หน้าแรก คอลัมนิสต์ เศรษฐกิจในยุค...

เศรษฐกิจในยุคโรคระบาด-อดีตสู่ปัจจุบัน โดย รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์

11.09.20 | 13:13 น.

ในแต่ละศตวรรษ เราเจอการระบาดของโรคในระดับเดียวกับโควิด-19 หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดสเปนในช่วง พ.ศ. 2461-2463 โรคห่าในช่วง พ.ศ.2360-2367 ในสมัยรัชกาลที่ 2 รวมถึงโรคระบาดอื่นๆ อย่างเช่น ฝีดาษ อหิวาตกโรค ไทรอยด์ คางทูม วัณโรค หัด เป็นเหตุให้รายชื่อวัคซีนที่เด็กวัยแรกเกิดต้องได้รับยาวเป็นหน้ากระดาษ เพราะเมื่อมีโรคระบาดก็จะมีการพัฒนาวัคซีนขึ้น การพัฒนาวัคซีนต้องผ่านการทดลองหลายครั้ง เพราะถ้าพลาดฉีดให้คนเร็วเกินไป เกิดการกลายพันธุ์ หรือทำให้ยิ่งระบาดเร็วขึ้น จะทำให้สถานการณ์หนักกว่าเดิม การที่จะได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพจึงต้องใช้เวลาเป็นปี

ถ้าจะเทียบสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของโควิด-19 กับการระบาดของโรคอื่นในอดีต ก็คงต้องเทียบกับการระบาดของไข้หวัดสเปน เพราะเป็นการระบาดไปหลายทวีปทั่วโลกเหมือนกัน

ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) จัดเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสเกิดขึ้น 102 ปีที่แล้ว เป็นปีมะเมีย พ.ศ.2461 ในครั้งนั้น มีคนติดเชื้อทั่วโลก 500 ล้านคน ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลก มีการประมาณไว้ว่ามีคนตายราว 50-100 ล้านคน ส่วนคนไทยตายไปประมาณ 80,000 คน การระบาดของไข้หวัดสเปนเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามบันทึกไม่ได้เกิดที่สเปนเป็นที่แรกค่ะ แต่ได้ชื่อนี้เพราะเป็นที่จบของสงคราม ในปลายปี พ.ศ.2461 มีทหารติดเชื้อ เดินทางจากสนามรบในสเปนกลับประเทศตนเองจำนวนมากและทำให้เชื้อกระจายออกจากยุโรปแผ่นดินใหญ่ไปทั่วโลก การระบาดลากยาวไปถึง พ.ศ.2463

ภาวะเศรษฐกิจในช่วงการระบาดไข้หวัดสเปนและหลังการระบาด ในประเทศยุโรปและอเมริกา พบว่า คนอายุวัยแรงงานจำนวนมาก เสียชีวิตเพราะสงครามและโรคระบาด แรงงานหายไปกว่าครึ่ง ผลิตสินค้าไม่ได้เพียงพอ กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก จนในที่สุดเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เรียกว่า The Great Depression ปี ค.ศ.1930 นั่นหมายถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งนั้นยาวนานร่วม 10 ปี

ปัจจุบันเรามีการผลิตที่อาศัยแรงงานน้อยลง แม้คนทำงานไม่ได้ในช่วงล็อกดาวน์ แต่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดลงอย่างสิ้นเชิงเหมือนการระบาดในอดีต เพราะเทคโนโลยีช่วยให้เราดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคนี้ การจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อชะลอการระบาดของโควิด-19 จึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากมายกว่าไข้หวัดสเปน

