หน้าแรก คอลัมนิสต์ ควานหา‘อีที’ ...

ควานหา‘อีที’ โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

14.09.20 | 13:00 น.
The Murchison Widefield Array (MWA), a low frequency radio telescope in Western Australia, is seen in this undated aerial view released on September 8, 2020. International Centre for Radio Astronomy Research (ICRAR)/Curtin University/Handout via REUTERS NO RESALES. NO ARCHIVES. THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY.

มนุษย์เราตั้งคำถามถามตัวเองกันมานานนักหนาแล้วว่า ทั่วทั้งจักรวาลอันไพศาลนี้ มีเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอยู่เพียงแค่บนโลกนี้เท่านั้นหรืออย่างไร?

คำถามดังกล่าวบางครั้งยกระดับขึ้นไปอีกระดับหนึ่งด้วยว่า แล้ว “สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญา” แบบเดียวกับ “มนุษย์” บนดวงดาวอื่นๆ เล่า ไม่มีหรืออย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์ของโลกพยายามหาคำตอบให้กับคำถามทำนองนี้ในหลายระดับด้วยกัน มีตั้งแต่การค้นหา “องค์ประกอบ” จำเป็นต่อการมีสิ่งมีชีวิต การค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตระดับเล็กมากแบบเดียวกับสัตว์เซลล์เดียว หรือจุลชีพบนโลก

เรื่อยไปจนถึงการค้นหาเพื่อให้ได้เจอะเจอกับ “สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา” ที่มีขีดความสามารถไม่เพียงแค่เอาชีวิตรอดเท่านั้น หากยังสามารถรังสรรค์วัฒนธรรม และอารยธรรมที่ก้าวหน้าได้

โครงการระดับนานาชาติขององค์การเพื่อการวิจัยทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์แห่งเครือจักรภพ (ซีเอสไออาร์โอ) กับศูนย์เพื่อการวิจัยดาราศาสตร์ด้วยสัญญาณวิทยุนานาชาติ (ไอซีอาร์เออาร์) ของออสเตรเลีย เป็นโครงการประเภทหลังครับ

Advertisement

โครงการที่ว่านี้พยายามมองหาอารยธรรมชั้นสูงของต่างดาวโดยเฉพาะ มีสถาบันวิชาการด้านดาราศาสตร์หลายสิบสถาบันจากหลายประเทศ ร่วมอยู่ในโครงการ โดยมีทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไอซีอาร์เออาร์เป็นแกนหลัก

สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่อารยธรรมทั้งอารยธรรม แต่เป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทีมวิจัยนี้เรียกว่า “ร่องรอยเทคโนโลยี” ตัวอย่างเช่น สัญญาณที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน เป็นต้น

เครื่องมือในการควานหาของพวกเขาคือ กล้องโทรทรรศน์ เมอร์ชิสัน ไวด์ฟีลด์ อาร์เรย์ (เอ็มดับเบิลยูเอ) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งกว้างในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

“เอ็มดับเบิลยูเอ” เป็นกล้องโทรทรรศน์คลื่นความถี่ต่ำแบบ 2 ขั้ว (dipoles) ซึ่งเป็นย่านความถี่ในระดับเดียวกับที่ใช้เพื่อออกอากาศสถานีวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็มบนพื้นโลก เชื่อมต่อกันเป็นตารางครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อสัญญาณเข้ากับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบวิเคราะห์

เป้าหมายลำดับแรกที่ตรวจสอบคือพื้นที่บริเวณใจกลางดาราจักร (กาแล็กซี) ทางช้างเผือก ตรงบริเวณที่เรียกกันว่า กลุ่มดาวใบเรือ หรือ “เวลา คอนสเตลเลชัน” (Vela Constellation)

การ “ควานหา” สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวครั้งนี้กินเวลานาน 17 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้่นที่กว้างขวางในดาราจักร โดยมีดวงดาวอยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าวราว 10.3 ล้านดวง ในจำนวนนี้มีดาวเคราะห์ที่จัดว่าเป็น “ดาวเคราะห์คล้ายโลก” ที่รู้จักกันก่อนแล้วอยู่ด้วย 75 ดวง

ทีมวิจัยบอกว่า นี่เป็นการควานหาสัญญาณอารยธรรมต่างดาวครั้งที่กินเนื้อที่กว้างกว่าเดิม และลึกกว่าที่เคยมีการค้นหากันมาราว 100 เท่าตัวทีเดียว

แต่ผลลัพธ์ยังเหมือนที่ผ่านมา ก็คือยังไม่พบวี่แววใดๆ ของสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมใดๆ ในดวงดาวต่างๆ เหล่านั้น

เชนัว เทมเบลย์ นักดาราศาสตร์จากแผนกอวกาศวิทยา ในสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซีเอสไออาร์โอ กลับบอกว่า การไม่พบ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจใดๆ ทั้งสิ้น

เหตุผลเพราะการควานหาแบบนี้ มี “ตัวแปรที่ไม่รู้จัก” อยู่ด้วยเป็นอันมาก

ตัวอย่างเช่น เราไม่รู้เลยว่า เมื่อใด, อย่างไร, ที่ตรงจุดไหน และด้วยสัญญาณชนิดใด ที่การสื่อสารซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีอารยธรรมอยู่ในดวงดาวอันไกลโพ้นกำลังเกิดขึ้น

สตีเฟน ทินเกย์ หัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ บอกว่า ดวงดาว 10 ล้านดวง ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเทียบกับความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลแล้วนิดเดียว

แค่เทียบกับปริมาณดวงดาวเฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือกซึ่งมีทั้งหมดราว 100,000 ล้านดวง ดวงดาวที่ผ่านการสำรวจครั้งนี้ก็แค่ 0.001 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเท่านั้นเอง

ศาสตราจารย์ทินเกย์ยังคงยืนยันจะควานหาต่อไป เพราะนอกจากจะหลงเหลือพื้นที่ให้สำรวจอีกเยอะมากแล้ว เทคโนโลยีในการสำรวจยังพัฒนารุดหน้าไปเรื่อยๆ อีกด้วย

เพราะในอนาคตใกล้ๆ นี้ เอ็มดับเบิลยูเอก็จะถูกแทนที่ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า อย่าง สแควร์
กิโลเมตร อาร์เรย์ (เอสเคเอ) ซึ่งจะขยายศักยภาพการควานหาให้สูงมากขึ้นไปอีก

ระบบดาวนับพันล้านระบบจะถูกตรวจสอบด้วยเอสเคเอ และวิทยาศาสตร์จะไม่หยุดหาคำตอบให้กับคำถามนี้

จนกว่าจะถึงขีดจำกัด หรือจนกว่าจะรู้แน่ชัดว่า มีหรือไม่มีอารยธรรมต่างดาวกันแน่