บ่อยครั้งที่มีคำถามจากหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงดนตรีว่า “ทุกวันนี้ยังคงมีคนแต่งเพลงคลาสสิกกันอยู่อีกรึเปล่า?” เป็นคำถามที่น่าจะตอบกันยาวๆ แต่หากจะตอบกันสั้นๆ ก็สามารถตอบได้ทันทีว่า “มีซิ” ทุกวันนี้ยังคงมีคนแต่งเพลงคลาสสิกกันออกมาอย่างมากมายต่อเนื่องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งบทเพลงซิมโฟนี, คอนแชร์โต หรือเชมเบอร์มิวสิก (ดนตรีกลุ่มเล็กๆ ในรูปแบบต่างๆ) ซึ่งนี่ก็เป็นสภาพการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นเสมอมานับแต่อดีตเมื่อ 200-300 ปีก่อน มี “นักแต่งเพลง” มากมายทั้งในสมัยบาร็อค (ศตวรรษที่ 17), สมัยคลาสสิก (ศตวรรษที่ 18), สมัยโรแมนติก (ศตวรรษที่ 19) มีนักแต่งเพลงนับร้อยนับพันคนที่แทบจะเดินชนกันในประชาคมดนตรี
แต่แล้วทำไมจึงมีชื่อของนักประพันธ์ดนตรีในศตวรรษที่ 18 (ยุคคลาสสิก) ซึ่งพอจะเป็นที่รู้จักกันหลงเหลือมาถึงในยุคของเราแทบจะไม่ถึง 10 ชื่อ นอกจากไฮเดิน, โมซาร์ท, เบโธเฟน หรือชูเบอร์ตแล้ว เราก็แทบจะไม่ได้ยินชื่อเสียงของใครๆ อื่นอีก ทั้งๆ ที่ยังคงมี “นักประพันธ์ดนตรี” ในยุคนั้นอีกมากมาย
สภาพการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และต่อเนื่องมาจนยุคปัจจุบัน มีนักแต่งเพลงและผลงานเพลงเกิดขึ้นมากมาย แต่จะมีหลงเหลือเป็นจำนวนน้อยนิดที่สามารถเดินทางผ่านกระบวนการคัดกรองโดยธรรมชาติ จนสามารถถือกำเนิดมีชีวิตยืนยาวข้ามกาลเวลา, ยุคสมัยได้
คอนเสิร์ตปิดเทศกาลการประพันธ์ดนตรีนานาชาติครั้งที่ 12 (The 12th Thailand International Composition Festival 2016) บรรเลงโดยวง ที.พี.โอ. (Thailand Philharmonic Orchestra) อำนวยเพลงโดยผู้อำนวยเพลงรับเชิญชาวจีน “ชาง กั๊วะยง” (Zhang Guoyong) ที่บรรเลงผ่านพ้นไปในเย็นวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2559 ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร เป็นตัวอย่างของคำตอบที่เป็นรูปธรรมอันชัดเจนที่ว่า เหตุใดจึงมีนักแต่งเพลงคลาสสิกมากมายในทุกยุคสมัย แต่กลับมีชื่อและผลงานดนตรีของพวกเขา น้อยชิ้นและน้อยชื่อที่หลงเหลือตกทอดมาถึงยุคสมัยของเรา
การนำเอาผลงานดนตรีของนักประพันธ์ดนตรีทั้ง 4 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ออกมาบรรเลงในเวทีเดียวกัน โดยวงดนตรีเดียวกันและในโอกาสเดียวกันนี้ พอจะแสดงคำตอบได้ว่าจะมีผลงานดนตรีที่ยืนหยัดผ่านการยอมรับจากมหาชนและผ่านกาลเวลาไปสู่ผลงานที่เป็นอมตะในอนาคตได้อย่างไร? คำตอบคร่าวๆ ก็คือผลงานดนตรีที่ว่านั้นจะต้องผ่านการก้าวพ้นจากขั้นตอนการทดลองศึกษา สลายรูปแบบตำรา-ทฤษฎีใดๆ ที่เคยร่ำเรียนกันมาในห้องเรียน และกลั่นกรอง, ตกผลึกแสดงออกมาในรูปแบบของศิลปะด้วยตัวของมันเองอย่างแท้จริง
บทเพลง “The Red Violin” ของ จอห์น คอริเกลียโน (John Corigliano) นักประพันธ์ดนตรีอเมริกันร่วมสมัยที่เลือกมาเป็นบทเพลงเอกปิดท้ายรายการนั้น จัดเป็นสุดยอดของรายการอย่างแท้จริง เพียงแค่การฟังในครั้งแรกเราก็สามารถประจักษ์ถึงศักยภาพขั้นสูงทางดนตรีของมันได้โดยไม่ต้องฟังซ้ำ เป็นตัวอย่างของผลงานดนตรีที่ชี้ชะตาอนาคตของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งคำวิจารณ์, การพยากรณ์ชี้ชะตาจากบรรดาเซียนหรือนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลใดๆ (แบบนี้เองที่คู่ควรแก่คำว่า “เหนือคำวิจารณ์”)
แน่นอนที่สุดนี่คือบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเพลงหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 21 อันสามารถนำไปเทียบเคียงได้กับไวโอลินคอนแชร์โตอมตะ 5 บทในอดีตอย่างแท้จริง (ไวโอลินคอนแชร์โตของเบโธเฟน, บรามส์, ไชคอฟสกี, เมนเดลโซห์น และมักซ์ บรูค)
ผลงานของนักประพันธ์ดนตรีทั้ง 4 คน ที่นำมาบรรเลงในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าผลงานดนตรีคลาสสิกที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ก็มีหลักเกณฑ์เหมือนๆ กับบทเพลงคลาสสิกในอดีตนับแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา กล่าวคือมีความชัดเจนในทุกๆ องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องและมีเหตุผลในเนื้อหา, ใจความทางดนตรี ทั้งนี้ก็เพราะดนตรีเป็นศิลปะที่มีความเป็นนามธรรมสูงสุดในตัวของมันเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว (เป็นเสียงที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างไร้ตัวตน) นับเป็นหน้าที่ของศิลปินที่จำต้องสร้างมันให้มีความเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด (ตามแบบฉบับของศิลปินแต่ละคน) เพื่อที่ว่ามันจะสามารถสื่อถึงความรู้สึก
และที่สำคัญก็คือ สื่อถึง “สาร” ที่ต้องการจะส่งไปถึงผู้ชมให้ได้ มิฉะนั้นแล้วมันจะกลายเป็นเพียงเสมือนกับ “เสียงว่างๆ” หรือ “ดนตรีว่างๆ” ที่หาสาระและจับต้องไม่ได้ สื่อถึง “สารทางดนตรี” ได้ไม่ชัดเจน ซึ่งเรามีบทเรียนทางดนตรีมานับแต่ศตวรรษที่ 18 ในอดีตเรื่อยมาว่า ผลงานดนตรีคลาสสิกหลายเพลงที่ไม่สามารถยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้แบบบรรดา “ผลงานชิ้นเอก” ทั้งหลาย ก็เพราะผลงานเหล่านั้นขาดความชัดเจนในการสื่อสารทางศิลปะดนตรีกับผู้ฟังนั่นเอง (ว่ากันไปแล้วศิลปะทุกแขนงที่จะประสบกับความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมันสามารถสื่อสารกับผู้ชมได้เต็มที่เท่านั้นเอง เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแท้จริงแล้วศิลปะก็คือ การสื่อสารชนิดหนึ่งนั่นเอง)
นับแต่บทเพลงแรกที่เปิดรายการในครั้งนี้คือ “บทเพลงแห่งความฝัน” (Dreamsongs) สำหรับบรรเลงเดี่ยวเชลโล ร่วมกับวงออเคสตรา ผลงานของ แอรอน เจย์ เคอร์นิส (Aaron Jay Kernis) บรรเลงเดี่ยวเชลโลโดย อัลวิน หว่อง (Alvin Wong)
บทเพลงนี้แสดงถึงการทดลองทางการผสมสีสันทางเสียงใหม่ๆ ขึ้นมา ราวกับเป็นห้องแล็บวิทยาศาสตร์ทางเสียง เราได้สัมผัสกับเทคนิคทางเสียงอันหลากหลายน่าทึ่ง เช่นการให้เชลโลบรรเลงโต้ตอบกับระนาดฝรั่งไวบราโฟน (Vibraphone) ที่ไม่น่าจะเข้ากันได้แต่กลับให้สีสันทางเสียงที่น่าสนใจและดึงดูดความสนใจเราได้มาก, การดีดสายโต้ตอบกันระหว่างเชลโลและดับเบิลเบสอย่างจริงจังด้วยสำนวนลีลาใหม่ๆ ในการบรรเลงเครื่องสายเสียงต่ำแบบที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยนัก หากแต่ในด้านความสัมพันธ์ทางเนื้อหาใจความทางดนตรีนั้น ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ราบรื่น, ไม่สมเหตุสมผลในการเชื่อมต่อเนื้อหาต่างๆ เข้าด้วยกัน
เราจึงสัมผัสได้ถึงตะเข็บและรอยต่อของเนื้อหาทางดนตรีที่ยังไม่เรียบร้อยนัก
บทเพลงที่สองของรายการคือเปียโนคอนแชร์โตที่มีชื่อว่า “ผู้จุดประกาย” (Luminary) โดย ณรงค์ ปรางค์เจริญ ที่เพิ่งจะนำออกแสดงรอบปฐมทัศน์ผ่านไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ถูกนำออกมาบรรเลงซ้ำในครั้งนี้ จากฝีมือของนักเปียโนคนเดิม คริสโตเฟอร์ จันวอง แม็คคิแกน (Christopher Janwong McKiggan) มิได้จะหลับหูหลับตาเชียร์คนไทยด้วยความคลั่งชาติ แต่ขอยืนยันว่าบทเพลงนี้ของณรงค์ มีศักยภาพทางดนตรีที่สูงมากอยู่ในตัวเอง แม้จะเต็มไปด้วยชั้นเชิงทางดนตรีอันซับซ้อนแต่เขาสามารถนำเสนอมันได้อย่างกระจ่างชัดสมเหตุสมผล ณรงค์สามารถใช้เสียงเบาราวกับการกระซิบ สะกดให้ผู้ชมทั้งโรงพากันนิ่งเงียบเพ่งความรู้สึกไปที่เสียงดนตรีด้วยสมาธิที่จดจ่ออย่างเข้มข้นได้ แบบที่ไชคอฟสกีใช้สะกดผู้ชมในท่อนแรกของซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pathtique) มาแล้ว
มิใช่ว่านักแต่งเพลงทุกคนจะใช้มุก “เสียงกระซิบ” เช่นนี้แล้วจะประสบผลสำเร็จไปได้ทุกราย มันจะเกิดสัมฤทธิผลเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อ มันถูกจัดวางอย่างถูกที่ถูกตำแหน่ง ด้วยความสัมพันธ์ทางเนื้อหาและอารมณ์อันต่อเนื่อง มันคือระดับขั้นที่เรียกว่า “ศิลปะ” อย่างแท้จริง ผมเองแม้จะเพิ่งฟังบทเพลงนี้ผ่านไปได้เพียงเดือนเดียว แต่การมาฟังซ้ำครั้งที่สองนี้ก็พบกับศักยภาพใหม่ๆ อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในบทเพลง ซึ่งเราเก็บได้ไม่หมดในการฟังครั้งแรก เสมือนกับงานศิลปะที่ดีทั้งหลายที่เมื่อเราได้ชมซ้ำ, ฟังซ้ำ หรืออ่านซ้ำแล้วก็จะยิ่งพบรายละเอียดภายในที่เก็บซ่อนไว้มากขึ้นๆ
บทเพลงที่สามของรายการคือ “Four Angels” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “จตุรเทพ”) บทเพลงคอนแชร์โต สำหรับพิณฮาร์พและวงออเคสตรา ผลงานของ มาร์ค อดาโม (Mark Adamo) นักประพันธ์ดนตรีอเมริกัน บรรเลงเดี่ยวพิณฮาร์พโดย “ชาง เสี่ยวหยิน” (Zhang Xiao-Yin) บทเรียนอันสำคัญจากบทเพลงนี้เห็นจะได้แก่ การอ้าง หรือหยิบยกแรงบันดาลใจอันสูงส่ง (โดยเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การคารวะหรือศาสนา) มาเป็นหลักที่ตั้งไว้อธิบายเนื้อหาศิลปะนั้น แต่แล้วพลัง, เนื้อหาในตัวศิลปะนั้นเองกลับมีไม่มากพอหรือยังไม่ชัดเจน, คู่ควรที่จะมาทาบกับเนื้อหาที่ตัวศิลปินอ้างอิง
ในที่นี้ มาร์ค อดาโม หยิบยกเทพชั้นสูงจากศาสนาโบราณในแถบโลกตะวันออกไปจนถึงพระนางมารี มาเป็นแรงบันดาลใจ อ่านคำบรรยายเพลงแล้วก็ชวนให้น่าทึ่งจนเกิดความรู้สึก, สำนึกทางศาสนาอันน่าสักการะที่ตั้งไว้ในใจล่วงหน้า แต่เมื่อได้ฟังบทเพลงเข้าจริงๆ แล้วก็กลับไม่สามารถขยายแนวคิดและแรงบันดาลใจ (อันศักดิ์สิทธิ์) ที่ตั้งไว้ได้เพียงพอ แน่นอนที่สุดในตัวบทเพลงยังคงเป็นการทดลองทางการผสมสีสันทางเสียงใหม่ๆ ขึ้นมาแบบดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยทั้งหลาย อาทิ การบรรเลงแบบรูดสาย (Glissando) ในหมวดเครื่องสายในท่อนที่สอง ซึ่งมีลักษณะดนตรีอันโฉบเฉี่ยวไป-มา (แบบดนตรี Scherzo) ในกลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instrument) ซึ่งเขาบอกว่าบรรยายถึงเทพ Sraosha ในศาสนาโบราณแถบเปอร์เซีย
หรือในท่อนที่สามที่เสียงกลุ่มไวโอลินบรรเลงในจังหวะช้าๆ ในความรู้สึกหลอนๆ และรางเลือนที่เขาบอกว่าบรรยายถึงพระแม่มารี และในท่อนสุดท้ายที่บรรยายถึงเทพนักรบ Mik’hail ซึ่งดนตรีมีลักษณะคล้ายการควบม้า โดยที่แนวเดี่ยวพิณฮาร์พบรรเลงดนตรีที่ฟังดูเนิบนาบ จนมีลักษณะเสมือนมีกระสวนจังหวะสองแบบเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ลักษณะดนตรีควบม้าของเขาฟังดูเร็วแรงเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับดนตรีควบม้าจาก William Tell Overture ของรอสสินี (G.Rossini) นี่จึงเปรียบเสมือนม้าหนุ่มตัวใหม่ที่วิ่งได้เร็วและแรงกว่า “ม้าสงครามแก่” (Old Warhorse = คำเปรียบเปรยเพลงคลาสสิกที่ฟังกัน, บรรเลงกันซ้ำแล้วซ้ำอีก)
นับได้ว่าเราได้เห็นการสร้างสรรค์ศิลปะทางเสียงใหม่ๆ อยู่ไม่น้อยในบทเพลงนี้ ปัญหาจึงไปตกอยู่ที่ว่าเขา (มาร์ค อดาโม) ไปเขียนคำบรรยายเพลงและอ้างถึงแรงบันดาลใจในระดับเทพแห่งศาสนาอันสูงส่ง มันจึงเป็นเสมือนพันธกิจ เป็นคำสัญญาทางศิลปะที่ยิ่งใหญ่สูงสุด แต่ตัวผลกระทบจากเสียงดนตรี (Sound Effect) ที่เขาเขียนขึ้นมามันยังไปไม่ถึงขั้น “ขนลุก” หรือ “ตื่นตะลึง”
กรณีนี้คำบรรยายเพลงจึงไปลดทอนความสำเร็จทางดนตรีให้ลดน้อยถอยลงอย่างมิได้ตั้งใจ การกล่าวอ้างถึงแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในเชิงความเชื่อระดับนี้เคยมีตัวอย่างอันคู่ควรได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในวรรณกรรมดนตรีคลาสสิกแห่งศตวรรษที่ 20 นั่นก็คือบทเพลง “เชโลโม” (Schelomo หรือกษัตริย์โซโลมอน ของชาวฮีบรูโบราณ) สำหรับเชลโลและวงออเคสตราของ เออร์เนสท์ บลอค (Ernest Bloch) ซึ่งใช้เสียงซอเชลโลแสดงบทบาทของกษัตริย์โซโลมอนและวงออเคสตราที่เสมือนพสกนิกรชาวฮีบรูของพระองค์
นั่นคือตัวอย่างของความสำเร็จในการกล่าวอ้างถึงแรงบันดาลใจอันสูงส่งที่มีศิลปะการสร้างสรรค์ทางเสียงมารองรับตอบสนองได้อย่างคู่ควรกันอย่างแท้จริง
และแล้วก็มาถึงบทเพลงเอกลำดับสุดท้ายของรายการ “The Red Violin” หรือไวโอลินคอนแชร์โต ของ จอห์น คอริเกลียโน นักประพันธ์ดนตรีอเมริกันร่วมสมัย ในครั้งนี้บรรเลงเดี่ยวไวโอลินโดย จอฟเฟรย์ เฮิร์ด (Geoffrey Herd) ผลงานชิ้นนี้อยู่ในระดับ “เซียนเหยียบเมฆ” อย่างแท้จริง เซียนคือผู้บำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนานจนบรรลุอิทธิฤทธิ์ขั้นสูง สามารถเดินเหินอยู่บนก้อนเมฆที่เป็นเพียงกลุ่มก้อนไอน้ำที่ล่องลอยอยู่เสมือนกับไร้น้ำหนัก และเซียนก็จะเดินอยู่บนก้อนเมฆนั้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้
จอห์น คอริเกลียโน สำแดงศิลปะการประพันธ์ดนตรีที่สมกับคำว่าเหนือชั้นอย่างแท้จริง หลักการทางการแต่งเพลงหรือฉันทลักษณ์ทางดนตรีที่อยู่ในตำราการแต่งเพลงทั้งหลาย ได้รับการประยุกต์ใช้และย่อยสลายกลายเป็นผลงานในขั้นศิลปะอย่างสมบูรณ์แบบ เสมือนขงเบ้งและโจโฉ (หรือบรรดาขุนพลแม่ทัพทั้งหลาย) ที่ต่างก็ร่ำเรียนตำราพิชัยสงครามของซุนวูมาด้วยกันทั้งนั้น
หากแต่ซุนวูก็แนะนำไว้เองว่าบรรดาหลักการทั้งหลายในตำราพิชัยสงครามที่ท่านเขียนขึ้นนั้น เมื่อนำไปใช้จริงควรต้องประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์จริงในสมรภูมิ อย่าได้ใช้หลักการในตำราของท่านไปตามตรง, ตามตัวอักษรแบบที่ท่านเขียนไว้ ซึ่งหัวใจแห่งการประยุกต์ใช้ตำราพิชัยสงครามนี้ ขงเบ้งดูจะแตกฉานมากที่สุด สามารถนำเอาหลักการที่เขียนไว้ในตำราของซุนวูนี้มาประยุกต์ใช้ซ้อนกลหลอกให้แม่ทัพอย่างโจโฉ หรือสุมาอี้ ต้องเข้าใจผิดเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิจริง ต่างคนต่างก็เรียนมาในตำราเล่มเดียวกันแท้ๆ หากแต่ขงเบ้งดูจะเป็นผู้เดียวกระมังที่อยู่ในระดับ “ฉีกตำราทิ้ง” และนำหลักการในตำรา (ที่ฉีกทิ้งไปนั้น) มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมเป็นธรรมชาติ, ลื่นไหลและยืดหยุ่นได้มากที่สุด
นี่คือตัวอย่างของความสำเร็จจากการนำ “หลักวิชาการ” มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริงในวิถีชีวิตจริง ความน่าเบื่อหน่ายของคำว่าวิชาการก็คือการนำหลักการมาใช้ปฏิบัติตามไปทุกตัวอักษรในตำราโดยไม่ได้สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงแต่อย่างใด
ไวโอลินคอนแชร์โตบทนี้ของ จอห์น คอริเกลียโน คือตัวอย่างอันชัดเจนในการย่อยหลักการแต่งเพลงให้กลายมาเป็นบทเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยแสดงให้เห็นชัดอีกว่า เขาก้าวเลยผ่านระดับขั้น “การทดลอง” หรือ “การแสวงหา” มาอย่างสมบูรณ์แล้ว ด้วยใจความหลักทางดนตรี (Motif) ใหญ่ๆ สองใจความ คือ โมทิฟ “Chaconne” ที่มีเพียง 5 พยางค์ และแนวทำนอง Anna’s Theme อันไพเราะกินใจแบบสำนวนดนตรีโรแมนติก เขาใช้เพียงสองใจความนี้เป็นหลัก โดยเพิ่มแนวทำนองอื่นๆ แทรกเข้าไปในท่อนต่างๆ บ้างแต่ก็ไม่มากนัก
ทุกครั้งที่ใจความหลักทั้งสองนี้ย้อนกลับมามันเต็มไปด้วยความหมายและการพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่ง เขายังคงใช้หลักแนวคิดอันอมตะในการแต่งเพลงคลาสสิกนั่นก็คือ ไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อหาหลักมากมาย ใช้เพียงใจความสั้นๆ แต่ต้องประยุกต์ใช้พัฒนาให้ได้อย่างหลากหลาย น่าสนใจ นำมาใช้ซ้ำอย่างเต็มไปด้วยความหมาย, ซ้ำเพื่อสร้างเอกภาพให้กับดนตรีทั้งเพลง (ตลอดเกือบ 40 นาที) หลักการนี้ดูเสมือนเป็นหัวใจสำคัญที่นักแต่งเพลงคลาสสิกทุกยุคสมัยต่างประจักษ์ดี และยังเป็นเสมือนเงื่อนไขสำคัญในการบ่งชี้ถึงความสำเร็จทางผลงานดนตรีที่เขาจะได้รับตามมา
บทเพลงนี้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะดนตรีประกอบภาพยนตร์คลาสสิก “The Red Violin” ที่ออกฉายทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ.2540 ภาพยนตร์สำหรับผู้รักดนตรีทุกคนที่จะต้องได้รับชม จนมีคำกล่าวกันว่า “ต่อให้ตาบอด ยังต้องไปดูหนังเรื่องนี้” (เพราะดนตรีประกอบภาพยนตร์อันยิ่งใหญ่ ของจอห์น คอริเกลียโน นี่เอง) เขาใช้ใจความหลักเล็กๆ สองใจความนี้ในการสร้างดนตรีประกอบภาพยนตร์อันยิ่งใหญ่ตลอดราว 3 ชั่วโมง และต่อมาก็ใช้ใจความดนตรีทั้งสองนี้มาประยุกต์ขยายเป็นไวโอลินคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกบทหนึ่ง
ใครจะไปรู้ต่อไปในอนาคตมันอาจถูกนำไปขยายต่อและพัฒนาเป็นละครโอเปรา (Opera), นำไปสร้างเป็นผลงานจิตรกรรม (Visual Art) หรือนำไปประยุกต์สร้างเป็นบัลเลต์ (Ballet) อีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ได้
บทละครโรเมโอและจูเลียต (Romeo&Juliet) ของวิลเลียม เช็คสเปียร์ พิสูจน์มาแล้วว่าต้นกำเนิดจากวรรณกรรมบทละครนี้ส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อวงการดนตรีในอีกราว 300 ปีต่อมา นำพาให้เกิดศิลปะการแสดงใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย ทั้งบัลเลต์, อุปรากรหรือภาพยนตร์ และการแสดงร่วมสมัยฉบับใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้
ศิลปะที่ยิ่งใหญ่บางครั้งก็ถือกำเนิดจากแนวคิดเล็กธรรมดาๆ หากแต่ได้รับการพัฒนาขยาย, เติบโตหรือแพร่พันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางราวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในการพัฒนาสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ไวโอลินคอนแชร์โตของจอห์น คอริเกลียโน ที่นำมาบรรเลงเพียงครั้งแรกในเมืองไทยนี้ก็คงพอจะอธิบายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งเทียบเคียงได้กับปรากฏการณ์ทางศิลปะอันยิ่งใหญ่ดังที่ได้กล่าวมานั่นเอง

