หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : อำนาจของภาษาและวรรณกรรม สร้างความเป็นไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

4.08.16 | 00:22 น.

การเมืองของภาษาและวรรณกรรม ก่อนเป็นไทย เป็นประเด็นที่ผมรับปาก เชตวัน เตือประโคน ไปพูดคุยสนทนาบอกเล่าสู่กันฟังในงานเปิดตัวหนังสือ ถ้าพอจะเรียกมันว่าบทกวี โดย เวฬุ เวสารัช ที่ร้านหนังสือไรเตอร์ ผ่านฟ้า ตอนเย็นวันเสาร์ 30 กรกฎาคม 2559

คาดคะเนไปเองคนเดียวโดยขาดประสบการณ์ตรง ว่าสถานที่คับแคบ น่าจะคุยกันแบบเพื่อนมิตรสบายๆ ไม่กี่คน ไม่มีปัญหา ไม่เคร่งครัด ไม่เคร่งเครียด

พอใกล้วันที่กำหนดผมต้องเครียด เพราะทบทวนแล้วมีหลักฐานร่องรอยล้นหลาม และหลากหลาย จนตีความได้กว้างขวางเกี่ยวกับอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองของภาษาและวรรณกรรม ทั้งก่อนเป็นไทย และหลังเป็นไทย จึงลงมือเรียบเรียงสั้นๆ ง่ายๆ ตั้งใจจะทำต้นฉบับประกอบ หมายจะพิมพ์แจก

แต่ลงมือไปยิ่งแตกแขนง ในที่สุดใช้การไม่ได้ ทำไม่ทัน เพราะมากเกินคาด แต่เวลาไม่พอ ต้องโน้ตย่อหัวข้อใหญ่ๆ ไปพูดคุยอย่างกว้างๆ

ก่อน 5 โมงเย็น ไปถึงถนนนครสวรรค์ ตรงผ่านฟ้า ยืนรำลึกความหลังครั้งมีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์รุ่นก่อนๆ ตั้งอยู่หลายแห่ง ผมเคยมาสังสรรค์พึ่งพากิจการและเสวนากินเหล้าเมายาหลายปีกับเพื่อนมิตรอาชีพเดียวกัน

Advertisement

ครั้นมองไปทางหน้าร้านไรเตอร์ เห็นคนล้นนั่งริมฟุตบาท เริ่มใจระทึก พบเชตวัน กับหนึ่ง วรพจน์ ผมขอร้องให้เขาพาไปห้องน้ำก่อนเริ่มรายการ เพราะท้องเสียจากกินขนมจีน

พอเปิดประตูเข้าร้านเห็นคนนั่งอยู่แน่น เลยอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เกิดตระหนก อกใจเต้นไม่เป็นส่ำโครมคราม ต้องเดินก้มหน้าตามเขาไป ไม่กล้ามองผู้คน แล้วเลาะลัดเข้าห้องน้ำหลังร้าน เมื่อเสร็จก็ออกจากห้องน้ำยืนทำใจสงบหลบนิ่งๆ ไม่รู้จะรอดไหมคราวนี้?

เพราะหมดแรงจากขี้หลายครั้งจากบ้าน แล้วกลัวขี้แตกอีก

เวรกรรมของผมเองที่ทำตัวไม่ได้ วางตัวไม่เป็น เพราะยังไม่หลุดจากป่า ยังอยู่ในโลกก่อนสมัยใหม่ ไม่กล้าเข้างานสังคม มีสำนึกเป็นผู้น้อยคอยก้มประนมกรตามฐานะไพร่ แต่งานสังคมเป็นของผู้ใหญ่ที่เป็นนาย

ภาษาและวรรณกรรมไทยในระบบการศึกษา ราว 100 ปีที่ผ่านมา เป็นของคนชั้นสูงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ไม่มีลุ่มน้ำอื่น

โลกทรรศน์เรื่องภาษาและวรรณกรรมของไทย จึงหยุดอยู่แค่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่หลอกตัวเองว่าเป็นของในยุคสุโขทัย แล้วหลอกอีกชั้นหนึ่งว่าสุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย

ที่อันตรายมากก็พวกอ้างเป็นผู้พิทักษ์ภาษาและวรรณกรรมไทย แล้วเหยียดภาษาและวรรณกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ล้วนเป็นพวก “มือถือสาก ปากถือศีล   ส้นตีนกระทืบประชาธิปไตย” แต่ไม่มีงานวิชาการ มีแต่อวดเป็นนักวิชาการครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย

ถ้าพอจะเรียกมันว่าบทกวี | ห้วงรำพึงรำพันถึงทุรสมัย |  โดย เวฬุ เวสารัช  (กฤช เหลือลมัย : บรรณาธิการ อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ: ภาพประกอบ) ราคา 160 บาท
ถ้าพอจะเรียกมันว่าบทกวี | ห้วงรำพึงรำพันถึงทุรสมัย | โดย เวฬุ เวสารัช (กฤช เหลือลมัย : บรรณาธิการ อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ: ภาพประกอบ) ราคา 160 บาท

