เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 หน่วยงานวิชาการ 2 หน่วยงาน และองค์กรภาคประชาสังคม 5 องค์กร ได้ร่วมกันจัดโครงการ “เยาวชน” ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เยาวชนมีพื้นที่เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผู้ใหญ่ได้มารับฟังมากขึ้น เยาวชนให้ความสนใจแก่เนื้อหาที่จะบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่เน้นได้แก่ 1) สิทธิเสรีภาพ 2) การมีสภาเดียว 3) ระบบการเลือกตั้งที่เหมือนกับระบบของรัฐธรรมนญ ปี 2540 4) การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ถึงกับจะยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค เป็นต้น
การพูดเรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะมีรายละเอียดมาก ในที่นี้ จะไม่ขอพูดเรื่องเนื้อหา หากจะขอยกประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวโดยเฉพาะ จะขอยกประเด็นว่าจะเลือกตั้ง สสร. อย่างไรดี โดยขอเสนอเป็นสามทางเลือกดังนี้
ทางเลือกที่หนึ่ง : โมเดลของฝ่ายค้าน
ข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือ มี สสร. ทั้งประเทศ 200 คน เริ่มแรกต้องคำนวณโควต้าก่อน ซึ่งได้แก่ประชากรต่อ สสร. 1 คน โมเดลนี้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดเล็กที่มีประชากรน้อยกว่าโควต้า จะได้รับการจัดสรร สสร. หนึ่งคน จังหวัดที่มีประชากร n เท่าของโควต้า (โดย n เป็นจำนวนเต็ม) จะได้รับการจัดสรรให้มี สสร. n คนก่อน เมื่อจัดสรรครบทุกจังหวัดแล้ว จำนวนรวมของ สสร. ยังน้อยกว่า 200 คน ก็จะจัดสรร สสร. เพิ่มหนึ่งคนให้แก่จังหวัดที่มีเศษของประชากรมาก (เศษตรงกับประชากรที่น้อยกว่าโควต้าแต่เป็นเศษที่มากกว่าของจังหวัดอื่น) จนได้จำนวนรวมเท่ากับ 200 คน
การเลือกตั้ง สสร. ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สสร. ได้หนึ่งคน และจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใดหรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้
ข้อดีของโมเดลนี้คือเป็นระบบที่คุ้นเคย เพราะได้ใช้ในการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในครั้งนั้น กรุงเทพฯที่มีประชากรมาก เคยมี ส.ว. 16 คน การให้ผู้ไปออกเสียงเลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คน ถือเป็นข้อดี เพราะการบล็อกโหวตจะกระทำไม่ได้ จึงทำให้ได้ สสร. ที่หลากหลาย ถ้าบล็อกโหวตได้ อาจได้ สสร. มาเป็นบล็อกที่แทนกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน อย่างไรก็ดี ในจังหวัดหนึ่ง ๆ สสร. คนสุดท้ายที่ได้รับเลือก ถือเป็นตัวแทนของเสียงส่วนน้อยในจังหวัดนั้นเมื่อเทียบกับ สสร. คนแรกที่ได้รับเลือก ซึ่งบางคนอาจมองว่านี่เป็นข้อด้อยของโมเดลนี้ อนึ่ง จังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นเขตเลือกตั้งจะมีประชากรและ สสร. ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกรณี ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ ส.ส. แต่ละคนมาจากเขตเลือกตั้งที่มีประชากรใกล้เคียงกัน โมเดลนี้จึงขาดความ “เสมอภาค” ไปบ้าง
ทางเลือกที่สอง: โมเดลของโครงการอินเตอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
ไอลอว์เสนอให้ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. อาจสมัครเป็นรายบุคคล หรือสมัครเป็นกลุ่มบุคคลรวมจำนวนไม่เกินกลุ่มละสองร้อยคนก็ได้ โดยต้องแถลงแนวทางและข้อเสนอใน การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้ประชาชนทราบได้ชัดเจนขณะที่สมัคร รับเลือกตั้ง
ผู้ไปออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครได้เพียงหนึ่งคน หรือหนึ่งกลุ่ม
ให้คำนวณหาจำนวน สสร. ดังนี้
(1) คำนวณโควต้าซึ่งในกรณีนี้ได้แก่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ (ไม่รวมจำนวนบัตรเสียและบัตรที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน) หารด้วยสองร้อย
