หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความน่ากังวลอ...

ความน่ากังวลอันเนื่องมาแต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรครัฐบาล โดย โคทม อารียา

6.09.20 | 13:20 น.

ผมอ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรครัฐบาลแล้ว มีความหนักใจ เพราะไม่แน่ใจว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา หรือว่าจะทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไปอีก ก่อนอื่นน่าจะทำความเข้าใจว่า นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่มาแสดงออกในพื้นที่สาธรณะ มีความคับข้องใจอะไร และต้องการอะไรเยาวชนและประชาชนจำนวนหนึ่งส่งสัญญาณบอกว่า “จะไม่ทน (อำนาจเผด็จการ)” “ขอให้จบ (อำนาจเผด็จการ) ในรุ่นเรา” เผด็จการนั้นมาพร้อมกับรัฐประหารและมาตรา 44 อย่างไรก็ดี มีคนบอกว่า เอาเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่อย่าลืมว่ามีมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่บัญญํติว่า “บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. หรือของหัวหน้า คสช. … เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย…” ที่สำคัญคือบทเฉพาะกาล ที่ให้ คสช. แต่งตั้ง ส.ว. 250 คน ซึ่งนอกจากจะมีอำนาจนิติบัญญัติตามปกติแล้ว ยังมีอำนาจนิติบัญญัติพิเศษในการร่วมพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับ “การปฏิรูปประเทศ” ร่วมกับ ส.ส. ตั้งแต่ต้น และร่วมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยมีสิทธิพิเศษคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมี ส.ว. เห็นด้วยไม่น้อยกว่า 84 คน นอกจากนี้ ส.ว. ที่แต่งตั้งโดย คสช. ยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีกด้วย และได้ใช้อำนาจนี้มาแล้วอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับข้อเรียกร้อง 3 ข้อของนักเรียน นักศึกษา รัฐบาลบอกว่ารับข้อที่ 1 คือให้แสดงออกได้ ใน”ขอบเขต” โดยไม่ถูกคุกคาม แต่ขณะเดียวกัน ตำรวจก็ออกหมายจับผู้นำนักศึกษา เพราะเป็นการทำตามหน้าที่ มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายมาตรา 157 ของกฎหมายอาญาว่าด้วยการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ ดูเหมือนจะมีการย้อนแย้งอยู่พอสมควร

สำหรับข้อเรียกร้องข้อที่ 2 คือให้ยุบสภานั้น เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เพื่อมิให้เหมือนเดิม คือเมื่อเหตุปัจจัยไม่เปลี่ยน (ระบบเลือกตั้งเดิม ใช้อำนาจรัฐได้เหมือนเดิม ส.ว. ชุดเดิมร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี) ผลก็คงไม่เปลี่ยน

ข้อเรียกร้องข้อที่ 3 เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายคนหวังว่าจะเป็นการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง คือจะมีการร่างกติกาการเมือง (รัฐธรรมนูญ) ใหม่ที่เป็นธรรมและประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดหลักการสำคัญ ๆ อย่างไรก็ดี ขณะที่รอการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ก็ควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบางมาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องทำเป็นญัตติที่มาจาก คณะรัฐมนตรี จาก ส.ส. และ ส.ว. หนึ่งในห้า หรือจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งห้าหมื่นคน ปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีไม่เสนอ (ทำให้รัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหารลอยตัวในเรื่องนี้) ส.ว. ไม่เสนอ ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ทราบว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ครบเมื่อไร สรุปว่า ตอนนี้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในประมาณวันที่ 23-24 กันยายน 2563

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างร่าง 2 ฉบับ คือ เนื้อหาของมาตรา 256 ใหม่ กับองค์ประกอบของ สสร. ข้อแตกต่างอื่น ๆ ก็มี เช่น ระยะเวลาการทำงานของ สสร. (ไม่เกิน 120 วันตามร่างพรรคฝ่ายค้าน ไม่เกิน 240 วันตามร่างพรรครัฐบาล) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พรรคฝ่ายค้านเสนอให้ทำประชามติโดยไม่ผ่านรัฐสภา ส่วนพรรครัฐบาลเสนอให้รัฐสภาลงมติก่อน ถ้าผ่านก็ประกาศใช้ ถ้าไม่ผ่านให้ทำประชามติ เป็นต้น
ในส่วนของ มาตรา 256 ใหม่ พรรคฝ่ายค้านยึดแนวทางของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 คือใช้เสียงข้างมากเด็ดขาดในรัฐสภา คือ 376 เสียง (ทั้งส.ส. และ ส.ว. รวมกันมี 750 เสียง แต่ปัจจุบัน มี ส.ส. ไม่ครบ 500 คน เสียงข้างมากเด็ดขาดจะน้อยกว่าที่กล่าวไว้) ส่วนพรรครัฐบาลเสนอให้ใช้เสียงสามในห้าของรัฐสภา คือ 451 เสียง ถ้าคาดการณ์ได้ว่า ส.ว. โหวตเป็นบล็อก (เช่น เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หรืออิงประสบการณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดย คสช.) หมายความว่า ส.ว. ต้องการ ส.ส. มาช่วยอีกเพียง 50 เสียง ทำให้ ส.ส. ที่เหลือ 450 คน มีเสียงไม่พอที่จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่จะขอแก้ไขมาตราใดก็ตาม ข้อเสนอแก้ไขมาตรา 256 ของพรรครัฐบาลยังคงให้อำนาจแก่ ส.ว. ชุดนี้อย่างสูง ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้มีการแก้ไข หรือให้แก้ไขยากมากหาก ส.ว. ไม่เอาด้วย กลายเป็นว่า จะเป็นการเปลี่ยนจากปัจจุบันที่ต้องการให้ ส.ว. 84 คนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขจึงจะแก้ได้ (ยากมากถ้า ส.ว. โหวตเป็นบล็อก) มาเป็น ส.ส. ต้องเห็นด้วยอย่างยิ่ง (แตกแถวน้อยกว่า 50 คน) ซึ่งอาจจะยากพอ ๆ กัน เพราะโดยธรรมชาติของ ส.ส. จะชอบแตกแถว ร่างของพรรครัฐบาลจึงชวนสงสัยเช่นนี้แล อีกทั้งร่างดังกล่าวยังคงไว้ซึ่งกรณีที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางหมวด (รวมทั้งหมวดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ) หรือบางประเด็น ต้องให้มีการลงประชามติก่อน ซึ่งเป้นการล็อกไว้เหมือนเดิมโดยไม่ยอมแก้ไขในคราวนี้

Advertisement

ถ้ายึดตามร่างของพรรครัฐบาล เมื่อมีมาตรา 256 ใหม่แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะลดการสืบทอดอำนาจของ คสช. เช่นจะยกเลิกมาตรา 272 เพื่อมิให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี ก็คงจะเป็นไปได้ยากเช่นเคย

มาถึงเรื่ององค์ประกอบของ สสร. พรรคฝ่ายค้านเสนอให้ สสร. ทั้ง 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดเล็กมี สสร.อย่างน้อย 1 คน จังหวัดที่มีประชากรมาก มี สสร. เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนประชากร แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครได้คนเดียว (คล้ายการเลือกตั้ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540) พรรครัฐบาลเสนอให้มี สสร. 200 คน แบ่งเป็น สสร. 150 คนจากการเลือกตั้งคล้ายข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้าน อีก 50 คน แบ่งเป็น (1) 10 คน เลือกโดย ส.ว. (2) 20 คนเลือกโดย พรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และพรรคที่ไม่มี ส.ส. ทั้งนี้ตามสัดส่วนและหลักเกณฑ์ที่ กกต. กำหนด (3) 10 คนเลือกโดยอธิการบดีจากผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการเมืองการปกครอง และ (4) 10 คนเลือกโดย กกต. จากนักเรียน นิสิตหรือนักศึกษา สังเกตได้ว่ามีความซับซ้อนมิใช่น้อย และประชาชนอาจไม่ค่อยไว้วางใจ “ผู้เลือก” บางฝ่ายที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

