ที่เห็นและเป็นไป : การเมืองหลัง ‘คืนหลอกลวง’

ที่เห็นและเป็นไป : การเมืองหลัง ‘คืนหลอกลวง’

เมื่อการประชุมรัฐสภาในคืนวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา หลังอภิปรายยืดยาวกัน 2 วัน 2 คืนว่าควรจะรับหลักการ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทั้ง 6 ฉบับที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาล 1 ฉบับ และฝ่ายค้าน 5 ฉบับหรือไม่ โดยมีการเสนอซ้อนเข้ามาให้รัฐสภาโหวตว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อน 1 เดือนหรือไม่

และคะแนนเสียงที่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการมีมากกว่า อันหมายถึงให้เลื่อนการลงมติรับหลักการหรือไม่ ออกไปก่อน

เสียงประณาม “รัฐสภาหลอกลวง” ก็ดังตะเบ็งเซ็งแซ่จากทั่วสารทิศ

ทั้ง ส.ส.ในสภา หรือแม้กระทั่งประธานรัฐสภา นายชวน หลีกภัย พูดถึงการ “ถูกหลอก” เหมือนๆ กัน

ทว่าที่รู้สึกถึง “คืนหลอกลวง” มากกว่าเป็นประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่ม คนสาวที่เฝ้าติดตามการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา

ที่ว่า “หลอกลวง” นั้น หากไม่ได้รับปาก จะกล่าวหาเช่นนั้นคงไม่ได้ แต่หากติดตามการเมืองมาโดยต่อเนื่องจะรับรู้ว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นั้น เกิดจากแรงกดดันของเยาวชนคนหนุ่มสาวออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม เรียกร้องให้ดำเนินการ

จากที่เคยรับรู้กันว่า “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ถูกออกแบบให้แก้ไขได้ยาก โดยใช้วิธีล็อกไว้ ได้ให้บทบาท “วุฒิสมาชิก” อย่างสูงยิ่ง ในขั้นตอนตั้งแต่วาระแรก จนวาระสุดท้ายว่าจะอนุญาตให้แก้ได้หรือไม่ ถ้าไม่อนุญาตก็ไม่มีทางจะแก้ได้

“วุฒิสมาชิก” ที่เชื่อกันว่าแต่งตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจพิเศษคือปกป้อง คุ้มครอง ดูแล ผู้มีอำนาจที่แต่งตั้งพวกเขา

แต่ “วุฒิสมาชิก” เองที่เรียงแถวกันออกมา ประกาศสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ที่ถึงกับเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเอง

ส่วนฝ่ายค้านนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะมีความต้องการเต็มที่ที่จะแก้ไขอยู่แล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมการเมืองที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เวทีปราศรัยที่ร้อนแรง และกระตุ้นความโกรธแค้น ชิงชังใส่กันของคนในชาติเกิดขึ้นอย่างดุเดือด จนเกิดความกังวลว่าจะบานปลายเป็นความรุนแรง

เมื่อผู้มีบทบาททางการเมืองทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เห็นพ้องต้องกัน จนมีการนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของรัฐสภา

ความเบาใจจึงเกิดขึ้นระดับหนึ่ง อุ่นใจว่าอย่างน้อย “ทางออกของความขัดแย้ง ทางแก้ในประเด็นที่เรียกร้องถูกดึงเข้ามาเป็นบทบาทของรัฐสภา”

“แก้ปัญหาด้วยสภา” ย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่า

แต่แล้ว ทุกฝ่ายต่างต้องรับรู้เรื่องราวที่รู้สึกว่าเป็น “คืนหลอกลวง”

รัฐสภาไม่ยอมเป็นที่พึ่งในการหาทางออกอีกต่อไป

เสียงส่วนใหญ่ของ “สมาชิกรัฐสภา” ที่ให้เลื่อนการพิจารณาออกไป ไม่ต่างอะไรกับการ “ตบหน้า” ประชาชน แปรความหวังเป็นความโกรธแค้นรุนแรง

ที่จะตามมาหลังความรู้สึก “ถูกหลอก” คือ “การสิ้นสลายของความเชื่อ ความศรัทธา”

ก่อนหน้านั้น ความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่งแม้จะอ่อนอกอ่อนใจกับ “การทำหน้าที่ของรัฐสภาที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษ” อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความหวังกับ “รัฐสภา” อยู่ไม่น้อยว่าจะเป็นทางออกป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น

ยังมีคนไม่น้อยที่เชื่อว่า “การหาทางออกโดยรัฐสภา” จะยังพอพึ่งพาอาศัยได้

ทว่าหลังคืนที่รู้สึกว่า “ถูกหลอก” ความหวัง ความเชื่อเช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

การต่อสู้ทางการเมืองหลัง “คืนหลอกลวง” คล้ายกับว่าไม่มี “เวทีอื่น” อีกแล้ว

นอกจากเวทีที่ “ประชาชน” โดยเฉพาะ “คนหนุ่มคนสาว” จะต้องขึ้นต่อสู้เองเพียงลำพัง

ไม่มีเวทีของ “ตัวแทน” ให้เป็นความหวังอีกแล้ว

นั่นหมายถึงเกมการเมืองที่ไร้ระบบ ชวนให้หวั่นกังวลอย่างยิ่ง

“รัฐสภา” จะเปิดสมัยประชุมอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน

จึงเป็นเรื่องน่าระทึกยิ่งว่าจะผ่าน “ตุลาคม” ไปในสภาพแบบไหน

เป็น “ตุลาคม” ที่เหมือนประเทศต้องคำสาป ด้วยประวัติศาสตร์เป็นตำนานมากมาย

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon