การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ไม่ว่าผลจะออกมาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ล้วนมีผลต่ออนาคตประเทศไทยทั้งสิ้น
สถานการณ์ภายหลังการลงประชามติจึงเป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์และติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมไทยจะก้าวรุดหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังที่รัฐบาลวาดหวัง หรือยิ่งจะถอยหลังลงคลองมากขึ้น
ความขัดแย้ง แตกแยกที่ยังดำรงอยู่จะคลี่คลายไปหรือยิ่งล่อแหลมนำไปสู่ความร้อนแรงยิ่งขึ้น
เงื่อนไขที่เป็นปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตัดสินใจอย่างไร กับผลการลงประชามติที่ออกมา
เพราะไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีและ คสช.ที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งกำหนดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือนำฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบประกาศบังคับใช้เลย หรือปรับปรุงแก้ไขใหม่เสียก่อนบังคับใช้ต่อไปก็ได้ทั้งสิ้น
ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ หากได้รับความเห็นชอบ ในบทเฉพาะกาลก็ให้อำนาจ คสช.เป็นผู้นำเสนอแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 250 คน คสช.ก็ยังคงมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสมาชิกคอยทำหน้าที่ติดตาม กำกับ รัฐบาลในอนาคต ยิ่งถ้าคำถามพ่วงผ่านการรับรอง จะทำให้วุฒิสมาชิกมีอำนาจประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน กำหนดตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ด้วย
รวมความแล้ว ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการรับรองหรือไม่รับรอง บทบาทอำนาจสำคัญในการกำหนดชะตากรรมประเทศยังอยู่บนบ่าของ คสช.อยู่ดี
คสช.จะเลือกหนทางไหนระหว่าง ประชาธิปไตยในกำกับตามโครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด กับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เปิดเวทีให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนมาทำหน้าที่บริหารประเทศโดยไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์มาพิทักษ์การปฏิรูป อย่างที่กำหนดไว้ ให้ประชาชนผู้มีสิทธิลือกตั้งเป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุม กำกับ เปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหาร ตามกระบวนการทางรัฐสภาปกติ
การวิเคราะห์ผลการลงประชามติล่วงหน้าถึงเหตุผลการรับร่างและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นปัจจัยที่ คสช.ต้องนำมาประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางต่อไป
ว่าไปแล้ว สามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ไม่นับผู้ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงก็คือรับกับไม่รับ
เหตุผลของฝ่ายไม่รับตามลำดับ ได้แก่ 1.เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญถอยหลังลงคลอง ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐราชการมีอำนาจเหนือผู้แทนที่ประชาชนเลือก 2.กระบวนการประชามติ การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเน้นแต่ข้อดีเป็นหลัก 3.ความไม่พอใจต่อวิธีการใช้อำนาจ และท่าทีการแสดงออกของ คสช.ไม่ว่าการเรียกปรับทัศนคติ การใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หยุดปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ
เหตุผลของฝ่ายที่รับร่าง ก็คือ 1.เห็นด้วยกับเนื้อหา เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์ของประเทศที่จำเป็นต้องมีรูปแบบการปกครองพิเศษต่างจากปกติ 2.ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วตามโรดแมปที่ประกาศไว้ 3.กลัวว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติแล้วจะพบกับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า 4.เชื่อถือศรัทธาใน คสช.
สรุปง่ายๆ เหตุผลรองรับการตัดสินใจของ ผู้ใช้สิทธิลงประชามติ ก็ไม่เพียงเท่านี้
ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไปก็คือ ฝ่ายไหนจะมีจำนวนมากกว่ากัน ซึ่งในความเป็นจริงไม่อาจปฏิเสธคณิตศาสตร์การเมืองไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลทางความคิด ความผูกพันกับผู้นำที่มีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้าน
เปรียบเทียบระหว่างพรรคการเมืองและผู้นำตามธรรมชาติในชุมชน ในกลุ่มองค์กรที่สามารถพูดกับชาวบ้านได้อย่างเต็มปากเต็มคำเขารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงด้วยเหตุผลใด กับกลไกรัฐที่พยายามเรียกร้องเชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่ไม่กล้าบอกเต็มปากเต็มคำว่าควรรับหรือไม่ควรรับ ฝ่ายใดมีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวบ้านมากกว่ากัน
คิดหยาบๆ แบบนี้ก็พอมองแนวโน้มผลการลงประชามติได้แล้วว่าน่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิต้องการส่งสัญญาณถึงความต้องการของเขาต่ออนาคตประเทศภายใต้โครงสร้างการเมืองแบบไหน
เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ ผ่านองครักษ์พิทักษ์การปฏิรูป เพื่อเป็นหลักประกันการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือเชื่อว่าภายใต้โครงสร้างการปกครองประชาธิปไตยปกติ ที่เชื่อมั่นการตัดสินใจของประชาชนเป็นหลักต่างหากที่จะทำให้โอกาสก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 น่าจะเป็นความจริงมากกว่า

