หน้าแรก คอลัมนิสต์ เยาวชน หุ้นส่...

เยาวชน หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสังคมแห่งอนาคต โดย รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

4.09.20 | 13:00 น.

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเยาวชนเป็นทรัพยากรหรือทุนมนุษย์ที่มีคุณค่ายิ่งต่อสังคมและประเทศชาติ ทั้งนี้ เพราะเยาวชนเมื่อเติบโตเขาจะเป็นกำลังสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนหรือการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศในอนาคต

ด้วยความสำคัญดังกล่าวสังคมจึงเชื่อว่าคนรุ่นใหม่หรือคนหนุ่มสาวจะเป็นพลังหรือสะพานเชื่อมสำหรับการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศชาติเพื่อทดแทนคนรุ่นเก่า และหากมองย้อนกลับไปจะพบว่าทั่วโลกนับแต่อดีตถึงปัจจุบันมีการตื่นตัวที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนเข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในการรังสรรค์สังคมในมิติต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ

สหประชาชาติเป็นหนึ่งในองค์กรที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับเยาวชน จึงกำหนดให้ปี 2528 เป็นปีเยาวชนสากลและขอให้ประเทศสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากลภายใต้คำขวัญ “Participation Development and Peace”

สำหรับประเทศไทยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ และให้ถือว่าวันนี้เป็นวันที่เป็นสิริมงคลอันเนื่องมาจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์ ซึ่งได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2468

เมื่อกล่าวถึงวันเยาวชนแห่งชาติสำหรับสังคมไทยจะพบว่ารูปแบบหรือวิธีการที่องค์กรภาครัฐซึ่งมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบกำหนดการจัดงานและกิจกรรมต่างๆ หากส่องไปดูในรายละเอียดกลับพบว่าการดำเนินการยังอยู่ในมิติเดิมๆ ที่ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่คิด เยาวชนทำ

Advertisement

คำถามจึงมีอยู่ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องจะมีกลยุทธ์หรือแนวคิดอย่างไรที่จะทำให้วันดังกล่าวเป็นวันแห่งมนต์ขลังและมีคุณค่าสำหรับทุนมนุษย์ของชาติได้อย่างแท้จริง การส่งเสริมและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมและพร้อมที่จะแสดงออกซึ่งพลังแห่งการสร้างสรรค์เพื่อสังคมและประเทศยิ่งในสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรงด้วยแล้วจึงเป็นโจทย์หรือการบ้านที่ผู้เกี่ยวข้องต้องกลับไปหาคำตอบ

วันนี้หากมองถึงวิถีหรือการดำเนินชีวิตของเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ จะพบว่ารูปแบบตลอดจนวิธีคิดจะแตกต่างไปจากอดีตในหลากหลายมิติ ประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว แนวทางหรือวิธีคิดก็ไปจากเดิม

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนไทยวันนี้มีความคิดอ่านที่แตกต่างไปจากกรอบเดิมๆ ที่สังคมและวัฒนธรรมกำหนดในลักษณะ “ผู้ใหญ่คิด เด็กต้องทำ” ก็น่าจะได้แก่ การแสดงพลังออกมาปลดแอกเพื่อเรียกร้องซึ่งสิทธิและเสรีภาพที่ชอบธรรมปราศจากการคุกคามและชี้นำ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้สังคมไทยจะถูกล้อมกรอบไปด้วยปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ที่ทุกคนไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็ตาม แต่หากส่องไปดูในสังคมของเยาวชนทั่วไปทั้งในและนอกระบบการศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกลับพบว่าเยาวชนจำนวนหนึ่งเป็นผู้ที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับความเป็นไทยพร้อมที่จะอนุรักษ์และจรรโลงไว้ซึ่งมรดกและวัฒนธรรมที่บรรพชนรังสรรค์ไว้ และพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในพลังสำคัญสำหรับการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศชาติ

จากบริบทของสังคมไทยดังที่กล่าวมาเชื่อว่าวันนี้ผู้ใหญ่ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนของชาติได้เติบใหญ่ไปเป็นพลังหรือพลเมืองที่ทรงคุณค่าพร้อมที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นอยู่เองที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่รับฟังและเปิดเวทีความคิดให้กับคนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่สำหรับแสดงออกในทางสร้างสรรค์

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าชื่นชมและต้องแสดงความยินดีแทนคนรุ่นใหม่คือการที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กระชับวงล้อมปันความคิดร่วมกับนักเรียนเพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่นักเรียนเห็นว่าถึงเวลาที่ต้อง ปรับ ปลด ลด เลิก เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคสำหรับการดำเนินชีวิตในรั้วสถาบันการศึกษา