(2) นำโควต้าไปหารคะแนนรวมทั้งประเทศที่แต่ละบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้รับ
(3) ผลการหารตาม (2) เฉพาะจำนวนเต็ม คือจำนวน สสร. ของแต่ละกลุ่มบุคคลหรือบุคคล กรณีผู้สมัครบุคคลได้ผลหารมากกว่าหนึ่ง ให้ถือว่าผู้สมัครผู้นั้นได้รับเลือกตั้งเป็น สสร. กรณีการสมัครเป็นกลุ่มบุคคลที่มีจำนวนน้อยกว่าผลหารให้ทุกคนในกลุ่มเป็น สสร. กรณีผู้สมัครเป็นกลุ่มมีจำนวนมากกว่าผลหาร ให้ผู้สมัครในกลุ่มนั้นได้เป็น สสร. เรียงตามลำดับหมายเลขจนได้จำนวนเท่ากับผลหาร
(4) หากคำนวณตามวิธีข้างต้นแล้ว จำนวนรวมของ สสร. ยังไม่ถึงสองร้อยคน ให้ผู้สมัครบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีเศษทศนิยมสูงที่สุดจากการคำนวนผลหารตาม (2) ได้เป็น สสร. จนกว่าจะครบสองร้อยคน
โมเดลนี้มีข้อดีคือ สสร. ถือเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ แต่น่าจะมีข้อเสียคือ ถ้ามีบุคคลกลุ่มหนึ่ง รวบรวมบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศได้จำนวนหนึ่ง เช่น 150 คน แล้วแบ่งบุคคลเหล่านี้เป็น 50 กลุ่ม โดยให้ผู้มีชื่อเสียงอยู่ใน 3 ลำดับต้น ที่เหลือไม่ค่อยสำคัญ กลุ่ม 150 คนนี้ถ้ามีการจัดตั้งและการบริหารจัดการที่ดี จะช่วยกันหาเสียงอยู่ในที และอาจทำให้กลุ่มนี้ได้เสียงข้างมากหรือเกือบข้า
มากในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผลอาจจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเสียศูนย์หรือเอนเอียงได้ อนึ่ง กลุ่มหลายกลุ่มอาจมีผู้สมัครได้ถึง 120 คน ซึ่งน่าจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเวียนหัวและตัดสินใจยาก
ทางเลือกที่สาม : โมเดลการแบ่งเขตเป็นกลุ่มจังหวัดที่ตรงกับภูมิภาคทางสังคมวัฒนธรรม
ผมขอเสนอการแบ่งเขตเป็นกลุ่มจังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างโมเดลที่หนึ่งกับที่สอง กลุ่มจังหวัดควรมีประชากรใกล้เคียงกัน แต่ที่สำคัญคือมีวัฒนธรรมการเมืองเหมือนๆ กัน (เช่น ห้าจังหวัดชายแดนใต้ อาจถือเป็นหนึ่งภูมิภาคแม้ประชากรจะน้อยไปบ้าง) หากทำเช่นนี้ได้ จะเป็นการเคารพหลักความเสมอภาคมากขึ้น เมื่อกลุ่มจังหวัดไม่ใหญ่นัก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพอจะรู้จักผู้สมัครได้ดีกว่ากรณีใช้ทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แม้จะไม่มีหลักประกันว่าทุกจังหวัดจะมี สสร. แต่ถ้ารวมตัวกันได้พอสมควรในจังหวัดหนึ่ง ก็อาจทำบัญชีรายชื่อให้เป็นที่นิยมของคนในจังหวัดนั้น และอาจได้ สสร. จากบัญชีนั้น
โมเดลนี้เป็นการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เราคุ้นเคย สามารถร่วมกันหาเสียงเป็นรายบัญชีที่มีแนวทางของตนได้ ถ้าบุคคลต้นบัญชีได้รับเลือกเป็น สสร. ก็หวังว่าผู้สมัครในบัญชีเดียวกันจะยังช่วย สสร. ของตนในการสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ มีข้อดีคือการได้ สสร. ที่มาตามสัดส่วนคะแนน หรือเป็นระบบสัดส่วนนั่นเอง (proportional system) เสียงข้างน้อยยังมีตัวแทนในสภาได้ แม้จะมีสัดส่วนน้อยเป็นธรรมดา การลงคะแนนในระบบนี้ ถือการฟังเหตุฟังผลมากกว่าการฟังพรรคพวกของตน การลงคะแนนแบบต่างตอบแทนจะยากกว่ากรณีมีการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกที่ชัดเจนในสภา

ข้อด้อยของทางเลือกที่สาม คือความไม่คุ้นเคย และความเห็นต่างที่อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งในการแบ่งเขตได้ อันที่จริง น่าจะมีทางเลือกอื่น ๆ อีก ข้อเสนอทางเลือกสามทางเลือก เป็นการเปิดพื้นที่ให้ถกแถลงอภิปรายอย่างกว้างขวางต่อไป
สุดท้ายแล้ว ขอแต่เพียงให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยมีวิสัยทัศน์และมีใจเป็นกลาง โดยมุ่งสู่ผล อันได้แก่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน

