ในช่วงหนึ่งของชีวิตหลังจากจบการศึกษาใหม่ๆ ได้เข้าไปร่วมงานกับบริษัทหนึ่งในฝ่ายส่งเสริมฝ่ายขายหน้าที่หลักคือให้การสนับสนุนงานขายของบริษัท ซึ่งมีหลายส่วนด้วยกันตั้งแต่งานฝึกอบรมบุคลากร ให้ความรู้ใหม่ๆ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ช่วยประสานกับลูกค้า สร้างความเข้าใจและการรับรู้ในสินค้าที่ขายให้เห็นประโยชน์ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมชุมชนในกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนจัดขึ้น งานส่งเสริมการขายเป็นงานที่เรียกว่า soft sale ซึ่งต่างกับการขายสินค้าโดยตรงที่เรียกว่า hard sale งานส่งเสริมการขายเป็นเรื่องสำคัญของธุรกิจจำนวนมาก เพราะการผลิตสินค้าแต่ละชนิดออกมาใหม่ๆ ผู้บริโภคยังไม่เข้าใจ ไม่รับรู้ ก็จะระมัดระวังในการซื้อสินค้า ยอดขายก็จะไม่เพิ่มขึ้น การกระตุ้นการขายโดยจัดกิจกรรมต่างๆ ทำให้ผู้มุ่งหวังได้รับรู้มีการทดลองใช้จากกลุ่มเล็กๆ ทำให้สินค้ามีโอกาสที่จะขายตัวเองด้วยคุณภาพของตัวสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ
หันกลับมาที่งานของภาครัฐ งานส่งเสริมดูเหมือนจะเป็นงานที่รัฐใช้ในการเสริมงานของหน่วยงานหลักเพราะงานหลักนั้นไม่สามารถเชื่อมต่อกับประชาชนได้โดยตรงหรือทำได้แบบแข็งๆ ไม่ยืดหยุ่น เป็นการใช้อำนาจรัฐมากกว่าด้วยความเห็นชอบของประชาชน งานรัฐที่เป็นงานส่งเสริมมีสองลักษณะ อย่างแรกเป็นเรื่องของการตั้งหน่วยงานขึ้นมาทำงานที่หน่วยงานหลักเอื้อมไม่ถึง ทำให้ขาดช่วงสำคัญ และงานนี้ได้ทวีความสำคัญจนกลายเป็นงานหลักเหมือนหน่วยงานหลัก จะเห็นว่ามีหลายกรมในกระทรวงต่างๆ ที่ทำหน้าที่นี้ มักใช้คำว่า…ส่งเสริม…เป็นคำนำหน้า เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมส่งเสริมสวัสดิการ และอีกมากมายหลายสิบกรมหรือสถาบันที่มีฐานะเทียบเท่ากรม และงานที่หน่วยงานส่งเสริมเหล่านี้ทำก็ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานนั้นเป็นการรับรองอำนาจเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย งานส่งเสริมกลายเป็นงานถาวร
แต่อีกลักษณะหนึ่ง เป็นการส่งเสริมที่ไม่ใช่ถาวรโดยเจตนารมณ์ เพราะมีลักษณะเป็นการกระตุ้นการรับรู้ของประชาชนบางช่วงบางเวลา ซึ่งเมื่อประชาชนรับรู้แล้วก็ควรจะสลายไป แต่ปรากฏว่าหน่วยงานเหล่านี้หลายหน่วยงานกลับเป็นหน่วยงานแบบถาวร โดยไม่จำเป็นสำหรับหน่วยงานหลัก และหนึ่งในนั้นคือระบบสาธารณสุขภาครัฐที่มีหน่วยงานประเภทนี้จำนวนมาก อย่างที่หลายคนขนานนามว่าตระกูล ส. ตั้งแต่ สสส. สปสช. สวรส. สพฉ. และอีกหลาย ส. ที่บางหน่วยงาน
ก็เล็กมากและแทรกตัวอยู่กับหน่วยงานใหญ่หน่วยงานสนับสนุนทางการแพทย์และสาธารณสุขนี้ เมื่อแรกเริ่มเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเรื่องสนับสนุนจริงๆ ไม่ทับซ้อน ไม่ขัดแย้ง ไม่แทรกแซงงานของหน่วยงานหลักของกระทรวงสาธารณสุข แต่พอนานๆ ไปกลับเป็นตรงกันข้าม เข้าไปแย่งงานหลัก ทับซ้อนงานหลัก รวมถึงเข้าไปสั่งการหน่วยงานหลักอย่างไม่น่าเชื่อ
งานของหน่วยงานสนับสนุนเหล่านี้ ใช้งบประมาณจากรัฐ จึงเท่ากับดึงเงินงบประมาณที่ควรจะเข้าสู่หน่วยงานหลักโดยตรง ต้องมาผ่านหรือแบ่งให้หน่วยงานเสริม จึงถือเป็นการถ่วงการทำงานของหน่วยงานหลักโดยตรง งานของหน่วยงานเสริมในระบบสาธารณสุข จึงเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมงานของหน่วยงานหลักของกระทรวงสาธารณสุข แต่กลายเป็นหน่วยงานที่ถ่วงหน่วยงานหลัก โดยดูดซับงบประมาณของกระทรวงไปใช้จ่ายเพื่อการบริหารจัดการองค์กรที่นับวันจะเพิ่มสูงมากขึ้น
หน่วยงานสนับสนุนระบบสาธารณสุขเหล่านี้ ควรจะจบวัฏจักรของการทำงานไปแล้ว แต่เมื่อเป็นกฎหมายและมีงบประมาณ จึงต้องพยายามหางานใหม่ๆ สร้างงานใหม่ๆ ที่บางครั้งก็เกิดคำถามเรื่องการใช้งบประมาณว่ามีความเหมาะสมเพียงไร และคุ้มค่าหรือไม่ แต่ที่เลวร้ายมากกว่านั้นคือ หน่วยงานหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ควรได้รับงบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากรัฐบาลก็ได้รับน้อยลง เป็นผลให้เกิดความขาดแคลนงบประมาณ ต้องเอาเงินบำรุงของโรงพยาบาลมาใช้จ่ายและหมดไปกับการให้บริการประชาชน เกิดการขาดแคลนแพทย์พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์ในทางการแพทย์ ขาดเวชภัณฑ์ที่จำเป็น และเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเบิกจากหน่วยงานสนับสนุนได้ ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานหลัก
ในอดีตนั้น หน่วยงานหลักอาจมีปัญหาการปฏิวัติงานที่ไม่ตรงไปตรงมาของบุคลากรจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิดข้อครหา แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารต้องจัดการ เป็นเรื่องขององค์กรที่ต้องแก้ปัญหา แต่รัฐบาลสมัยนั้นกลับแก้ปัญหาโดยการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทนโดยไม่จำเป็น เพราะเพราะต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนในระบบหลังถูกตั้งในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่าองค์กรอิสระ องค์การมหาชน องค์การรัฐที่ไม่ใช่ราชการ มี พ.ร.บ.จัดตั้ง มีงบประมาณจากรัฐ ไม่ได้มีรายได้ของตัวเองและนับวันจะยิ่งใช้งบประมาณสนับสนุนมากขึ้นทุกปี
เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดระเบียบองค์กรเหล่านี้ สร้างความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ถ้าองค์กรเหล่านี้จะอยู่ได้ก็เพราะมีงานหลักที่รับผิดชอบ ที่หน่วยงานหลักของกระทรวงไม่สามารถทำได้ หรือเป็นการแก้ปัญหาส่วนที่เป็นคอขวดของหน่วยงานหลักอันมีผลสำคัญกับหน่วยงานหลัก ถ้าเป็นเพียงหน่วยงานที่แค่ส่งเสริมสนับสนุนที่ไม่เป็นสาระสำคัญ และหน่วยงานหลักทำได้อยู่แล้ว ก็ควรจะยกเลิกหรือยุบหน่วยงานเหล่านี้ไป เพื่อให้งบประมาณของรัฐลงไปสู่หน่วยงานหลักโดยตรง ความขัดแย้งส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐก็เพราะงานที่ทับซ้อนกัน งานเดียวกันมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และเท่ากับเป็นการแบ่งเค้กงบประมาณ ซอยย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนไม่เหลือพอที่หน่วยงานหลักจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องปฏิรูปจริงจัง
ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