ผมมีความเห็นว่า เรื่องสำคัญคือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จะแต่งตั้ง ถ้าเกรงว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งจะขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองมาช่วยร่าง ก็อาจกำหนดให้ คณะกรรมาธิการดังกล่าวมี จำนวน เช่น 26 คน ประกอบด้วย สสร. 13 คน มี ส.ส.; ส.ว.; และนักศึกษา ฝ่ายละ 3 คน มีนักวิชาการและภาคประชาสังคมฝ่ายละ 2 คน เป็นต้น

เมื่อเยาวชนและประชาชนที่ “ไม่ทน” การสืบทอดอำนาจของการรัฐประหารออกมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก มีบางคนเข้าใจเป็นเพราะมีหัวโจกคอยชักจูง เยาวชนเลยทำตามเพื่อน (ที่หลงเชื่อหัวโจก) มิหนำซ้ำ หากไม่ทำตามจะถูกตัดความเป็นเพื่อน กล่าวคือ การที่เยาวชนแสดงออกนั้น มิใช่เพราะไม่ชอบรัฐประหารและการอยู่ยาวของผู้ที่กระทำรัฐประหาร แต่เป็นเพราะเชื่อเพื่อน หาไม่จะถูกเพื่อน “บูลลี่” ให้ทำตาม เท่านั้นเอง จึงขอให้ผู้ที่คิดเช่นนี้ลองทบทวนดูว่าความเข้าใจดังกล่าวมีความเที่ยงตรงเพียงใด

การปฏิรูปการเมืองไทยนั้นแสนยากเย็น มีการย้อนกลับไปกลับมาหลายหน ส่วนหนึ่งที่ยากเพราะเราถูกสอนให้เชื่อฟังผู้มีอำนาจ แต่มีเยาวชนที่เริ่มถามว่า ถ้าไม่เชื่อผู้มีอำนาจจะผิด (มาตรา 116) ไหม เพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่ไปอยู่ในประเทศฝรั่งเศสส่งข้อความมาให้ โดยเขาพยายามตอบคำถามว่าทำไมราษฎรจำนวนมากจึงเชื่อฟังและรับใช้ผู้มีอำนาจโดยสมัครใจ คำตอบของเขาอ้างอิงงานเขียนเชิงมนุษยนิยมของ เอเตียน เดอ ลา โบเอซี (Étienne de la Boétie ค.ศ. 1530-1563) ชื่อ “สุนทรพจน์เรื่องการเชื่อฟังและรับใช้ด้วยความสมัครใจ” (Discours de la Servitude Volontaire) เดอ ลา โบเอซีอธิบายแผนการอันชาญฉลาดของผู้ปกครองเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าผู้ปกครองมีวิธีการหลายประการที่จะทำให้ราษฎรเชื่อฟัง อาทิ

1. สร้างจารีตที่ส่งเสริมความไม่เท่าเทียมกันผ่านการศึกษา มีพิธีกรรมที่สอนให้พลเมืองรำลึกถึง”บุญคุณ” และพินอบพิเทาต่อผู้มีอำนาจหรือผู้มีอาวุโส

2. สร้างความเขลาด้วยมหรสพที่ฉาบฉวยผ่านสื่อ

3. สร้างความศักดิ์สิทธิ์และความเหนือมนุษย์ผ่านศาสนา

4. สร้างเครือข่ายบริวารผ่านระบบอุปถัมภ์

สรุปว่า ท่านผู้เป็นไทพึงตั้งคำถามและปฏิเสธอำนาจของเขา ซึ่งมีอยู่ได้ก็เพราะท่านยอมรับมันเสียเอง เยาวชนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งมองเรื่องนี้อย่างกระจ่างชัดเมื่อประมาณ 460 ปีที่แล้ว เยาวชนคนไทยกำลังไต่ถามเรื่องนี้อยู่ เราใช้ความตรงไปตรงมาตอบคำถามของพวกเขาดีกว่าไหม