หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปลาใหญ่กินปลา...

ปลาใหญ่กินปลาน้อย : วัฏจักรการเลือกตั้งแบบพม่าๆ

2.10.20 | 13:00 น.

ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเป็นต้นมา พม่าเข้าสู่โหมดการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 พฤศจิกายน ในคอลัมน์ “ไทยพบพม่า” ตลอด 7 สัปดาห์ข้างหน้าก็จะกล่าวถึงการเลือกตั้งในพม่า ซึ่งปีนี้ดูเงียบเหงา และเป็นที่สนใจน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2015 เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด และการระบาดระลอก 2 ที่ทำให้ในปัจจุบันพม่ายังมีผู้ติดเชื้อใหม่ๆ หลายร้อยคนต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตในแต่ละวันมากกว่า 10 คนมาตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน และตัวเลขผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันที่ 28 กันยายน มีมากถึง 28 คนภายในวันเดียว

การเมืองในพม่าเป็นระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคก็จริง แต่โดยรวมมีพรรคการเมือง 3 ประเภทที่มีบทบาทในการเมืองระดับชาติ ได้แก่ พรรคฝ่าย “ประชาธิปไตย” ที่มีพรรค NLD ของด่อ ออง ซาน ซูจี เป็นแกนนำ พรรคที่เป็นเสมือนนอมินีของกองทัพอย่างพรรค USDP และพรรคตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนเกือบ 40 พรรค เป็นพรรคส่วนใหญ่ในระบบการเมืองแบบพม่า อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งปี 2015 พรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์กลับมีบทบาทไม่มาก มีเพียงพรรคแห่งชาติอาระกัน (Arakan National Party หรือ ANP) และพรรคสันนิบาตเชื้อชาติฉานเพื่อประชาธิปไตย (Shan Nationalities League for Democracy หรือ SNLD) เท่านั้น ที่มีตัวแทนใน 2 สภามากที่สุด คือ 22 และ 15 ที่นั่ง ตามลำดับ เป็นตัวเลขที่แทบไม่ต่างจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ที่พรรค NLD ได้รับคะแนนเสียงแบบท่วมท้น แต่รัฐบาลทหารสลอร์กไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และยังปกครองเรื่อยมาจนถึงปี 2011

ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ สิ่งที่ต่างออกไปคือพรรค NLD กลายเป็นพรรครัฐบาล ในขณะที่พรรค USDP ที่สนับสนุนกองทัพเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรค NLD คงกุมชัยชนะและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไปในต้นปีหน้า แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พรรค NLD และหัวหน้าพรรคเป็นเป้าโจมตีของสื่อต่างชาติ โดยเฉพาะในด้านการแก้วิกฤตโรฮีนจา ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ และการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ย่ำแย่ รัฐบาล NLD ยังได้รับเสียงวิจารณ์ภายในประเทศว่าทำประเทศถดถอยลงคลอง และพม่าไม่ได้พัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี คำวิจารณ์ที่ NLD และด่อ ออง ซาน ซูจี ได้รับในช่วงหลายปีมานี้จะไม่มีผลต่อคะแนนเสียงของพรรค NLD แม้แต่น้อย ริชาร์ด ฮอร์ซี่ (Richard Horsey) ที่ปรึกษาอาวุโสของ International Crisis Group (ICG) เขียนบทความวิเคราะห์การเลือกตั้งพม่าลงใน Financial Times โดยกล่าวว่าการเลือกตั้งในปลายปี 2020 ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพม่ามีพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ฮอร์ซี่ให้เหตุผลว่าออง ซาน ซูจี ยังได้รับความนิยมและเป็นที่เคารพสูงสุดในหมู่ชาวพุทธพม่า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะแก้ต่างให้กับกองทัพ หลังฝ่ายหลังปราบปรามชาวมุสลิมโรฮีนจาอย่างรุนแรง และทำให้คนกลุ่มนี้ต้องอพยพข้ามไปบังกลาเทศมากถึง 7.5 แสนคน

