หน้าแรก คอลัมนิสต์ เพราะโรงเรียน...

เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน เยาวชนกับการต่อสู้เชิงสัญญะ โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน, พจนา อาภานุรักษ์

2.09.20 | 13:00 น.

“และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ” ผู้เขียนขอหยิบชื่อวิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิตของ

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวการเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ และได้รับรางวัล TTF Award สาขาสังคมศาสตร์ ขึ้นมาใช้เป็นวรรคเปิดของบทความนี้ เพราะเป็นถ้อยคำที่อธิบายสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นการชูสามนิ้ว ผูกริบบิ้นสีขาว นัดกินแซนด์วิช อ่านหนังสือ 1984 พร้อมกัน การชูกระดาษเปล่า นกพิราบขาว อดอาหารประท้วง หรือแม้กระทั่งกิจกรรมวิ่ง-ร้องเพลง แฮมทาโร่ ซึ่งมีการแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องอารยะขัดขืนในกลุ่มคนรุ่นใหม่

หลากหลายสัญญะสะท้อนความหมายการต่อสู้ ทั้งการชูสามนิ้วที่หมายถึงการต่อต้านระบอบเผด็จการจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games สื่อถึงเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ การผูกริบบิ้นสีขาวที่แสดงออกถึงความบริสุทธิ์และอุดมการณ์ของเยาวชน การชูกระดาษเปล่าสื่อสารถึงพลังบริสุทธิ์เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พิราบขาวสะท้อนถึงสันติภาพและการโบยบินสู่สังคมประชาธิปไตย การวิ่ง-ร้องเพลงแฮมทาโร่ เปรียบเปรยได้กับหนูที่พังกรงขังออกมาเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การแสดงสัญญะทางการเมืองเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม เช่น การอุ้มหายวันเฉลิม การจับกุมเยาวชนที่เป็นแกนนำ หรือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกไปยังบ้านของเยาวชนเพื่อตักเตือนผ่านครอบครัว ครูและผู้บริหารบางคนแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อนักเรียนอย่างไม่เหมาะสม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม นำมาสู่ข้อเรียกร้อง 3 ข้อหลักของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้แก่ 1) รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย 2) รัฐบาลต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างแท้จริง 3) รัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงในการเลือกผู้แทนของตนได้อีกครั้ง บน 2 หลักการคือต้องไม่มีการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

หากถามถึงจุดเริ่มต้นของการปะทุทางความคิดเพื่อต่อต้านเผด็จการ เริ่มตั้งแต่หลังจากผลการเลือกตั้งที่พบข้อกังขาคาใจในหลากหลายประเด็น การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระต่างๆ ที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ กรณีการยุบพรรคการเมืองอนาคตใหม่ การตรวจสอบทรัพย์สินของสมาชิกฝ่ายรัฐบาล การซื้อขายเสียง ส.ส. ในรัฐสภา การเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่สะท้อนการจัดการของรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ เป็นต้น เป็นเหตุให้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดการชุมนุมของเหล่านิสิตนักศึกษาจัดขึ้นหมุนเวียนกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัยในรูปแบบของแฟลชม็อบ โดยมีนักศึกษาเป็นผู้จัดการการชุมนุมกันเอง บางเวทีเปิดให้บุคคลภายนอกมาเข้าร่วมในเวทีชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามในประเด็นทางการเมืองที่หลากหลาย มีการสร้างความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์โดยเฉพาะใน twitter ซึ่งเป็นช่องทางการรวมกลุ่มกันของคนรุ่นใหม่เพื่อสนทนาและแสดงความคิดเห็นและใช้การตั้ง #hashtag ต่างๆ เพื่อแผ่ขยายวงการแลกเปลี่ยนในประเด็นต่างๆ ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และในบางประเด็นมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างกระแสการรับรู้ให้เกิดขึ้นในระดับโลกถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย และจากโลกออนไลน์สู่การลงถนน สะท้อนให้เห็นถึงการขยายพื้นที่ทางความคิดของเด็กและเยาวชน และความต้องการต่อสู้เชิงสัญญะ ซึ่งไม่ได้มีขอบเขตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่ไปถึงระดับเด็กมัธยมศึกษาในโรงเรียน ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า “เด็กเยาวชนเหล่านี้คิดอะไรกันอยู่?”

