สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อวานนี้ 24 กันยายน 2563 คือวันนัดหมายชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2563 ให้ร่วมชุมนุมกันอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่ทำการสัปปายะสภา สี่แยกเกียกกาย วันนี้ทราบกันแล้วว่า เหตุการณ์คืบหน้าอย่างไรกับกระบวนการต่อต้านเผด็จการ พัฒนาประชาธิปไตยจากกลุ่มเยาวชนและประชาชนคัดค้านเผด็จการ

การชุมนุมเมื่อครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลและผู้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย ดูเหมือนจะเข้าใจธรรมชาติของการชุมนุมกว่าทุกครั้ง ประกอบกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพยายามสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย 3 ข้อหลัก คือขอให้รัฐบาลหยุดการคุกคามประชาชน จัดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรี

รวมทั้งข้อเรียกร้องเงื่อนไข 10 ประการในการปรับแก้ส่วนที่เกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าอาจปรับแก้ได้บางประการ

ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายรักษาความสงบ และรัฐบาลต่างประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง ทั้งยังกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพกพาอาวุธในการรักษาความสงบ ให้ดูแลผู้ชุมนุมดุจลูกหลาน การชุมนุมครั้งนี้จึงไม่เกิดความรุนแรง ทั้งการพูดจาปราศรัยและความรุนแรงอื่นอันจะก่อให้เกิดการปะทะกันไม่ว่าระหว่างผู้ชุมนุม ผู้ต่อต้านการชุมนุม โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนการชุมนุมเมื่อวานนี้ (24 กันยายน) เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรมิอาจทราบได้ล่วงหน้า แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นแล้วทั้งเมื่อครั้งก่อน และเมื่อวันที่ 19-20 กันยายน ที่ “แกนนำ” และผู้เข้าร่วมชุมนุมต่างรู้จุดมุ่งหมายและเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการอย่างไร อย่างน้อยประเด็นสำคัญ 2 ประการ คือการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยของประชาชน และปรับปรุงข้อเสนอ 10 ประการให้เป็นปัจจุบัน โดยไม่เป็นการล่วงละเมิดสถาบัน เพื่อให้ทั้งราชาและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ในลักษณะ “ราชประชาสมาสัย” ไม่ให้มีลักษณะรัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างในการคุกคามประชาชน

ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมการชุมนุมทุกฝ่ายมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้เกิดความสงบ หากในการชุมนุมทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องเรื่องอะไร จากใคร โดยเฉพาะจากรัฐบาล ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจร่วมกันว่า ชุมนุมเรียกร้องโดยสงบและปราศจากอาวุธ คือสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ระบอบประชาธิปไตยย่อมประกันและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความเสมอภาคของบุคคลเป็นพื้นฐาน โดยไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นไม่ว่าด้วยกรณีใดทั้งสิ้น

ทั้งเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นั้น เป็นไปเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นทางรัฐสภา ทางคณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

เพราะทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย และทรงพระราชอำนาจอื่นตามรัฐธรรมนูญกำหนด รวมทั้งทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ถวายความเห็นในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นั้นคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีสถานภาพตามรัฐธรรมนูญกำหนดทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองเป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 24

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม 25ก.ย.2563 : ‘วันนั้น’ย่อมสำคัญ
บทความถัดไปบูมเมอร์พม่ากับรัฐแบบผู้ใหญ่สอนเด็ก