ในการลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 หรือไม่ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550
ผลที่ปรากฏคือ
จากผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งสิ้น 45,092,955 ราย ออกมาลงคะแนน 25,978,954 ราย
คิดเป็นร้อยละ 57.61
ในจำนวนนี้เป็นการลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ 14,727,306 ราย ไม่รับ 10,747,441 ราย
และเป็นบัตรเสีย 504,207 ใบ
และจากทั้งประเทศ มีจังหวัดที่ลงมติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จำนวน 23 จังหวัด
อันได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงราย เลย มุกดาหาร อุบลราชธานี มหาสารคาม นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองคาย และสุรินทร์
ทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อันเป็นฐานเสียงที่แน่นแฟ้นของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ครั้งยังเป็นไทยรักไทยและพลังประชาชนมาแต่เดิม
คะแนนไม่รับในแทบทุกจังหวัดมากกว่าคะแนนรับตั้งแต่ระดับเฉียดฉิวไปถึงระดับเท่าตัว
กระนั้นบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มี “ขั้วอำนาจ” อื่น หรือหลายขั้วการเมืองอยู่ด้วยกัน
คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญก็มากกว่าคะแนนไม่รับ
เช่น
บุรีรัมย์ รับ 305,495 ไม่รับ 247,976
นครราชสีมา รับ 617,585 ไม่รับ 426,358
แต่หากเปรียบเทียบกับพื้นที่ซึ่งคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญชนะคะแนนไม่รับ
คะแนนในภาคเหนือและภาคตะวันออก
เฉียงเหนือด้อยประกายลงไปในทันที
เพราะในพื้นที่ “ชูโรง” ของฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น
คะแนนที่ชนะกันเป็นไปอย่าง “ถล่มทลาย”
ในกรุงเทพมหานคร จำนวนผู้ลงคะแนน “รับ” อยู่ที่ 1,482,614 มากกว่าคะแนน “ไม่รับ” 774,336 อยู่เท่าตัว
ในบางพื้นที่ของภาคใต้ คะแนนรับมากกว่าคะแนนไม่รับถึงสิบเท่าตัว
อาทิ
สงขลา 529,513 ต่อ 46,607
กระบี่ 156,326 ต่อ 15,640
สุราษฎร์ธานี 362,120 ต่อ 32,024
และนครศรีธรรมราช 507,448 ต่อ 42,900
คำถามที่อยู่ในใจของคนส่วนใหญ่วันนี้ก็คือ
ผลการลงประชามติ 2559 จะซ้ำรอยเดียวกันกับประชามติ 2550 หรือไม่
เมื่อบรรยากาศและสภาพแวดล้อมหลายประการเปลี่ยนแปลงไป
ประการหนึ่ง พรรคเพื่อไทยที่แสดงบทบาทน้อยยิ่งในประชามติ 2550
วันนี้คึกคักและดาหน้ากันออกมาแสดงจุดยืน “ไม่รับ” อย่างเต็มปากเต็มคำ
การ “เบ่งกล้าม” ของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อฐานเสียง-โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งครั้งที่แล้วออกมาลงคะแนนกันอย่าง “เสียไม่ได้” ในระดับไม่เกินร้อยละ 60 แทบทุกจังหวัด
ให้คึกคักและเข้มแข็งตามไปด้วยหรือไม่
ประการหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเต็มตัว
ในวันนี้ภาวะ “เสียงแตก” ที่เกิดขึ้นระหว่างนายชวน หลีกภัย กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฝ่ายหนึ่ง กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำม็อบนกหวีดทั้งหลายอีกฝ่ายหนึ่ง
จะส่งผลอย่างไรต่อการลงคะแนนของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคใต้
ประการหนึ่ง คือบทบาทของบรรดาอาจารย์ นักวิชาการ นักคิด นิสิตนักศึกษา และนักเคลื่อนไหวทางสังคมแล้ว
แม้ว่าบรรยากาศก่อนการลงประชามติ 2559 จะเข้มเครียดขมึงเกลียวมากกว่าบรรยากาศการลงประชามติ 2550
การเคลื่อนไหวของบรรดาอาจารย์
นักวิชาการ นักคิด นิสิตนักศึกษา และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ก็ยังคึกคัก เอาจริงเอาจังไม่น้อยไปกว่าครั้งก่อน
การถูกจับกุมคุมขังไม่มีผลในทางหยุดยั้งการเคลื่อนไหว
มีแต่จะยิ่งทำให้กระบวนการคัดค้าน-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในความสนใจ
ประการหนึ่ง ปฏิกิริยาและแรงกดดันจากต่างประเทศในปี 2559 หนักหน่วงกว่าในปี 2550 ชนิดเทียบกันไม่ได้
เป็นปฏิกิริยาที่รัฐบาล และ คสช. รับรู้อยู่แก่ใจ
แต่ไม่สามารถป่าวประกาศออกจากปากได้
น่าสนใจว่าความเป็นปึกแผ่นทางทหาร และการใช้อำนาจอย่างกว้างขวางของ คสช. ซึ่งมากกว่าคณะรัฐประหารไหนๆ ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา
จะมีผลให้การทำประชามติ-โดยเฉพาะการผลักดันให้ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่
คนอื่นๆ กลุ่มอื่นในสังคมยังโอนอ่อนตามความต้องการของ คสช. อยู่อีกหรือไม่
และความเป็นปึกแผ่นที่ดูน่าเกรงขามจากภายนอกนั้น ยังผนึกแน่นเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไม่สามารถแยกออกได้หรือไม่
เหล่านี้คือปัจจัยที่มีส่วนตัดสินว่า ผลการลงประชามติ 7 สิงหาคมจะออกมาในทิศทางใด
รับหรือไม่รับ