ผมมีร่างเบื้องต้น ไม่ได้พิมพ์แจกในงาน (ของเชตวัน ที่ร้านไรเตอร์) เพราะเขียนไม่จบ  จะเอามาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

การเมืองของภาษาและวรรณกรรม ก่อนเป็นไทย

คนไทย ดูเบื้องต้นได้จากพูดภาษาไทย

ภาษาไทย (ที่มีรากเหง้าจากภาษาไต-ไท) เป็นคุณสมบัติสำคัญ หรือเครื่องบ่งชี้
อย่างหนึ่งในหลายอย่างที่แสดงความเป็นคนไทย

กว่าจะเป็นคนไทย มีพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ไม่มีที่ไม่การเมือง

อำนาจทางการเมืองของภาษาไต-ไท รวมทั้งวรรณกรรมและวัฒนธรรมไต-ไท กระตุ้นและผลักดันให้คนหลายชาติพันธุ์บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ราวหลัง พ.ศ. 1700 รวมกลุ่มแล้วเรียกตัวเองด้วยชื่อสมมุติเดียวกันว่า ไทย, คนไทย, เมืองไทย โดยมีศูนย์กลางอยู่อยุธยา

คนไทยมีที่มาจากวัฒนธรรม ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ไม่มีเชื้อชาติไทยบริสุทธิ์ในโลก เพราะในโลกนี้ไม่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์

คนอยู่ใต้การเมืองตั้งแต่แรกมีคนอยู่รวมกันมากกว่าหนึ่ง แสดงว่าคนอยู่ใต้การเมืองตั้งแต่ในครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอน

งานของคนจึงถูกทำขึ้นด้วยเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ว่าวรรณกรรม หรือจิตรกรรม ประติมากรรม และคีตนาฏกรรม

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำหรือเพิงผาราว 2,500 ปีมาแล้ว มีขึ้นจากระบบความเชื่อในศาสนาผีเพื่อการเมืองการปกครองยุคนั้น

จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ยุคอยุธยา ก็มีขึ้นจากความเชื่อในศาสนาพุทธ เพื่อการเมืองการปกครองยุคอยุธยา

 ภาษาไทย

ภาษาไทย มีรากเหง้าจากตระกูลภาษาไต-ไท

คำว่า ไต-ไท เป็นชื่อสมมุติเรียกกลุ่มภาษาหนึ่ง หรือตระกูลภาษาหนึ่ง ที่มีหลักแหล่งเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณมณฑลกวางสี ทางภาคใต้ของจีน ต่อเนื่องถึงเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ทางภาคเหนือของเวียดนาม

[จ้วง : พี่น้องเผ่าไทยเก่าแก่ที่สุด โดย ศรีศักร วัลลิโภดม มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536, และ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อ้างถึง ศ.วิลเลียม เจ. เกดนีย์ ในหนังสือ คนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง? สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530]

ไต-ไท

ไต-ไท เป็นชื่อของสิทธิ (หรืออภิสิทธิ์) ทางเศรษฐกิจ, การเมือง, และสังคม ที่ได้รับจากเมืองหรือสังคม เป็นสิ่งที่มีทุกชาติพันธุ์ (หรือทุกชาติภาษา) ในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภูมิ)

เช่น เป็นไต-ไท เท่ากับเป็นคน ไม่ใช่ผีหรือสัตว์ ผู้ได้รับสิทธิ์จากสังคมหรือชุมชนให้         ผู้นั้นมีหลักแหล่ง อยู่เป็นที่เป็นทาง (ไม่ร่อนเร่) จึงมีสิทธิ์ใช้น้ำจากแหล่งน้ำและลำธารเพื่อทำนาทดน้ำเหมือนไต-ไทอื่นๆ เป็นต้น

[ในภาษาจ้วง (กวางสี) คำว่า ไต-ไท แปลว่า ดิน, ที่ หมายถึง ที่ดิน (จิตร ภูมิศักดิ์ อ้างถึงงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญชาวจีน ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 587)]

ไต-ไท แปลว่า คน หรือชาว ในสังกัดของเมืองหรือสังคม ย่อมไม่มีอิสรเสรี ไม่เป็นเอกเทศ เท่ากับเป็นไพร่ (ในบางกลุ่มชนสมัยหลังๆ หมายถึงทาส)

ราวหลัง พ.ศ. 2400 โดยอำนาจทางความรู้ของนักค้นคว้าชาวยุโรป ไต-ไทจึงเป็นชื่อเชื้อชาติ, ชนชาติ คนสมัยหลังก็รับรู้ตามตะวันตก แล้วไม่รู้ความหมายเดิม เลยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยาย

[เก็บความโดยสรุปมาเรียบเรียงใหม่จากข้อเขียนของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร]

ไม่ไทย

ก่อนเป็นไทย หมายถึง ก่อน พ.ศ. 1700 มีคนไม่ไทยหลายชนเผ่า หรือร้อยพ่อพันแม่ นานาชาติพันธุ์ พูดภาษาต่างๆ กัน เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เมี่ยน ฯลฯ มีหลักแหล่งปะปนกันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์

กลุ่มพูดไต-ไท ก็มีด้วย แต่ไม่เรียกตัวเองว่า ไทย หรือ คนไทย คงเรียกตามชื่อกลุ่มของตน เช่น ลาว, ลื้อ, ผู้ไท ฯลฯ

อำนาจของภาษาและวัฒนธรรมก่อนเป็นคนไทย

คนไทย มีขึ้นจากการขยายอำนาจทางการเมืองของภาษาไต-ไท และวัฒนธรรมไต-ไท แล้วส่งผลให้เกิดบ้านเมืองไต-ไท ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700

คนพูดภาษาอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เจ๊ก, แขก, มอญ, เขมร, ม้ง, ลาว ฯลฯ ต้องใช้ภาษาไต-ไท และคุ้นเคยวัฒนธรรมไต-ไท หลังจากนั้นบางกลุ่มก็กลายตัวเองเป็นคนไทยลูกผสมร้อยพ่อพันแม่ 

การขยายตัวของคนไต-ไท (ยังไม่ไทย ก่อนเป็นคนไทย) ก็มีพร้อมไปคราวเดียวกันด้วย แต่อำนาจทางการเมืองมีไม่มากเท่าภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท

[สรุปจากข้อเขียนเรื่องนาน้อยอ้อยหนู ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์]

ภาษากลางทางการค้าภายใน

คนทุกชาติพันธุ์ใช้ภาษาไต-ไท แล้วถูกเรียกเป็นชาวสยาม เพราะภาษาไต-ไท เป็นภาษากลางทางการค้าภายในภูมิภาค แล้วแผ่ขยายได้กว้างไกลตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงลงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นภาษาไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน (เมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ) ทำให้ภาษาไต-ไทมีอำนาจทางการเมือง

คนพูดตระกูลภาษาไต-ไท ไม่จำเป็นต้องสังกัดชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะ “โดยทางชีววิทยาแล้วเผ่าพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลยกับภาษา” และ “ภาษาสามารถแพร่กระจายไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยกลไกของประวัติศาสตร์ มากกว่าจะเป็นการย้ายถิ่นแบบ ‘ทารุณ’ โดยการเคลื่อนย้ายประชาชนทั้งหมดราวกับจะปฏิบัติตามความประสงค์ของสมมติฐาน ‘ภาษาสัมพันธ์กับเชื้อชาติ’”

(แอนโทนี่ ดิลเลอร์ “ภาษาตระกูลไท เบื้องหลังแนวคิดแบบอุปลักษณ์” ในหนังสือ คนไทย (เดิม) ไม่ได้อยู่ที่นี่ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2533 หน้า 136-137)

คนไทย

คนไทย หมายถึง คนพูดภาษาไทยและมีอักษรไทย อยู่ในอำนาจทางการเมืองและทางสังคมวัฒนธรรมของรัฐไทย ซึ่งมีศูนย์กลางแรกสุดอยู่บริเวณอยุธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ราวหลัง พ.ศ. 1700

ก่อนหน้านั้นไม่เคยพบหลักฐานว่ามีคนเรียกตัวเองว่าไทย, คนไทย

ขอบเขตคนไทย เหนือสุด ที่อุตรดิตถ์ เหนือขึ้นไปเป็นลาวล้านนา, ใต้สุด ที่เพชรบุรี ใต้ลงไปเป็นแขกมลายู ฯลฯ

อักษรไทย และอักขรวิธี

อักษรไทย คืออักษรเขมรกับอักษรมอญที่ถูกทำให้ง่าย แต่ยิ่งง่ายคืออักขรวิธีง่ายที่สุดในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ (จำจากข้อเขียนของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์)

อักษรไทยและอักขรวิธีเก่าสุดใช้เขียนบนสมุดข่อย ยุคอยุธยา (จำจากงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์) ตัวเขียนสะบัดปลายแบบเล่นหางตามลักษณะเครื่องมือและวัสดุ

หลังจากนั้นจึงมีผู้ปรับปรุงเพื่อใช้สลักหินเป็นตัวเหลี่ยม เพื่อสะดวกงานสลักหิน เช่น ศิลาจารึกรัฐสุโขทัย (มีเค้าอยู่ในพงศาวดารเหนือ)

[ยังไม่จบ พรุ่งนี้เรื่อง อำนาจของภาษาร่าย ในการเมืองยุคแรกเริ่ม]