาก ว่า ผู้การพิสุทธิ์ คือบุคคลอีกท่านหนึ่งที่สำคัญกับธนาคารแห่งประเทศไทย

“ยิ่งค้น ยิ่งรู้สึกว่านี่คือหัวใจสำคัญ คือปัจจัยที่ทำให้เกิดธนาคารไทยในช่วงสงคราม” ผศ.ดร.พงศ์ศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘คลัง’หลังสงคราม พ.ร.บ.ในวิถีประชาธิปไตย

รศ.ดร.อิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นจากการกล่าวถึงบริบททางเศรษฐกิจช่วง 2480 ซึ่งพึ่งพาต่างชาติมาก โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งอังกฤษและอาณานิคมอังกฤษเป็นตลาดส่งออกและนำเข้าที่สำคัญของไทยมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สำหรับช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรปปี 2482-2483 ไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก ค้าขายยังเป็นปกติ รายได้จากภาษีศุลกากรยังดีอยู่ พอเริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพา ปี 2484-2487 ไทยส่งออก-นำเข้าได้เฉพาะญี่ปุ่น ส่วนปี 2487 เรานำเข้าไม่ได้ จึงเกิดปัญหาสำคัญคือการค้าหยุดชะงัก เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รายได้รัฐที่อาศัยภาษีศุลกากรขาเข้าเป็นหลักก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

“นโยบายทางการคลังช่วง 2489-2490 บทบาทของ อ.ปรีดี ในกระทรวงการคลังก็ถูกกล่าวถึงน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ปี 2484 ที่เริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพาจนถึง 2488 รายจ่ายประเทศสูงกว่ารายได้มาก เงินที่สะสมในคลังของรัฐบาลซึ่งเป็นรายได้เหลือจ่ายที่เราเก็บสะสมสมัยก่อนหมดลง จากนั้นต้องทำการไฟแนนซ์ชดเชยการขาดดุลด้วยการกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้แบงก์ชาติออกพันธบัตร นอกจากนี้เงินสำรองก็ถูกสัมพันธมิตรกักไว้ ช่วงนี้เองที่ อ.ปรีดี ได้แถลงนโยบายข้อที่ 1 สั่งให้ อ.ดิเรก ชัยนาม เจรจากับอังกฤษและอเมริกาเห็นใจไทย โดยที่อเมริกาปล่อยเงินออกมาก่อนในเดือนเมษายน 2489 ส่วนหนึ่ง อังกฤษปล่อยเงินส่วนหนึ่งคือ 1 ล้านปอนด์ ประมาณปลายปี 2489 โดยเงินส่วนนี้ อ.ปรีดีวางแผนจะนำมานำเข้าสินค้า เพื่อจัดหาให้กับคนไทย”

รศ.ดร.อิสริยากล่าวต่อไปว่า หลังสงครามจบ ครม.อยู่ในตำแหน่งสั้นมาก เมื่อ อ.ปรีดีเข้ามารับตำแหน่ง 24 มีนาคม 2489 ท่านจะไม่รับตำแหน่ง แต่ตอนนั้นมีปัญหาเยอะมาก ต้องการหาคนมาเจรจากับประเทศต่างๆ ซึ่งประธานสภาผู้แทนสมัยนั้น พร้อมด้วย ส.ส.จำนวนมากไปเข้าพบ อ.ปรีดี เพื่อขอร้องให้รับตำแหน่งนายกฯ

เมื่ออายุรัฐบาลสั้น ทำให้ไม่สามารถจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่เมื่อ อ.ปรีดีเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนมีนาคม มีปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข ซึ่งสะสมมาจากรัฐบาลก่อน ภาระสำคัญของไทยที่สำคัญคือกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่เข้ามาปลดอาวุธ ทหารญี่ปุ่นยังไม่ถอนกลับไป รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดูแล มีปัญหาโจรชุกชุม รัฐบาลมีภาระต้องจ่ายเงินเยอะมาก ต้องจ่ายโดยเร็ว ขณะที่ พ.ร.บ.งบ ปี 2489 ยังไม่ประกาศใช้

วิธีปฏิบัติเดิมที่เคยใช้กันคือ รัฐบาลจ่ายเงินไปก่อนและมาอนุมัติในสภาทีหลัง โดยทำ พ.ร.บ.งบเพิ่มเติม อ.ปรีดี ในฐานที่เป็น รมว.คลัง สมัยนั้นเห็นว่าไม่เหมาะสมต่อสภา จึงเสนอวิธีการใหม่ซึ่งเป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยครั้งแรกคือเสนอร่าง พ.ร.บ.อนุญาตให้รัฐบาลจ่ายเงินไปพลางก่อน พ.ศ.2489 ด้วยการขออนุญาตรัฐสภาก่อนการจ่ายเงิน ทำให้สภาสามารถตรวจสอบความจำเป็น เหมาะสมก่อนจ่ายเงินได้ เป็นการให้สภาควบคุมการจ่ายเงินของรัฐ ท่าน อ.ปรีดีเป็นผู้ริเริ่มการเสริมสร้างอำนาจการคลังให้กับรัฐสภา “ที่น่าสนใจคือช่วงนั้นมีการกระจายอำนาจการคลัง เริ่มตั้งแต่ อ.ปรีดี เป็น รมว.มหาดไทย ได้ทำการกระจายอำนาจการคลังไว้ ช่วงนั้นรัฐบาลกลางให้เทศบาลกู้เงิน เพื่อเพิ่มเงินเดือนชั่วคราวให้เทศบาล จะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นเกิดการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส่ ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ เรายังใช้จ่ายด้วยการกู้ อ.ปรีดี จึงเสนอให้ตราเป็น พ.ร.บ.กู้เงินในประเทศต่อสภา เพื่อใช้จ่ายตามรายการที่ขออนุญาตจากสภา จะเห็นว่าท่าน อ.ปรีดีได้วางระบบการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน โปร่งใส”

