สถานีคิดเลขที่ 12 : ไทยแลนด์โมเดล โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

2.09.20 | 12:08 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ไทยแลนด์โมเดล โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

สถานีคิดเลขที่ 12 : ไทยแลนด์โมเดล โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

เนื้อหาการประชุมเหล่านายทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสัปดาห์ก่อน แหล่งข่าวเปิดเผยว่า คาดคะเนกันถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของเยาวชนและประชาชนแนวร่วม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันเสาร์ที่ 19 ก.ย.

สรุปว่าฝ่ายความมั่นคงจะไม่ห้ามหรือขัดขวาง แค่จะเฝ้าระวังอย่าให้มีการทำผิดกฎหมาย จากการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง ทำลายหรือเผาสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ไปสู่ฮ่องกงโมเดล

อ่านมาถึงตอนนี้ก็สะดุดว่า “ฮ่องกงโมเดล” คืออะไร

ถ้าเป็นตามรายงานบทวิเคราะห์หรือการตั้งข้อสังเกตของสื่อต่างประเทศตั้งแต่การประท้วงปะทุขึ้นปีก่อน การประท้วงแบบฮ่องกง 2019 เป็นการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำไม่มีดาวดังการเมือง แต่เป็นการลุกฮือของเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารกัน ก่อตัวรวดเร็วและเคลื่อนย้ายว่องไว

Advertisement

อีกมุมที่เห็นชัดคือมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน 5 ข้อ คือ การยกเลิกร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน หยุดดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม หยุดการป้ายสีผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการจลาจล ตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนตำรวจที่ใช้กำลังกับผู้ชุมนุม และจัดการเลือกตั้ง

ถึงวันนี้ ผลการต่อสู้ของผู้ชุมนุมบรรลุเป้าหมายเพียงข้อเดียว คือการที่รัฐบาลยอมถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่ผู้ชุมนุมกลับเจอ The Empire Strikes Back อย่างสะบักสะบอมในข้อที่เหลือทั้งหมด

ด้วยกฎหมายใหม่ที่บัญญัติอย่างฉับไว ว่าด้วยกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

นอกจากไม่มีการเลือกตั้ง บรรดาผู้ชุมนุมที่มีชื่อเสียงและเคยเป็นแกนนำการประท้วงเมื่อปี 2557 ถูกจับดำเนินคดี และบ้างหนีไปอยู่ต่างแดน เพราะถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ทั้งสมคบต่างชาติ ก่อการร้าย มีบทลงโทษถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าฮ่องกงโมเดลลงเอยแบบนี้ ฝ่ายที่ต้องกังวลไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคง แต่กลับเป็นฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ส่วนไทยแลนด์ยังดีว่าไม่มีเงื่อนไขที่ถูกปกครองอีกชั้นแบบฮ่องกงที่เป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” เพียงแต่เริ่มมีข้อกล่าวหาต่างชาติแทรกแซงก็เริ่มมีมาจากฝั่งสนับสนุนรัฐบาลที่พูดกันไปเป็นตุเป็นตะ

งานนี้ทางรัฐบาลสหรัฐก็ตอบกลับมานิ่มๆ ว่า “สหรัฐมิได้ออกเงินอุดหนุนหรือสนับสนับกลุ่มประท้วงใดๆ ในไทย ในฐานะมิตรประเทศของไทย เราสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเคารพกันและกันด้วยความอดกลั้นต่อไป และพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ในการจะนำพาประเทศไปข้างหน้า สหรัฐไม่สนับสนุนปัจเจกบุคคลใดหรือพรรคการเมืองใด แต่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ”

แม้มีคำอธิบายนี้แล้ว กลุ่มมโนก็อาจจะไม่จบ เพราะอาจจะยังงงอยู่ว่า จู่ๆ เยาวชนไทยลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมการเมืองอย่างจริงจังได้อย่างไร เพราะสมัยของตัวเองเป็นวัยรุ่นยังไม่เคยตั้งคำถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอะไร ผู้ใหญ่ชี้ว่าใครเลวใครโกง ก็เชื่อไปตามนั้น

ขนาดเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 มีรถถังออกมาวิ่งกลางกรุง มีการรัฐประหารขณะผู้นำประเทศไปประชุมเวทียูเอ็น แทนที่จะอาย กลับไชโยออกไปถ่ายรูปกับรถถัง แล้วก็ไชโยซ้ำอีกวันที่ 22 พ.ค.2557

ดูแล้ว “ไทยแลนด์โมเดล” น่ากลัวกว่าเยอะ