เดินหน้าชน : ใครเข้ามาก็ซวย

17.09.20 | 14:06 น.

 ใครเข้ามาก็ซวย

ผมนั่งค้นข้อมูลตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ บริหารประเทศระหว่างปี 2558-2564 รัฐบาลต้องตั้งงบมาชดเชยการขาดดุล 3,134,257 ล้านบาท หากพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เงินต้นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2558-2564) จะพบว่าชำระหนี้ได้เฉลี่ย 58,435 ล้านบาท/ปี หากนำไปรวมกับหนี้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 วงเงิน 1,000,000 ล้านบาท

จำแนกสถิติการก่อหนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ปี 2558 กู้ 250,000 ล้านบาท ปี 2559 กู้ 390,000 ล้านบาท ปี 2560 กู้ 450,000 ล้านบาท ปี 2561 กู้ 550,000 ล้านบาท ปี 2562 กู้ 450,000 ล้านบาท ปี 2563 กู้โควิด 1 ล้านล้านบาท

หากคำนวณไว้ต้องใช้เวลาถึง 70 ปี จึงชำระหนี้กว่า 4.1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาล บิ๊กตู่Ž ก่อไว้ในช่วง 7 ปีคืนได้หมด

เม็ดเงินที่รัฐบาล ประยุทธ์Ž กู้ไว้จะพบมูลหนี้มหาศาล หากเทียบกับนายกฯ 28 คนก่อนหน้านี้ ที่ก่อหนี้เฉลี่ยคนละ 125,000 ล้านบาท

หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวก่อหนี้มากกว่านายกฯ คนอื่นๆ ถึง 18 เท่า

Advertisement

ในยุคสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เรามียุคโชติช่วงชัชวาล จากนั้นเรามีความหวัง ความฝันว่าเราเข้าสู่ยุคเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ฝันว่าจะเป็นดีทรอยแห่งเอเชีย แม้ไม่เป็นจริง แต่ประเทศก็มีความฝันว่าอนาคตจะเดินไปทางไหน

แต่วันนี้ประเทศไร้ซึ่งความฝัน ความหวัง ไร้ทิศทาง ประเทศที่อยู่ภายใต้นายกฯ คนนี้ ที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าจะเดินไปหนทางใด

รู้อยู่อย่างเดียวว่า วันนี้เรามีนายทหารชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่รับราชการทหารมาตลอดชีวิต ไม่เคยทำมาค้าขาย ในชีวิตขายของได้เงินก้อนใหญ่ชิ้นเดียว คือ ขายที่ดินมรดกมูลค่า 600 ล้าน ต้องมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤตหนักหนาสาหัสที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผมได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่งของ ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ศาสตราภิชานแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านเว็บไซต์ เวย์แมกกาซีน ในบางช่วงบางตอนอาจจะเข้ากับสถานการณ์

อาจารย์รังสรรค์บอกว่า ใครก็ตามที่เข้ามาบริหารเศรษฐกิจตอนนี้คือ ซวยž ถ้าจัดการวิกฤตให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปีได้ ก็ถือว่าโชคดี
แต่ผมคิดว่ามันเกิน 5 ปี แล้วถ้าเกิน 5 ปีเนี่ย เศรษฐกิจมันจะทรุดลงไปอีกมากนะ คุณคงไม่ทราบว่าเวลานี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งกำลังจะล้มละลาย ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ อย่างน้อย 3 ธนาคารกำลังจะล้ม

ตอนแรกที่ผมเห็นนายธนาคารคนหนึ่งลาออก ซึ่งเป็นธนาคารที่เป็นมรดกของเขาเอง ผมก็ไปถาม วีรพงษ์ รามางกูร (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ว่าทำไมเขาจึงลาออก วีรพงษ์บอกให้ผมไปอ่าน financial statement จะเห็นเลยว่าหนี้เสียเยอะมาก และคนที่มาซื้อต่อนี่ก็เซ่อ ซื้อโดยไม่ดู financial statement จึงไม่รู้ว่าธนาคารนี้มีหนี้เสียเยอะ และถ้าวิกฤตยืดเยื้อไป 5 ปี
เราจะมีวิกฤตการณ์สถาบันการเงินครั้งใหญ่ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตŽ

เราจะเห็นว่าเมื่อเวลาทหารขึ้นมาบริหารประเทศ มักจะเป็น นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาž คุณดูสิ ตอนแรกรัฐบาลก็เอา หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ขึ้นมา เสร็จแล้วก็ฆ่าทิ้งโดยการเอา (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) มานั่งค้ำ ทีนี้พอสมคิดแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งแก้ไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกมันเป็นอย่างนี้ เศรษฐกิจโลกดิ่ง ใครเข้ามาก็แก้ไม่ได้ ชุดใหม่ที่เข้ามาก็แก้ไม่ได้ คุณจะเห็นได้ว่าตอนที่เขาขับสมคิดออกไป เขาไปทาบทามหลายคน เช่น วิรไท สันติประภพ หรือ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ทั้งสองคนปฏิเสธหมด เพราะเขารู้ว่ามันแก้ไม่ได้ เข้ามาก็จะทำให้ชื่อเสียงของตนเสื่อมเสีย

อาจารย์มองว่า การกำหนดนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งอยู่มา 6 ปี ปัญหาพื้นฐานก็คือ คนที่เข้ามาบริหารนโยบายเศรษฐกิจไม่มีความรู้ เมื่อไม่มีความรู้ก็แก้ปัญหาลำบาก คนที่มีความรู้ก็ไม่กระโดดลงมา เหตุที่ไม่กระโดดลงมาก็เพราะเห็นตัวอย่างที่รัฐบาลฆ่าขุนพลเศรษฐกิจไปทีละคนสองคน ไม่มีใครกล้าเข้ามาในตอนนี้

พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีขุนพลเศรษฐกิจข้างกาย ไม่มีเลยนะ อยู่มาตั้ง 6-7 ปีแล้ว ไม่เคยไว้ใจใคร ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาด แล้วทหารที่ขึ้นมาบริหารรัฐกิจ ก็รู้เฉพาะเรื่องจากทหาร คุณจะเห็นได้จากการที่เขาจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการซื้ออาวุธเป็นอันมาก ผมไม่อยากพูดว่าการซื้อขายอาวุธได้ผลประโยชน์ยังไง แต่อันนี้เป็นการทำลายผลิตภาพของสังคมเศรษฐกิจ เงินที่ใช้ไปไม่ก่อให้เพิ่มพูนประสิทธิภาพในการผลิต แล้วก็เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

พล.อ.ประยุทธ์มีจิตวิญญาณแบบทหารชัดเจน เอาตัวเป็นใหญ่ ใช้อำนาจเป็นธรรมŽ (คำของป๋วย อึ๊งภากรณ์ หมายถึงใช้อำนาจในทางขู่เข็ญ โดยพลการ)

โกนจา