สะพานแห่งกาลเวลา : การติดเชื้อซ้ำ กับระบบภูมิคุ้มกัน : โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
การติดเชื้อโรคซ้ำอีกครั้ง ฟังดูน่ากลัวไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าเชื้อที่ว่า เป็นโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ก่อโรคระบาดร้ายแรงอย่างโควิด-19 ไปทั่วโลก
นักวิจัยเทคนิคการแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง เพิ่งยืนยันการติดเชื้อซ้ำรายแรกของโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากนั้นเนเธอร์แลนด์กับเบลเยียมก็ยืนยันรายที่สองและสามติดตามมา
นักวิชาการบางคนชี้ว่า ปรากฏการณ์ติดเชื้อซ้ำน่ากลัวเพราะเหตุอย่างน้อย 2 ประการ
ประการแรก คือการติดเชื้อซ้ำแสดงว่า ในการติดเชื้อครั้งแรก ร่างกายของผู้ป่วยรายนั้นไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน หรือภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นมีอายุสั้นอย่างยิ่ง หมดไปเพียงไม่กี่เดือน จึงเกิดติดเชื้อซ้ำขึ้นอีกครั้ง
ประการถัดมา คือ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่การฉีดวัคซีนก็อาจไม่ส่งผลต่อการป้องกันโรคอย่างที่เราคาดหวังกันว่าจะเกิดขึ้น
แต่มีนักวิชาการด้านภูมิคุ้มกันวิทยาหลายคนแย้งข้อสรุปดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นภูมิคุ้มกัน
ดร.อเลสซานโดร เซตเต นักภูมิคุ้มกันวิทยาจาก สถาบันภูมิคุ้มกันวิทยา ลา โฮลลา ชี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นระบบที่ละเอียดและซับซ้อนสูงมาก
ดังนั้น เมื่อเราพูดกันถึงภูมิคุ้มกัน จึงไม่ได้หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามอาจหมายถึงหนึ่งในหลายสิ่งหลายอย่างของระบบก็เป็นได้
ตัวอย่างเช่น เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ถ้าจะให้ร่างกายป้องกันโรคได้ ต้องให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้าง แอนติบอดี ชนิด นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี ออกมา
นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถเข้าไปจับกับตัวเชื้อโรค ป้องกันไม่ให้เซลล์เชื้อโรคเข้าไปจับแล้วแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเซลล์ของร่างกายของเราได้ นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี จะค่อยๆ จางหายไปหลังการติดเชื้อไม่กี่เดือน
แต่ นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วนมากที่ทำหน้าที่อยู่ในขณะที่แอนติบอดีนี้หายไปจากร่างกายเรา
อาทิ “คิลเลอร์ ที-เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน จะทำหน้าที่ในกรณีที่แอนติบอดี ไม่สามารถจัดการเคลียร์เชื้อโรคออกจากของเหลวหรือสารคัดหลั่งในตัวเราได้ เชื้อจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเซลล์ของคน ทำให้แอนติบอดี มองไม่เห็นอีกต่อไป
คิลเลอร์ ที-เซลล์ จะเป็นผู้ทำหน้าที่มองหาจนพบเซลล์ที่ติดเชื้อเหล่านั้นแล้วทำลายไวรัสที่ซ่อนอยู่ไป
ในกรณีนี้ ที-เซลล์ ไม่ได้ป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อเหมือนแอนติบอดี แต่ทำให้การติดเชื้อของเราเบาบางลง และหยุดการติดเชื้อลงโดยเร็วไม่ให้เราป่วยหนักถึงล้มหมอนนอนเสื่อ
ที-เซลล์ ยังแยกชนิดย่อยออกไปได้อีก ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ “เฮลเปอร์ ที-เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการตอบสนองของแอนติบอดีในระดับที่เหมาะสม คือในระดับมากพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้นั่นเอง
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบพบว่า มีประชากรจำนวนหนึ่ง (ระหว่าง 25-50 เปอร์เซ็นต์) มี ที-เซลล์ ทั้งที่เป็น คิลเลอร์ และ เฮลเปอร์ ในการจัดการกับไวรัสก่อโรคโควิด-19 อยู่ก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่เคยสัมผัส หรือไม่เคยป่วยเป็นโควิด-19 มาก่อน
ข้อสันนิษฐานก็คือ คนในกลุ่มเหล่านี้อาจเคยติดเชื้อในตระกูลโคโรนาไวรัสแบบเดียวกับไวรัสก่อโรคโควิด-19 มาก่อน แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนอยู่ดีว่า ที-เซลล์ที่มีอยู่ก่อนเหล่านี้ช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการติดเชื้อลงหรือไม่และอย่างไร
ในระบบภูมิคุ้มกันยังมี “บี-เซลล์” ที่มีหน้าที่หลักในการสร้างแอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกัน แต่จะมี บี-เซลล์ กลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เมมโมรี บี-เซลล์” ทำหน้าที่ “เก็บคำสั่ง” ให้สร้างแอนติบอดีจำเพาะอย่างขึ้น (เช่น นิวทรัลไลซิง แอนติบอดี เป็นต้น)
เมมโมรี บี-เซลล์ ไม่ได้ “แอ๊กทีฟ” อยู่ตลอดเวลา แต่จะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในม้าม ในต่อมน้ำเหลือง ที่บริเวณซึ่งเคยติดเชื้อ รอจนกว่าจะพบเชื้อแบบเดียวกันอีกครั้งเพื่อปลุกระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาอีกครั้ง
ดังนั้น การพูดว่า ใครคนใดคนหนึ่งมี “ภูมิคุ้มกัน” นั้น อาจหมายความได้หลายอย่าง อาทิ อาจหมายถึงการมีแอนติบอดีที่ยับยั้งการติดเชื้ออยู่สูงในร่างกาย หรืออาจหมายความว่า ร่างกายของผู้นั้นตอบสนองด้วยการสร้าง คิลเลอร์ ที-เซลล์ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หรืออาจเป็นว่า คนคนนั้นมี เมมโมรี บี-เซลล์ เกี่ยวกับเชื้อนั้นๆ อยู่ในร่างกาย เป็นต้น
นักภูมิคุ้มกันวิทยาจึงเชื่อว่าในร่างกายของผู้ป่วยฮ่องกงที่ติดเชื้อซ้ำ มีภูมิคุ้มกันบางอย่างอยู่ เห็นได้จากการติดเชื้อครั้งหลังนี้ ผู้ป่วยรายนั้นไม่มีอาการป่วยใดๆ เลย
ในทรรศนะของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคน สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อซ้ำนี้ก็คือ ยังไม่มีใครรู้ว่า ผู้ที่ติดเชื้อซ้ำสองนั้น แพร่เชื้อได้หรือไม่
เพราะถ้าคำตอบ (ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้) เป็นคำว่าใช่แล้วละก็ อาจทำให้การระบาดของโควิด-19 ยืดเยื้อไปได้อีกยาวนานมากนั่นเอง

