การออกมาแสดงความ “ชื่นชม” ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ของ นายถาวร เสนเนียม และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
มิได้เป็นเรื่องแปลก หรือ “เหนือ” ความคาดหมาย
เพราะ 2 คนนี้อยู่ในฐานะแกนนำคนสำคัญของ “กปปส.” และเป็นคอหอย ลูกกระเดือกกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่แล้ว
“หายใจ” ร่วม “รูจมูก” เดียวกัน
แต่การออกมาแสดงความ “กังขา” โดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และ นายคมสัน โพธิ์คง นั่นซิ ต้องยอมรับว่า “แปลก” และ “เหนือ” ความคาดหมายอย่างแท้จริง
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นหมายเลข 1 อยู่ใน “กปปส.”
ทั้งเมื่อผ่านรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เขาได้รับเลือกให้ไปอยู่ใน “สปช.” และนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ “ปฏิรูปการเมือง”
เท่ากับเป็นการขยายบทบาท “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ให้ปรากฏเป็นจริง
ขณะเดียวกัน นายคมสัน โพธิ์คง ยืนตรงกันข้ามกับ “ระบอบทักษิณ” ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และชโยโห่ร้องให้กับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
แต่ ณ วันนี้ “น้ำเสียง” ก็เริ่ม “เปี๋ยนไป”
กล่าวสำหรับ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์
อาการ “แปร่ง” ในทางความคิดเริ่มปรากฏตั้งแต่เมื่อนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช.มาแล้ว
แปร่งและต่างไปจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บทบาทของ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ก็คือท้วงติงด้วยความปรารถนาดี
เป็นการท้วงติงจากมุมของ “นักรัฐศาสตร์”
มาคราวนี้ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เล่นบทของ “นักวิชาการ” แต่มิได้เป็นท่วงทำนองแบบ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล คือ มิได้เสนอด้านเดียว หากแต่เสนอ 2 ด้าน ขณะเดียวกัน ก็มอบฉายาให้ด้วยว่า
เป็นรัฐธรรมนูญ “ฉบับลิ้นหัวใจรั่ว” เอาชีวิตไม่รอด
เช่นเดียวกับ นายคมสัน โพธิ์คง แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แจงแจกการขาดหายไปของสิ่งที่เรียกว่า สิทธิประชาชน สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ รวมถึงความเด่นชัดที่สื่อถูกเซ็นเซอร์ สิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
จากนั้น สรุปอย่างรวบรัดว่า เป็นรัฐธรรมนูญ “ฉบับเผด็จการ” ชัดๆ “แถมยังดูถูกประชาชนอีก”
ข้อเสนอไม่ว่าจะจาก นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ไม่ว่าจะจาก นายคมสัน โพธิ์คง จึงเป็นมุมที่ต่างจากบทสรุปของ นายถาวร เสนเนียม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
และ “สวน” กับความต้องการของคณะกรรมการ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ
บรรยากาศอย่างนี้เองคือ “เป้าหมาย” อย่างแท้จริง บรรยากาศอย่างนี้เองคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นและเผยแสดงออกมาเป็นลำดับ
ยิ่ง “เปิดกว้าง” ยิ่ง “งอกงาม”
เป็นความเบิกบานของกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นความเบิกบานของกระบวนการถกแถลงอภิปราย
มิใช่ “ดีครับนาย สบายครับท่าน” สถานเดียว
ความคิดของบางฝ่าย บางกลุ่มที่ต้องการให้ คสช.นำเอา “มาตรา 44” มาเป็น “เครื่องมือ” ในการขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านการยอมรับอย่างสะดวกโยธิน
ขอให้ “สังวร” ขอให้ “ระมัดระวัง” ให้จงหนัก
เพราะเรื่องสำคัญระดับ “รัฐธรรมนูญ” ยิ่งเปิดกว้างเท่าใด ยิ่งจะเป็นผลดีต่อการเติบใหญ่ ขยายตัวในทางความคิด
ตรงกันข้าม หากยิ่ง “ปิด” จะยิ่งสร้างความอึดอัด
กว่าจะถึงเดือนกรกฎาคม “บรรยากาศ” ทางการเมืองจะดำเนินไปด้วยความคึกคัก กว้างขวาง ทั้งในฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
กลายเป็น “ความงดงาม” กลายเป็น “มติ” และความเห็นร่วม
กระทั่งในที่สุดบังเกิดเป็น “กระแส” สะท้อนแนวโน้มและ “ความต้องการ” ในทางการเมือง
ไม่ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะมีเจตนาและมีเป้าหมายอย่างไรในทางความคิด และในทางการเมือง
แต่พลันที่ปรากฏ “ร่าง” รัฐธรรมนูญนำเสนอต่อ “สาธารณะ” นั่นเท่ากับประกาศและแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่า มีความจำเป็นต้องมีการอภิปราย มีการแสดงความเห็น
หากไม่ยอมให้มีแม้กระทั่งการคิด “ต่าง” ก็จะกลายเป็นเรื่อง “เศร้า” อย่างที่สุด

