หน้าแรก คอลัมนิสต์ แผนกแก้ตัว โ...

แผนกแก้ตัว โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

5.08.16 | 13:00 น.
แฟ้มภาพ

เข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “นับถอยหลัง” สู่การเปิดหีบเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อชี้อนาคตของการเมืองการปกครองประเทศนี้ ซึ่ง กกต.เขาคาดหวังว่าจะเข้าคูหากาบัตรกันอย่างมากมายมหาศาล ถึงขั้นหีบบัตรแตกกันเลยทีเดียว โดยเป็นมุขสดๆ ร้อนๆ หลังจากโชว์ปาหีบ

จะว่าไปแล้ว ในช่วงท้ายๆ มีความพยายามหลายอย่าง ที่ทำให้บรรยากาศดูดีขึ้นบ้าง

เช่น การนำรายละเอียดของตัวร่างทั้ง 279 มาตรา ออกเผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์

การยอมปล่อยให้บรรดาพรรคการเมืองแสดงจุดยืนอย่างชัดแจ้ง เพียงแต่ต้องไม่ชี้นำประชาชน

การเปิดดีเบตทางทีวี เพื่อให้ฝ่ายเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและไม่เห็นด้วย ได้มาโต้แย้งกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังนำไปคิดพิจารณาตัดสินใจ

Advertisement

แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเตรียมงานประชามติ ยังมีข้อบกพร่องอีกมากด้าน ดังที่เกิดเสียงสะท้อนวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง เช่น การส่งตัวร่างไปยังบ้านเรือนประชาชน

กล่าวเฉพาะการดีเบตทางทีวี การจัดตัวบุคคลผู้รู้ 2 ฝ่าย มาเผชิญหน้ากัน

ถ้ามองเฉพาะฝ่ายหนุนร่าง ต้องถือว่าเป็นพวกกล้าเปิดหน้า เป็นหน่วยกล้าตาย อะไรทำนองนั้น

แน่นอนว่าคนพวกนี้ยึดมั่นในอุดมการณ์อนุรักษนิยมทางการเมือง อุทิศตัวตนเป็นฝ่ายขวาอย่างสุดจิตสุดใจ

แต่การมาทำหน้าที่อธิบายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องการลดอำนาจฝ่ายการเมือง ไม่ปล่อยให้รัฐบาลที่จะมาจากผู้แทนราษฎรสามารถทำอะไรได้มากมายในการบริหารประเทศนั้น ดีอย่างไร จำเป็นอย่างไร

ต้องอาศัยจิตใจที่มุ่งมั่นถวายตัวตนอย่างเด็ดเดี่ยวมาก

เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิก สปท. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งในยุค คสช. ต้องมาทำหน้าที่พิทักษ์ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง โดยอธิบายว่า จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้เพื่อให้เจตนารมณ์ของ คสช.สามารถเดินหน้าไปได้ตามเป้าหมาย

ขณะที่อาจารย์โคทม อารียา นักวิชาการมหิดล ถามกลับอย่างสุภาพว่า พูดแต่เจตนารมณ์ของ คสช.หรือ แล้วเจตนารมณ์ประชาชนล่ะ อยู่ที่ไหน

หรือนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ก็มาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มอำนาจยุครัฐประหาร ไม่ลืมจะปลุกภาพความรุนแรงของบ้านเมืองในช่วงก่อนการรัฐประหาร เพื่อโยงให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีร่างรัฐธรรมนูญสาระแบบนี้

วิธีแบบนี้ก็พื้นๆ เรียกกันว่าปลุกผี

แล้วอันที่จริงชาวบ้านจำนวนไม่น้อย กลับมองว่าความรุนแรงความวุ่นวายอย่างนั้น เขาเรียกว่าการสร้างสถานการณ์เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายล้มประชาธิปไตยนั่นเอง

ยังมีแผนกแก้ตัวอีกราย ที่พลาดไม่ได้คือ นายไพบูลย์ นิติตะวัน

รายนี้ตอบโต้ข้อวิจารณ์ที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญปล่อยให้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือรัฐบาลและสภา

โดยอธิบายอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยนเลยว่า จำเป็นต้องมีอำนาจของฝ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เอาไว้ตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง

นี่พูดด้วยจุดยืนของเหล่าชนชั้นสูงที่ไม่เชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ควรมีอำนาจทางการเมืองอย่างเต็มเปี่ยมเช่นไร

แต่โดยรวมแล้ว การดีเบตทางทีวีซึ่งจัดหลายวันหลายหัวข้อในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้ประชาชนได้ตื่นตัวดีทีเดียว

ยิ่งทำให้ประชาชนต้องตระหนักว่า อำนาจของประชาชนคืออะไร อยู่ตรงไหน และใครที่พยายามปิดกั้น ด้วยทัศนคติเช่นไร

แถมยิ่งเหลือบเห็นข่าวน้องน้ำเต้าสาวปั๊ม ถูกคนในระบบราชการหยามหมิ่นความเป็นมนุษย์อย่างสุดสุด ยิ่งเร้าอารมณ์

ยิ่งต้องไปร่วมกันลงประชามติโดยตัดสินใจอย่างอิสระ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนเดินดินเป็นสำคัญ