เหลือเวลาอีก 5 วัน บรรดาผู้มีสิทธิก็คงจะออกไปลงคะแนนเสียง เพื่อแสดงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ กับคณะเป็นผู้ร่าง ซึ่งผ่านการรับรองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว
ผมเป็นผู้มีสิทธิผู้หนึ่งและตั้งใจอย่างแน่นอนว่าจะไปใช้สิทธิของผม ลงคะแนนออกเสียงในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้
ผมได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วหลายเที่ยว ที่ต้องอ่านหลายเที่ยวนั้นไม่ใช่เพราะติดใจที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกหรือตื่นเต้น แต่เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันยาวถึง 279 มาตรา และบางมาตราก็ยาวมาก อ่านแล้วลืม จำความไม่ได้ ต้องวกกลับไปอ่านอีก
จนถึงวันนี้พอจะบอกได้แล้วว่า ส่วนไหนของร่างรัฐธรรมนูญถูกใจผมและรับได้ และส่วนไหนที่ผมเห็นว่ายังมีตำหนิและยังรับไม่ได้
ตรงที่ถูกใจผมที่สุดแห่งหนึ่งนั้นก็คือหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ถูกใจทั้งหมวด แต่ที่ถูกใจโดยเฉพาะนั้นคือมาตรา 63 ซึ่งบัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้านหรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ
อีกแห่งหนึ่งคือส่วนที่ 2 ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะมาตรา 98 ซึ่งกำหนดลักษณะของผู้ที่ต้องห้ามมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาทิ ผู้ที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือเคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลให้ยึดทรัพย์เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นต้น
นอกจากนั้นก็ยังมีหมวด 9 มาตรา 184 ซึ่งว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี ซึ่งห้ามสมาชิกสภาและรัฐมนตรีรับ หรือแทรกแซง หรือก้าวก่าย การเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
อีกส่วนหนึ่งที่ถูกใจผมมาก และเป็นสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อนคือหมวดที่ 16 ซึ่งว่าด้วยการปฏิรูปประเทศที่ครอบคลุมถึงทั้งด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ
โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรมนั้น ได้รวมการปฏิรูปตำรวจเอาไว้ด้วย ซึ่งที่แล้วมาไม่มีใครสามารถจะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจและภารกิจของตำรวจ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของตำรวจ โดยมีหลักประกันว่าตำรวจจะต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้าย ทั้งยังกำหนดให้ใช้ระบบคุณธรรมในการให้บำเหน็จ และในการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมีประธานซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์ และ “ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน” เป็นประธาน และให้คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
เพียงเท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ก็จะเห็นว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ โอกาสที่การปฏิรูปประเทศไทยโดยเฉพาะในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและเรื้อรังของประเทศมานาน ก็น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมในไม่ช้า
ผมจึงจะเป็นผู้หนึ่งที่ไปลงคะแนนเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ

