หน้าแรก คอลัมนิสต์ ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์การลงประชามติ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

3.08.16 | 11:00 น.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์(แฟ้มภาพ)

หมู่นี้ผู้เขียนมักมีอารมณ์หงุดหงิด (หรือว่ากันภาษาทางอีสานว่า “หนหวย”) ด้วยเรื่องการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมศกนี้” นั่นแหละครับ เนื่องจากดูมีปัญหาวุ่นวายกันไปหมด จนกระทั่งระลึกถึงบทสวดมนต์ตามงานศพในพระอภิธรรม คัมภีร์พระสังคินี ตอนหนึ่งกล่าวจากภาษาบาลีได้ความว่า “บุญกุศลจะเกิดขึ้นทางจิตได้เพราะอาศัยรูปเป็นอารมณ์” ผู้เขียนจึงได้ไปตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯเพื่อไปกราบไหว้ปูชนียวัตถุอันมีพระพุทธรูป โดยเมื่อได้เข้าไปกราบไหว้แล้วย่อมน้อมโน้มให้จิตสงบเยือกเย็นรำลึกถึงพระพุทธคุณก็ค่อยคลายความหนหวยลงไปได้บ้าง

ระหว่างที่ผู้เขียนนั่งชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของความงามที่สงบเยือกเย็นเปี่ยมด้วยพระเมตตาธิคุณขององค์พระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามฯ “พระศรีศากยมุนี” ก็ระลึกถึงเรื่องประวัติศาสตร์การลงประชามติในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผู้เขียนมีโอกาสร่วมด้วยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว

ในช่วงปี พ.ศ.2513 นั้นมีมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นหน่วยงานของทางราชการเพียง 8 แห่ง คือมีมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ 5 แห่งและมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ แห่งละ 1 มหาวิทยาลัย โดยทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการเลือกตั้งคณบดีของคณะวนศาสตร์แบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2513 โดย ดร.สง่า สรรพศรี ได้รับเลือกตั้งเป็นคณบดีคณะวนศาสตร์เป็นคนแรกจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเรื่องการลงประชามติครั้งแรกในมหาวิทยาลัยของไทยใน พ.ศ.2518 นี่ก็สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนได้เป็นอย่างดี

ที่มาที่ไปของการลงประชามติครั้งแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้นเริ่มที่ พ.ศ.2486 โดยในปีนั้นรัฐบาลไทยสมัยที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้สถาปนามหาวิทยาลัยขึ้นทีเดียว 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยทั้ง 3 มหาวิทยาลัยนี้มีลักษณะเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางซึ่งชื่อของมหาวิทยาลัยก็บ่งชัดอยู่แล้วว่ามีลักษณะเฉพาะทางคือ การเกษตร การแพทย์ และศิลปกรรมงานช่างนั่นเอง

ต่อมาใน พ.ศ.2512 ทางมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้ดำเนินเรื่องขอเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยโดยขอพระราชทานนาม “มหิดล” อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ใช้แทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยมหิดลได้สำเร็จซึ่งเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยครั้งนี้มีเหตุผลที่สำคัญคือ เพื่อปรับปรุงให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบเหมือนดังสากลนิยมคือไม่ได้เน้นเพียงแต่วิชาชีพสาขาใดสาขาหนึ่งหากแต่ต้องมีวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์โดยพร้อมเพรียงเพื่ออบรมกล่อมเกลาเหล่านิสิตนักศึกษาให้มีความเป็นมนุษย์ที่รู้รอบตัวไม่เหมือนม้าลำปางที่ต้องมีกระบังติดไว้ด้านข้างตาเพื่อให้มองไปแต่ข้างหน้าเพียงอย่างเดียว

Advertisement

ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันนี้ ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีการเคลื่อนไหวที่จะดำเนินการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยขึ้นจนกระทั่งใน พ.ศ.2518 จึงมีการลงประชามติกันขึ้น โดยหัวข้อการลงประชามตินั้นคือ “จะเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือไม่” เนื่องจากมีผู้เสนอชื่อใหม่ของมหาวิทยาลัยกันหลายชื่อ อาทิ “มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย” “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” เป็นต้น จนกระทั่งคุณอวยชัย วีรวรรณ นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขณะนั้นได้ตั้งเงินรางวัลถึง 50,000 บาท เพื่อประกวดการตั้งชื่อใหม่ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การลงประชามติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2518 นั้นมีการรณรงค์หาเสียงและมีการตั้งเวทีอภิปรายกันอย่างกว้างขวางภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยมผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้นิสิตหยุดเรียนครึ่งวันเพื่อจัดทำประชามติ ในเรื่องนี้ซึ่งกติกาของการลงประชามตินั้นได้แบ่งการลงคะแนนเสียงเป็น 3 สาย คือ

1) สายคณาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

2) สายศิษย์เก่า และ 3) สายนิสิตปัจจุบัน

โดยตัดสินแพ้ชนะกันที่ฝ่ายใดได้คะแนนเสียงมากกว่าใน 2 สายขึ้นไปได้ชัยชนะซึ่งผลของการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนั้นคือ ไม่เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยได้คะแนนเสียงข้างมากจากสายที่หนึ่งและสายที่สอง สำหรับสายที่สาม “ศิษย์ปัจจุบัน (ซึ่งคงอายุ 60 ปีขึ้นไปหมดแล้ว)” โหวตให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยอย่างท่วมท้น

เมื่อผลของประชามติประกาศออกมาแล้วก็ได้รับการยอมรับจากประชาคมของมหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์ ทุกฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่และร่วมมือกันพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนเจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับนับถือในความเป็น “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” ในปัจจุบัน

ครับ ! มาถึงตรงนี้แล้วผู้เขียนจึงตระหนักว่าในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่จะถึงนี้จะมีการลงประชามติทั่วประเทศเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ไทยในหัวข้อเรื่อง “จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นี้” โดยมีใครต่อใครออกมาแสดงจุดยืนต่อที่สาธารณะว่าเขาผู้นั้นจะโหวตอย่างไร ? ผู้เขียนจึงขออนุญาตแสดงจุดยืนของผู้เขียนบ้างซึ่งคงไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด กล่าวคือผู้เขียนเชื่อในคำสอนของ ดร.โกสินทร์ พี่ชายผู้ล่วงลับไปแล้วว่า “โดยหลักความจริงแล้วหากเลือกได้จะไม่มีใครยอมรับการลดลงของสิทธิและผลประโยชน์ของตนที่เคยมีเคยได้อย่างแน่นอน” ซึ่งผู้เขียนได้พิจารณาเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการลงประชามติกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ที่ผู้เขียนเคยขอให้ลูกศิษย์ไปคัดลอกมาส่งเป็นการบ้านเป็นเวลานานนักหนาแล้ว

ผู้เขียนจึงไม่สามารถรับรัฐธรรมนูญฉบับร่างขึ้นใหม่ฉบับ พ.ศ.2559 นี้ได้ครับ