รัฐบาลระยะสั้น มองการณ์ระยะยาว ‘เขื่อนเจ้าพระยา’และพิกัดศุลกากร

ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจซึ่งไม่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ โดย รศ.ดร.อิสริยาเล่าว่า ได้พยายามเข้าไปในกรมชลประทาน เพื่อดูว่าเขื่อนเจ้าพระยามีที่มาอย่างไร แต่กลับไม่ปรากฏชื่อ อ.ปรีดี แต่บังเอิญไปเจอรายงานเรื่องแผนการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา ชัดเจนว่าในปี 2489 อ.ปรีดี แม้จะรู้ว่าเป็นรัฐบาลระยะสั้น แต่คำนึงถึงการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ท่านให้กรมชลประทานทำแผนการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาในรายงานที่กรมชลประทานเสนอต่อ ครม.ได้บอกเลยว่า เขื่อนแห่งนี้ได้ก่อสร้างขึ้นด้วย ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ เพราะท่านบอกว่าชลประทานเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาวนา ช่วงนั้นเรามีปัญหาเนื่องจากคนไทยยังไม่พร้อม แผนในช่วงนั้นจึงเป็นแผน 7 ปี แต่ อ.ปรีดีได้เตรียมพร้อมด้วยการประกาศพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินในปี 2489 ซึ่งปรากฏในราชกิจจานุเบกษา”

ส่วนในแง่รายได้นั้น สมัยของ อ.ปรีดีอยู่ในปี 2489 สถานการณ์ประเทศเริ่มดีขึ้น เรือเริ่มนำเข้าสินค้าได้แล้ว จากที่ประเทศมีรายจ่ายเยอะ อ.ปรีดีจึงต้องปรับปรุงระบบจัดเก็บรายได้ เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม จึงได้ปรับปรุงพิกัดศุลกากรและระบบจัดเก็บ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเต็มใจของผู้จ่ายภาษี

“คีย์พอยต์ที่สำคัญที่เราสามารถปรับพิกัดศุลกากรได้ เนื่องจากช่วงปี 2480-2481 อ.ปรีดีได้ยกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศต่างๆ ทำให้เราได้เอกราชการคลังโดยสมบูรณ์ หมายความว่าก่อนหน้านั้นเราไม่สามารถเก็บอากรขาเข้าได้เกินร้อยละ 3 เนื่องจากมีข้อกำหนดบางประเภท เมื่อเราได้เอกราชทางการคลังจึงทำระบบประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรก พร้อมจัดทำระบบภาษีศุลกากรใหม่ขึ้น ซึ่งปี 2489 เป็นการปรับใหญ่ครั้งที่ 2 หลังจากปรับครั้งแรกช่วงปี 2482-2483

ช่วงที่ อ.ปรีดี เสนอในสภาในการอนุมัติพิกัดศุลกากรที่จะปรับขึ้นนั้น อาจารย์บอกว่าจะปรับเพิ่มระดับภาษีในสินค้าที่คนมั่งมีอุปโภค บริโภค จะพยายามไม่ให้กระทบกับคนจน เช่น จะเก็บภาษีหูฉลาม เป๋าฮื้อสูงขึ้น แต่จำพวกผ้าจะยังคงพิกัดเดิมอยู่ ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือช่วงนั้น ส.ส.ท่านหนึ่งอภิปรายว่าทำไมไม่ปรับพิกัดให้ระดับสูงเลยสัก 10 เท่า สำหรับสินค้านำเข้า อ.ปรีดีบอกว่าเวลาเราจะปรับภาษี ต้องคำนึงความเต็มใจจ่ายของผู้เสียภาษีด้วย ถ้าขึ้นไปเยอะมากๆ เขาก็ไม่บริโภคสินค้านำเข้านั้นเลย ดังนั้น พิกัดที่ อ.ปรีดีปรับขึ้นจึงปรับขึ้นอย่างสมเหตุสมผล ไม่สูงเกินไปจนผู้มั่งมีไม่บริโภค หลังจากปรับพิกัดศุลกากรแล้ว รายได้รัฐบาลจากภาษีขาเข้าปี 2489 ก็เพิ่มขึ้นมาก” รศ.ดร.อิสริยากล่าว

“บทเรียนในการดำเนินนโยบายทางการคลังสมัย อ.ปรีดี คือการใช้จ่ายรัฐบาลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีวินัยการใช้จ่าย คำนึงถึงการใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว และความยั่งยืนทางการคลัง ขณะที่การปรับปรุงภาษีต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม ที่สำคัญคือความเต็มใจจ่ายของผู้เสียภาษี” รศ.ดร.อิสริยาสรุป

เป็นงานรำลึกวันสันติภาพที่เข้มข้นด้วยเนื้อหาประวัติศาสตร์ ร้อนแรงด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในความเป็นไปของการเมืองไทยที่ต้องจับตา

ทีมข่าวเฉพาะกิจ