ในเบื้องต้นเราต้องยอมรับก่อนว่าเด็กและเยาวชนในช่วงวัยมัธยมถึงมหาวิทยาลัยเหล่านี้ เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ ได้อย่างกว้างขวาง พวกเขาสามารถสืบค้นสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ สิ่งที่พวกเขาสงสัย สิ่งที่พวกเขาต้องการให้ได้มาซึ่งคำตอบได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือจากแหล่งข้อมูลทั่วทุกมุมโลก ในโลกออนไลน์มีคำตอบสำหรับความกระหายใคร่รู้ในประเด็นต่างๆ ที่ในตำราเรียนไม่ได้เขียนไว้ ทั้งประวัติศาสตร์การเมือง ปรัชญาและแนวคิดเชิงสังคมศาสตร์ของนักคิดหลายๆ คน ต้นแบบการบริหารงานของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในต่างประเทศ ตลอดจนหลักการและแนวปฏิบัติที่สะท้อนถึงชุดคุณค่าสากลที่ทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยยึดถือ นั่นคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชน

Advertisement

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยคือการย่อขนาดสังคมประเทศไทยที่จำลองไว้ให้เด็กและเยาวชนได้เผชิญหน้าก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคมจริง แต่เพราะโรงเรียนไม่ได้สอนให้เขารู้ ไม่ได้อธิบายให้เขาเข้าใจ ใช้เนื้อหาตำราเล่มเดียวที่คับแคบ ล้าสมัย ตกยุค และไม่ได้มีพื้นที่ทางความคิดให้พวกเขาแสดงออกซึ่งความคิดเห็นได้อย่างอิสระมากพอเท่าที่พวกเขาต้องการ ด้วยกรอบ ระเบียบกฎเกณฑ์ยิบย่อย ชุดวัฒนธรรมทางความคิดเรื่องระบบอาวุโส ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมักดูถูกดูแคลนความคิดความอ่านเชิงสังคมและการเมืองของพวกเขา และพร่ำบอกกับพวกเขาว่าเป็นช่วงวัยที่ไร้เดียงสาและมีหน้าที่เรียน เขียน อ่าน เป็นเด็กดี ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้สนใจใคร่รู้เสียเท่าไหร่ ในขณะที่รูปธรรมโครงสร้างการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นข่าวครูลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการกล้อนผม ตัดกระโปรง และใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจาและทางกาย ครูชายบางคนใช้อำนาจละเมิดทางเพศ ภายใต้การแอบอ้างกฎระเบียบและความมีวินัย สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เด็กและเยาวชนในยุคนี้มองเห็นความตรงกันข้าม (contrast) ของสังคมที่กล่าวอ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยชัดเจนมากขึ้นทุกวันๆ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าพวกเขาจะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ หรือไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจนิยมเพื่อควบคุมและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขา

แล้วทุกวันนี้เราสอนอะไรให้กับเด็ก? เป็นคำถามที่เราต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ว่าในระดับห้องเรียน สิ่งที่คุณครูกำลังสอนอยู่นั้นเชื่อมโยงกับความเป็นจริงที่เด็กสนใจมากน้อยเพียงใด บทความนี้ไม่ได้จะแนะนำให้ครูทิ้งเนื้อหาความรู้พื้นฐานที่เด็กจำเป็นต้องรู้และสอนเฉพาะในสิ่งที่เด็กอยากรู้เท่านั้น แต่ต้องการจะสื่อสารว่าในโลกที่มีความรู้และทักษะใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน ครูต้องรับมือและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ความทันสมัยทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่หมายถึงการทำความเข้าใจวัฒนธรรมทางความคิด จินตนาการ และภาพฝันถึงสังคมในอนาคตของคนรุ่นใหม่ด้วย การเปลี่ยน Mindset ของครูจากระบบอนุรักษนิยมมาสู่เสรีประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

ความใฝ่ฝันที่จะเห็นสังคมดีขึ้นของเด็กและเยาวชน การศึกษาควรมีหน้าที่เติมเต็มความฝันนี้ให้ได้ ผ่านเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ วิธีการจัดการเรียนการสอน และวิถีชีวิตวัฒนธรรมในโรงเรียน ผู้ใหญ่ในฐานะครูต้องทำให้เด็กและเยาวชนเห็นว่าพวกเขายังสามารถมีฝันต่อไปได้ในสังคมจำลองแห่งนี้ เปลี่ยนวัฒนธรรมการ “อบรมสั่งสอน” สู่ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ซึ่งกันและกัน ไม่รีบด่วนตัดสินและด้อยค่าความคิดความอ่านของเด็กและเยาวชน สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกตามสิทธิและเสรีที่พวกเขาพึงมี เฝ้ามองพวกเขาเติบโตทางความคิดโดยไม่ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นพวกหัวรุนแรงพร้อมกับเปลี่ยนสายตาที่มองต่อพวกเขาในฐานะพลเมืองที่จะเติบโตไปเป็นพลังใหม่ในการขับเคลื่อนสังคม ในทุกครอบครัว โรงเรียน ชุมชน มหาวิทยาลัย จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กลางที่อิสระ ปลอดภัย มีเสรีภาพ และไว้วางใจได้ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ มีตรรกะและเหตุผล เกิดการยอมรับและหาบทสรุปทางออกที่สร้างสรรค์ได้ เวทีนี้คือการสนทนาสุนทรียะ (Dialogue) ที่ควรมีและเกิดขึ้นในทุกจุดของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งขึ้นเฉกเช่นในปัจจุบันที่เป็นยู่ นี่คือสัญญะที่มีนัยยะการเบ่งบานประชาธิปไตยที่น่าชื่นชมยิ่ง