หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดาวเทียมไทย (...

ดาวเทียมไทย (คม) รัฐสร้างสะพานหรือก่อกำแพง? โดย ปรเมศร์ กุมารบุญ

2.08.16 | 15:16 น.

เห็นข่าวตามสื่อต่างๆ เรื่องดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 รัฐอยากให้กลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานแบบสมัยก่อนมากกว่าระบบใบอนุญาตในปัจจุบัน เนื่องด้วยเหตุว่ารัฐได้ผลตอบแทนทางรายได้น้อยกว่าเดิม

กระบวนทัศน์ (Paradigm) แห่งรัฐ แต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของสถานการณ์และเป็น cycle หรือวัฏจักร เช่น เป็นระบบสัมปทานหรือระบบใบอนุญาตกันดี ซึ่งในอดีตระบบสัมปทานเป็นวิธีการแรกที่รัฐให้เอกชนนำทรัพยากรไปทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทำประโยชน์ให้สังคมส่วนรวม และนำรายได้สู่รัฐ แต่ต่อมาทฤษฎีลักษณะตลาดทางเศรษฐศาสตร์แบบ Perfect competition market ได้รับการยอมรับอย่างสิ้นสงสัยว่าคือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคมมากที่สุด ระบบการค้าเสรีเติบโตอย่างกว้างขวาง และมาพร้อมกับระบบใบอนุญาต ซึ่งถ้า Regulator พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการนำทรัพยากรสื่อสารของชาติมาทำประโยชน์ได้ ก็เข้าสู่ตลาดได้ทันที

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนเคยให้ความเห็นว่าตลาดผูกขาดหรือตลาดผู้ค้าน้อยรายไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไปถ้ารัฐกำกับดูแลราคาได้ ประโยชน์ก็คือลดการลงทุนซ้ำซ้อน ลดการนำเงินตราออกนอกประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถ้ามีผู้แข่งขันกันมากเสียเหลือเกิน ประเทศจะขาดดุลอย่างหนักแน่นอกจากการซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ

แต่ที่นี้พอผมมานึกถึงประเด็นที่รัฐอยากให้ดาวเทียมไทยคมกลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัมปทานมากกว่าระบบใบอนุญาตในปัจจุบัน เนื่องด้วยเห็นว่ารัฐได้ผลตอบแทนทางรายได้น้อยกว่าเดิม ผมคุ้นๆ ว่าประเด็นนี้เคยได้ยินนักวิชาการที่จำไม่ได้ว่าใครเคยกล่าวไว้ และผมสนับสนุนความเห็นในเชิงวิชาการอย่างเป็นกลางนะครับว่าธุรกิจดาวเทียมนั้น แม้จะมีรายได้มหาศาล แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับประเทศและประชาชน มากกว่าการดึงเงินออกจากเอกชนให้มากที่สุดจนหมดกำลังที่จะก้าวต่อไปในการพัฒนาบริการ และโดยเฉพาะการแข่งขันกับนานาชาติที่กำลังช่วงชิงตลาดกันอย่างเข้มข้น ในต่างประเทศทั่วโลกเขาคิดค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการดาวเทียมไม่แพง เนื่องจากต้องการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการของตน เพราะดาวเทียมเป็นธุรกิจแข่งขันระหว่างประเทศ และเป็นช่องทางหนึ่งที่นำรายได้เข้าประเทศจำนวนมากเช่นกัน บางคนบอกว่า 5% ของรายได้ก็ถือว่ามากกว่าประเทศอื่นแล้ว ผมเลยรู้สึกว่า รัฐกำลังสร้างสะพานหรือก่อกำแพงให้ผู้ประกอบการไทย

แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องจำนวนเงินที่รัฐจะได้มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง แต่รู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูกและเอาใจช่วยรัฐที่เขาใจดีว่าประคับประคองบ้านเมืองให้สงบสุขในยามนี้ ซึ่งแน่นอนว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ

Advertisement

ในประเด็นนี้หากพิจารณาองค์ประกอบเรื่องหลักนิติรัฐ ที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Rechtsstaatsprinzip ซึ่งองค์ประกอบนั้นมีมากมายบรรยายไม่หมด แต่ผมยกขึ้นมา 2 ประเด็นคือ รัฐต้องเป็นผู้ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน แม้ตอนนี้เราไม่มีรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่หากมองในมุมที่ว่า เอกชนจะลงทุนทำธุรกิจเขาต้องทำแผนธุรกิจ (Business plan) ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร ประมาณการกำไร ตลอดจนการบริหารความเสี่ยง แต่ผมทราบแค่ว่า ไทยคม 8 เพิ่งยิงไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าแผนธุรกิจของไทยคม 8 น่าจะไม่ได้บริหารความเสี่ยงในประเด็นนี้ เพราะมั่นใจในรัฐบาลนี้ว่ามีความน่าเคารพเชื่อถือในการประกันสิทธิเสรีภาพของเอกชนแน่นอน ซึ่งผมเข้าใจว่าแน่นอนโอกาสธุรกิจที่เขาวางแผนไว้ก็คงเป็นระบบใบอนุญาต ซึ่งลดต้นทุนมากกว่าระบบสัมปทาน และแน่นอนถ้ากลับไปเป็นระบบสัมปทานต้นทุนเขาเพิ่มแน่นอน แผนธุรกิจที่วางไว้คงไม่ได้กำไรอย่างที่หวัง ส่วนจะขาดทุนหรือไม่ก็ไม่ทราบ หรือถ้าขาดทุนรัฐมีมาตรการเยียวยาอย่างไรที่เอกชนเสียเงินมากขึ้นและรัฐได้เงินมากขึ้น แต่อย่าลืมว่า หลัก “นิติรัฐ” ที่เสียไปต้องชดเชยเป็นเงินเท่าใดใครจะตอบได้

ยังไม่กล่าวถึงหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งจะยาวเกินไป เลยกล่าวถึงเฉพาะหลักนิติรัฐแค่นั้นก่อน ผมจำต่อๆ กันมาฝรั่งเขากล่าวว่า นิติรัฐ ย่อมต้องเป็นยุติธรรมรัฐ ภาษาเยอรมันเขาเรียกว่า Gerechtigkeitsstaat ถ้ามีคนกล่าวว่าไทยคม 8 รัฐไม่ได้ประกันสิทธิเสรีภาพของเขาในการทำธุรกิจ แต่หลักนิติรัฐนั้น การที่รัฐแก้กฎหมายที่รัฐตราขึ้นเองหรือผมคิดว่าสัญญาทางปกครองที่รัฐให้ไว้ ต้องเป็นไปเพื่อสร้างความเป็นธรรมที่สูงยิ่งขึ้น ฝรั่งใช้คำว่าแฟร์

และหากรัฐแก้กฎหมายที่รัฐตราขึ้นเองหรือสัญญาทางปกครองที่รัฐให้ไว้ แต่เกิดความเป็นธรรมลดลง เป็นโทษแก่คนที่อยู่ภายใต้การปกครอง เราต้องมีคำตอบให้สังคมแล้วที่ไม่ใช่คำว่าได้เงินมากขึ้นเท่าไร