อีกเหตุผลหนึ่งที่พรรค NLD จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาแบบถล่มทลายอีกครั้ง เพราะในจำนวนผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา NLD มีคนของตนเข้าไปนั่งในสภาทั้ง 2 สภามากถึงร้อยละ 80 พรรคเดียวที่ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านหลักคือพรรค USDP และยังมีพื้นที่ในสภาอีกร้อยละ 25 ที่เป็นโควต้าของคนในกองทัพ ซึ่งสามารถเข้าไปโดยไม่ได้ผ่านระบบการเลือกตั้ง แม้รัฐธรรมนูญพม่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ NLD ไม่มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในรัฐสภา แต่ฮอร์ซี่วิเคราะห์ว่าระบบพรรคการเมืองในพม่าอ่อนแอมาก พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อคานอำนาจกับพรรค NLD ได้จริง บรรดาพรรคที่ควรจะทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านได้อย่างดีคือพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีที่นั่งน้อยมากในสภา แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะมีประชากรมากถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ แต่จำนวนผู้แทนราษฎรที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้สะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของพม่า

Advertisement

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ว่ากันว่ายึดมั่นในประชาธิปไตย สงครามกลางเมืองในรัฐยะไข่ยังคงมีอยู่ และมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ กลุ่มกองทัพอาระกัน หรือ AA ที่เป็นกองกำลังที่ต่อสู่กับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลอย่างดุเดือดในปัจจุบันถูกเรียกว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล NLD ยังไม่มีความเห็นอกเห็นใจหรือไม่พยายามทำความเข้าใจข้อเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ล้วนสะท้อนปัญหาของแต่ละพื้นที่

ออง ซาน ซูจี กำลังจะมีอายุครบ 76 ปี ในเดือนมิถุนายนปีหน้า หากพรรคของเธอได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นสมัยที่ 2 เธอจะอยู่ในวาระต่อไปอีก 5 ปี และเมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2025 เธอจะมีอายุ 81 ปี หลายปีมานี้ ผู้เขียนพยายามถามเพื่อนๆ ที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองพม่า ทั้งที่เป็นชาวพม่าและชาวต่างชาติ ว่าใครจะเป็นผู้นำพรรค NLD คนต่อไป แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ คนที่ดูจะโดดเด่นมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันคือเพียว มิ้น เตง ผู้ว่าการเมืองย่างกุ้ง และว่ากันว่าเป็นคนที่ออง ซาน ซูจี ไว้วางใจสูงสุดคนหนึ่ง แต่สำหรับการเมืองแบบพม่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ อุบัติการทางการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือภายใต้รัฐบาลที่ไร้วิสัยทัศน์แบบ NLD และประชาชนที่หลับหูหลับตาเชียร์พรรคและตัวบุคคลที่ตัวเองรักอย่างไม่มีเงื่อนไข พม่าจะประสบปัญหาภายในประเทศไปอีกนานแสนนาน

นับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 ไม่มีช่วงเวลาไหนที่พม่าจะสงบ ปราศจากสงครามกลางเมือง ดังนั้น การพัฒนา ทั้งการพัฒนาการเมือง และการพัฒนาประเทศในองค์รวมจึงเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อระบบการเมืองพม่ายังเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่ร่ำรวยมาตั้งแต่ยุครัฐบาลทหาร และยิ่งร่ำรวยมากขึ้นในยุครัฐบาลพลเรือน จากนโยบายยกเลิกการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ตราบใดที่พม่ายังมีพรรค NLD เป็นรัฐบาล และคนในรัฐบาลเป็นผู้ชายที่มีอายุ

ซึ่งล้วนเป็นคนพม่าพุทธ ที่ไม่ได้มีความใฝ่ฝันอะไรมากไปกว่าปกป้องสถานะและอำนาจ (status quo) ที่ตนมี เห็นที่การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่มีความหมายใดๆ และไม่ได้เป็นกลไกที่จะช่วยให้พม่ามีพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในเชิงบวก แต่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการเมือง และการปกครองโดยพรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียว ขาดเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็กพรรคน้อย และขาดความเป็นประขาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ลลิตา หาญวงษ์