ต่อกรณีดังกล่าวในส่วนของกระทรวง อว.ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ เจ้ากระทรวงก็ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าพร้อมที่จะเดินไปเคียงข้างกับนักศึกษาเพื่อรังสรรค์สังคมร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนได้เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคมนั้นใช่ว่าจะมีเพียงแต่หน่วยงานภาครัฐดังที่กล่าวเท่านั้น ทุกภาคส่วนของสังคมล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในภาคีที่สำคัญยิ่ง

เมื่อกล่าวถึงการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมสำหรับการรับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมืองแห่งอนาคตจะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยโดยเฉพาะ ครู อาจารย์ ในสถาบันการศึกษาตลอดจนนักวิชาการต่างๆ มักจะมีการหยิบยกเอาบุคคลต้นแบบมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เยาวชนได้นำไปเป็นไอดอลหรือแนวทางปฏิบัติ สำหรับแนวคิดหรือแนวทางที่สถาบันการศึกษาควรจะนำมาถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องและให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชนและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยทั้งปัจจุบันและอนาคตคงจะได้แก่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ล้นเกล้าฯในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยนั่นเอง

และอีกหนึ่งมิติที่สังคมเรียกหาสำหรับการปลูกฝังให้แก่เยาวชนสำหรับรองรับการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันของโลกในศตวรรษที่ 21 คือการสร้างคนเก่งและคนดี สำหรับมิติของคนเก่งและคนดีนั้นในโลกใบนี้รวมทั้งสังคมไทยได้มีผู้ให้นิยามและรูปแบบไว้มากมายแต่หนึ่งในโมเดลที่ผู้เขียนเห็นว่าสถาบันการศึกษาหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องควรจะนำไปเป็นหลักคิดคือ “คนเก่ง สร้างได้ภายใต้บริบทของธรรมาภิบาลและความดีงาม”

ต่อกรณีนี้ขอหยิบเอาแนวคิดของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ในฐานะนักวิชาการด้านการพัฒนาสังคมที่ได้ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับคนเก่งคนดีไว้ในหนังสือคนเก่งสร้างได้อารยโมเดล สมรรถนะ KSL31220 ความตอนหนึ่งว่า “ประเทศไทยต้องการคนดีเป็นหัวขบวนในการสร้างชาติ เราต้องมีคนดีจำนวนมากเพียงพอในพื้นที่ต่างๆ ของสังคม ทว่าคนดีจะไม่มีพลังในการสร้างแรงขับเคลื่อนสังคมในทางบวกมากเพียงพอหากไม่มีความเก่ง..”

ที่น่าสนใจสำหรับประเด็นการสร้างคนเก่งนักวิชาการคนดังกล่าวสะท้อนมุมมองต่อว่า “น่าเศร้าที่เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยสร้างคนไม่ประสบความสำเร็จ แม้เราจะเปิดโอกาสให้เรียนฟรีแต่เราไม่สามารถสร้างประชาชนที่มีความรู้ และมีคุณภาพได้ สังคมเรายังขาดคนเก่ง คนดีที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมืองอย่างจริงจัง ถ้าประเทศเรามีคนเก่งๆ พร้อมจะนำความเก่งมาทำความดีทำสิ่งดีๆ เพื่อประเทศชาติ เชื่อว่าประเทศไทยไปไกล ไปเร็ว และไปได้ดีกว่านี้”

จากแนวคิดดังกล่าวคงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเยาวชนวันนี้หากจะก้าวไปเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นผู้รับผิดชอบต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองแทนคนรุ่นเก่าในวันนี้เขาเหล่านั้นคงจะต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมทั้งเก่งและดีควบคู่กันไป ทั้งนี้ หากมองย้อนไปในอดีตสังคมไทยเคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดมาบ้างแล้วกรณีคนเก่งได้รับโอกาสให้เป็นผู้นำประเทศแต่คนเก่งเหล่านั้นกลับเอาความเก่งไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องจนนำมาซึ่งความเสียหายให้กับสังคมและประเทศมาจวบจนปัจจุบันนี้

เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับการส่งเสริมและสนับสนุนการบ่มเพาะให้เยาวชนเติบใหญ่เป็นทรัพยากรหรือทุนมนุษย์ที่สำคัญสำหรับการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสังคมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หากผู้ใหญ่และคนรุ่นใหม่ต่างรับฟัง และแบ่งปันความคิดซึ่งกันและกันภายใต้ความพอเพียงและเพียงพอ เชื่อว่าความขัดแย้งและความแตกร้าวก็น่าจะคลายไปในทางที่ดี