Advertisement

ในปี 2562 ภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางสร้างรายได้ทั่วโลกคิดเป็น 10.3% ของ GDP มีการจ้างงานประมาณ 330 ล้านคนหรือประมาณ 1 ใน 10 ของการจ้างงานทั่วโลก เมื่อโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจนี้ในปี 2563 การว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่เพราะการสูญเสียกำลังแรงงานจำนวนมากเช่นในอดีต หากเป็นเพราะในปัจจุบันความเชื่อมโยงของธุรกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ และระหว่างประเทศมีมากขึ้น เมื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างประเทศถูกผลกระทบโดยตรง ภาคเศรษฐกิจอื่นก็จะถูกกระทบด้วย เช่น ธุรกิจสายการบินไม่สามารถสร้างรายได้ เที่ยวบินลดลง หรือไม่บินเลย เพื่อรองรับรายได้ที่หายไป ย่อมต้องมีการพักงาน ปลดพนักงาน ในปี 2563 นี้ มีสายการบินทั่วโลกยื่นล้มละลาย เข่น สายการบิน Thai Airways สายการบิน Flybe และสายการบิน Virgin Australia เมื่อความต้องการน้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมการบินหายไปจากตลาด ราคาน้ำมันก็ต้องขยับลง ราคาเชื้อเพลิงอื่นก็จะขยับลงตาม ทำให้ผู้ผลิต/ขายเชื้อเพลิงประสบภาวะกำไรลดลงหรือขาดทุน เมื่อไม่มีนักเดินทาง ไม่มีงานสัมมนา งานแสดงสินค้า expo และ event ต่างๆ เพราะการใช้ social distancing จัดการกับการระบาด ก็ไม่มีคนเช่ารถ และพักโรงแรม ทำให้กลุ่มธุรกิจให้เช่ารถและโรงแรม/รีสอร์ตทั่วโลกต่างก็ต้องประกาศลด/ปลดพนักงานหรือปิดสาขา ในขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรมมีกลุ่มซัพพลายเออร์ในหลากหลายอุตสาหกรรมซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา เช่น ธุรกิจ catering ธุรกิจจัดงานสัมมนา รวมไปถึงผู้ผลิตของใช้สำหรับห้องพักโรงแรม (toiletries)

สำหรับประเทศไทยนั้น วงผลกระทบต่อเนื่องครอบคลุมไปถึง ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจนวดและสปา ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และโรงพยาบาลเอกชนที่มุ่งให้บริการลูกค้าต่างชาติ ทำให้หลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัว 8-10% ในปี 2563

เกือบทุกภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบเชิงลบจากโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเมื่อคนเรากังวลต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อาจมีความเสี่ยงถึงขั้นตกงาน หรือมีรายได้ลดลง ก็จะพยายามตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และหันมาใช้จ่ายอย่างประหยัด การบริโภคและการใช้จ่าย รวมถึงการลงทุนทั่วโลกย่อมมีการชะลอตัว

การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยลดลง ทำให้มีการปิดกิจการและสาขาของร้านอาหาร ร้านค้า แบรนด์ดังทั่วโลก Starbucks ประกาศปิดสาขาอย่างถาวรถึง 400 สาขา การผลิตสินค้าหรูอย่าง Chanel, Patek Philippe และ Rolex ต่างหยุดลง ในขณะที่ แบรนด์ดังอย่าง Muji, Chevrolet US และ Victoria’s Secret UK ยื่นล้มละลาย และบรรดาบริษัทรถยนต์หลายแห่งประกาศปลดคนงานรวมแล้วหลายหมื่นคน

ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก แบรนด์ดังในต่างประเทศต่างพากันปิดสาขา เช่น Mark & Spencer ปิดสาขาเหลือเพียงแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วหันไปพึ่งการขายผ่านออนไลน์เพื่อลดต้นทุน เช่นเดียวกับ Zara ปิดสาขา 1,200 แห่ง ในขณะที่ Michael Kors กำลังดำเนินการปิดสาขา 150 แห่ง ทำให้ทั่วโลกมีการปลดพนักงานหน้าร้านจำนวนมาก

ธุรกิจอีกประเภทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับกีฬา เมื่อกิจกรรมกีฬา โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนทั้งหลายถูกจำกัดในช่วงการระบาดของโควิด ยอดขายสินค้ากีฬารวมถึงรายได้จากการขายตั๋วเข้าชมการแข่งขันย่อมหายไป ส่งผลต่อผู้ผลิตสินค้ากีฬา อย่างเช่น Nike ซึ่งมีมูลค่าบริษัทรวม 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการเตรียมการในขั้นที่ 2 เพื่อปลดพนักงาน

จำนวนคนว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และในภาวะรายได้ไม่แน่นอนเช่นนี้ การบริหารเงินและความเสี่ยงที่ดีและมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นทั้งในระดับบุคคลและองค์กร คนจะพยายามออมมากขึ้น หรือหาช่องทางลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น การซื้อทองโดยหวังให้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หรือแม้แต่เพื่อเก็งกำไร หรือหันไปลงทุนในตราสารทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนกว่า อย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทมหาชนทั้งหลาย ทำให้ราคาทองคำและตราสารหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อราคาตราสารหนี้เพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยในตลาดจะลดลง

โดยราคาทองพุ่งขึ้นมาประมาณ 25% เมื่อเทียบกับราคา ณ เดือนมกราคม 2563 อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาทองในตลาดโลกสูงขึ้น คือ เงินที่ธนาคารกลางใหญ่ๆ อัดฉีดเข้าระบบไม่มีที่ลง ตราบใดที่ธุรกิจยังค้าขายไม่ดีขึ้น ของค้างสต๊อคมีอยู่มาก การผลิตจะไม่เพิ่มขึ้นเพราะจะยิ่งทำให้สินค้าคงคลังสูงขึ้น เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าระบบการเงินโลกก็จะไม่มีที่ไป เมื่อต้องหนีกลุ่มการผลิต และอสังหาริมทรัพย์ ก็จะหันไปลงทุนในหุ้นหรือทองคำ

แต่ความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นในช่วงวิกฤต ทำให้การลงทุนในหุ้นนับว่าค่อนข้างเสี่ยง ทองจึงเป็นทางเลือกที่นักลงทุนเลือกเพื่อหนีความเสี่ยง (Safe Haven) แต่ราคาทองเองก็มีความผันผวนสูงมากในช่วงวิกฤต ส่วนคนที่ไม่มีเงินออมจะชะลอการซื้อรถหรือที่พักอาศัยในช่วงความไม่แน่นอนเช่นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น เพราะหากตกงานเมื่อไหร่ ก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้ ทำให้ธุรกิจขายรถหรืออสังหาริมทรัพย์ต้องหั่นราคา คนที่มีเงินเก็บก็จะซื้อคอนโดหรือบ้านในช่วงราคาตกเช่นนี้ เพื่อหวังปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร

อย่างไรก็ดี การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นการลงทุนควรคำนึงถึงปัจจัยระยะยาวอื่นๆ ด้วย เช่น จำนวนประชากร ลักษณะการกระจายตัวของประชากร รูปแบบการทำงานและการศึกษาที่เปลี่ยนไปเป็นทำงานและเรียนที่บ้านมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบางประเภทได้รับแรงบวกจากการระบาดของโรค เช่น ธุรกิจ delivery เนื่องจากการสั่งซื้อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และประกันสุขภาพ และธุรกิจสื่อออนไลน์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการเสนอข่าวลงในช่องทางโซเชียลทำได้รวดเร็วกว่าสื่อหลัก

สื่อออนไลน์ มีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นที่กว้างกว่าเพราะพื้นที่ของสื่อออนไลน์นั้นไม่จำกัด ก็จะมีผู้ติดตามที่หลากหลายกว่าเพราะสามารถเลือกอ่านบทความหรือดูคลิปข่าว ประเด็นที่ตัวเองสนใจ และทำให้มีจำนวนผู้ติดตามมากกว่าสื่อหลัก ความได้เปรียบของสื่อออนไลน์ ยังรวมถึง เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น สื่อออนไลน์ทั้งหลายก็แค่หยุดการเผยแพร่ด้วยการลบบทความออกจากหน้าเวบหรือเพจ เนียนๆ เสมือนไม่เคยตีพิมพ์บทความนั้น ต่างจากหนังสือพิมพ์หรือข่าวทีวี ที่หากมีการเสนอข้อมูลผิดพลาด จะไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดด้วยการลบแก้เทปที่ออกอากาศไปหรือเรียกหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารคืนจากผู้อ่าน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความดุเดือดของการแข่งขันในวงการสื่อเพิ่มขึ้นมาก ยอดขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หายไปกว่า 30% มีนิตยสาร หนังสือพิมพ์ปิดตัวมากกว่า 40 แห่ง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้ให้เห็นว่าสื่อหลักทั้งหลายต่างประสบภาวะกำไรลดลงหรือขาดทุนเพิ่มมากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2559 บริษัท Neilsen Thailand รายงานว่า เม็ดเงินโฆษณาของสื่อหลักช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2562 มีมูลค่ารวม 87,034 ล้านบาท ลดลง 0.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวก่อนในปี 2561 โดยเม็ดเงินโฆษณาในสื่อหนังสือพิมพ์ช่วงเดียวกันในปี 2562 นั้นอยู่ที่ 3,893 ล้านบาท ลดลง 22.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2561 เพราะบริษัทส่วนใหญ่หันไปใช้พื้นที่โฆษณาในโลกโซเชียลที่เข้าถึงคนหลายล้านคนแทนการโฆษณาในสื่อหลัก เนื่องจากในปัจจุบัน ประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลากับโซเชียลมากกว่าทีวี นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์

สื่อหลักจึงพยายามปรับตัว ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ของตัวเอง และเมื่อมียอดขายลดลงในช่วงโควิด-19 หนังสือพิมพ์หลายสำนักลดต้นทุนการดำเนินงานด้วยการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ หยุดพิมพ์หนังสือพิมพ์สำหรับวางแผง และหันมาทำสำนักข่าวออนไลน์แบบเต็มตัว เช่น คมชัดลึก โพสต์ทูเดย์ The Nation ทั้งที่สื่อเหล่านี้มียอดการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ติดอันดับ top 3 ในปี 2561-2562 (ข้อมูลจากบริษัท infoquest)

ในส่วนของธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากพฤติ กรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปหลังมีการระบาดของโควิด-19 คือ ธุรกิจผลิตและขายหม้อทอดไร้น้ำมัน และอุปกรณ์ครัวอื่น เพราะคนหันมาทำอาหารทานเองในบ้านมากขึ้น

นอกจากนี้ กิจการอื่นที่มียอดรายรับสูงขึ้นในปีนี้คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับงานศพ ไม่ใช่แค่เพราะมีโรคระบาดเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเราเผชิญโรคร้ายสารพัด มลภาวะทางน้ำและอากาศ บวกกับภาวะความเครียดจากสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงอุบัติเหตุ อุบัติภัย และภัยธรรมชาติที่ถาโถมเข้ามาในปี 2563 นี้

ในวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอค่ะ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การเกิด disruption และ new normal ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก การจะอยู่รอดได้จึงต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมแก่ยุคสมัย สถานการณ์ และปัจจัยทั้งด้านการผลิตและการบริโภค ระบบเศรษฐกิจเหมือนชิงช้าสวรรค์ค่ะ หมุนไปด้วยกันไม่ว่าจะหมุนช้าหรือหมุนเร็ว มีธุรกิจบางประเภทอยู่ในช่วงขาลง และมีบางประเภทอยู่ในช่วงขาขึ้น

แต่ถ้ามีกลไกติดขัดและไม่แก้ไข ชิงช้าหยุดหมุน ทุกๆ ตู้ก็จะหยุดหมุนพร้อมกัน