ตอนที่ นายชวน หลีกภัย ตัดสินใจตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2543 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2544
“คิด” อย่างไร
แน่นอน 1 คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว และแน่นอน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ เป็นเวลาซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่ได้เปรียบในทางการเมือง
นั่นก็คือ มีโอกาสที่จะได้ “ชัยชนะ” จาก “การเลือกตั้ง”
เช่นเดียวกับตอนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554
“คิด” อย่างไร
แน่นอน 1 คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว และแน่นอน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ เป็นเวลาซึ่งรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่ได้เปรียบในทางการเมือง
นั่นก็คือ มีโอกาสที่จะได้ “ชัยชนะ” จาก “การเลือกตั้ง”
ในความเป็นจริงขั้นพื้นฐานทางการเมืองคงไม่มี “พรรคการเมือง” ใดที่เป็น “รัฐบาล” จะตัดสินใจยุบสภาเพื่อนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
แต่ “การเมือง” ในเมืองไทยกลับ “ตาลปัตร”
รัฐบาล นายชวน หลีกภัย ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544
กุมความได้เปรียบที่มั่นใจว่านำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤตในทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540
มั่นใจในความเป็น “รัฐบาล” ซึ่งกุมกลไกแห่ง “อำนาจรัฐ”
มั่นใจว่า “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ยังไม่มั่นคงและแข็งแกร่งอย่างเพียงพอที่จะต่อกรกับพรรคซึ่งอยู่ในสถานะแห่ง “สถาบัน” อย่างพรรคประชาธิปัตย์
แต่ผลก็คือ พรรคไทยรักไทยได้ “ชัยชนะ” พรรคประชาธิปัตย์ “พ่ายแพ้”
เช่นเดียวกับสถานการณ์การเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจในความสำเร็จในการสลายการชุมนุมตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน 2552 กระทั่งเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ส่งผลให้กำลัง นปช.คนเสื้อแดงซึ่งเป็นฐานกำลังของอีกฝ่ายแตกระส่ำระสาย
ความมั่นใจเป็นอย่างสูงก็คือ ได้รับความร่วมมือ หนุนช่วยและช่วยเหลืออย่างอบอุ่นจากพลังทางการเมืองที่เคยมีบทบาทในรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 อย่างดียิ่ง
พรรคเพื่อไทยเป็นการรวมตัวอีกครั้งหลังจากมีการยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 หลังการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551 เมื่อประสานกับสภาพที่ นปช.อันเป็นแขนขาของพรรคถูกปราบปรามอย่างหนักหนาสาหัส ย่อมยากเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้เวลาเพียง 1 ปีพลิกฟื้นเสริมพลังทางการเมืองขึ้นมาได้
แต่ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยได้ “ชัยชนะ” พรรคประชาธิปัตย์ “พ่ายแพ้”
ถามว่าชัยชนะและพ่ายแพ้ในทางการเมือง มีปัจจัยอะไรเป็นเครื่องชี้ขาด และตัดสินจากเงื่อนไขและสภาพการณ์ใด
เป็นเพราะอยู่ในฐานะกุมกลไกแห่ง “อำนาจรัฐ” อย่างนั้นหรือ
เป็นเพราะเพิ่งประเมินและคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จและได้ชัยชนะในการกำราบปราบปรามประชาชน อย่างนั้นหรือ
เป็นเพราะได้รับการเอื้ออวยจากพลังของ “ชนชั้นสูง” ในทางสังคม อย่างนั้นหรือ
คำถามที่เสนอเข้ามาจากกรณีการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 และจากกรณีการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 กลับไม่เป็นเช่นนั้น
พรรคประชาธิปัตย์อาจมีฐานมวลชนอยู่ในภาคใต้ อยู่ใน กทม. และอยู่ในบางส่วนของภาคกลาง แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย เด่นชัดยิ่งกว่าฐานมวลชนอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และบางส่วนในภาคกลางและ กทม.
“มวลชน” ต่างหากที่เป็น “ปัจจัย” ชี้ขาด
ยิ่งกว่านั้น ความสำเร็จที่สะสมมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยบริหารบ้านเมืองระหว่างเดือนมกราคม 2544 จนถึงเดือนกันยายน 2549 ต่างหาก
เป็นการบริหารผ่าน “นโยบาย”
ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเอื้ออาทร ไม่ว่าจะเป็น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น อย่างที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ในภายหลัง
“ผลงาน” ที่ทำให้กับ “ประชาชน” ต่างหากคือพลานุภาพ
ประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม อาจแตกต่างไปจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 หรือการเลือกตั้งเมื่อปี 2554
แต่ทั้งหมดก็เป็นผลพวงอันเนื่องจากกระบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และกระบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ปัจจัยจาก “มวลชน” ยังเป็นปัจจัย “ชี้ขาด” ไม่แปรเปลี่ยน

