
โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่ (ย่านบางหลวง) อยู่เขตทหารเรือ ย่านพระราชวังเดิม (กรุงธนบุรี) หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์
งานการพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ มีพลังสูงมากมหาศาล ผลักดันสังคมสยามสู่ความเป็นสมัยใหม่ สืบเนื่องเป็นสังคมไทยทุกวันนี้
ผมเคยเดินเข้าไปในซอกซอยด้านหลังวัดกัลยาณมิตร หวังจะยืนดูฝั่งตรงข้าม มองพื้นที่เดิมของโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ แต่ไปไม่ได้ มีบ้านเรือนและอาคารสถานที่ของวัดกับโรงเรียนอัดแน่นจนไม่กล้าซอกแซกเข้าไป เพราะตอนนั้นหน้าสิ่วหน้าขวาน “บ้านกับวัดผลัดกันช่วยยิ่งอวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง”
ได้อาศัยยืนบนประตูน้ำปากคลองบางกอกใหญ่ ชะเง้อชะแง้แลดูเหมือนหมาเฝ้ายาม พอสักพักก็กลับอย่างเซื่องๆ เป็นอย่างนี้ 2-3 ครั้งในหลายปีมาแล้ว
ล่าสุดอ่านข่าวพบว่ากรมศิลปากรเข้าจัดระเบียบสิ่งก่อสร้างในวัดที่ผิดกฎหมาย และผิดทั้งทางโลกทางธรรมถูกทุบทำลาย ผมเลยตามไปดูเงียบๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวในเย็นวันหนึ่งเมื่อไม่มีใครอีกแล้ว
จนพลัดหลงไปตามทางริมแม่น้ำหน้าวัด ที่เขาไล่รื้อสิ่งก่อสร้างรุงรังหมดแล้ว เป็นที่โล่งแจ้งปากคลองบางกอกใหญ่ มองเห็นพื้นที่หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่เคยเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์อย่างสะดวก แต่ยังไม่สบายเพราะมีผนังขอบสูงเป็นเขื่อนบัง
ถึงยังไงก็ดีกว่าแต่ก่อนที่เข้าถึงไม่ได้เลย




ผมเดินไปมาแล้วจินตนาการผ่านมโนเอาเองว่าโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ควรอยู่ตรงไหน? หน้าตาอย่างไร? ฯลฯ ตามภาพถ่ายเก่าที่มีเหลือ จากหนังสือ กับที่โหน่ง ธัชชัย ยอดพิชัย ส่งแผนที่แนะนำให้ดู พร้อมข้อความ ดังนี้
“นิราศยี่สาร” ของนายกุหลาบเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2422 ขณะนั้นนายกุหลาบอายุ 45 ปี เป็นการเดินทางโดยเรือจากกรุงเทพฯ ไปตำบลยี่สาร เพื่อนมัสการปูชนียสถานและพระพุทธรูปสำคัญ สำนวนกลอนนิราศของนายกุหลาบอาจไม่ดีนักเมื่อเทียบงานกวีนิราศของท่านอื่นๆ แต่เมื่อศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้วมีอยู่เต็มเปี่ยม ดังที่พรรณนาไว้ในกลอนนิราศยี่สารตอนที่เรือล่องเข้าปากคลองบางกอกใหญ่ผ่านหน้าบ้านหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันซึ่งฝั่งตรงข้ามบ้านหมอบรัดเลย์ก็คือวัดกัลยาณมิตร ว่า
๏ แลเหนวัดกัลยาน่าบ้านหมอ โบถละออสูงเยี่ยมเทียมไสล
อิฐก่อพุทธรูปสะถูปไว้ ทั้งโตใหญ่เหลือแลชะแง้ดู
เกือบจะเท่าวัดเจ้าพระยานางเชิง สูงทะเกิงวัดไหนไม่มีสู้
ได้ทราบความตามเหตุสังเกตรู้ คือท่านผู้ที่บุรรณะเจ้าพระยา
นิกรบดินทรสะมุหะ ท่านสละทรัพย์สินสิ้นหนักหนา
สร้างอารามนามวัดกัลยา ถวายแก่ราชาพระทรงธรรม
ซึ่งบำรุงกรุงเทพในที่สาม ครองสยามนัคเรศเปนเขตรขันธ์
ประทานนามตามเหตุพิเลสครัน ชื่อวัดกัลยาณะมิตรประสิทธิ์พร
โหน่ง ธัชชัย ยังบอกเพิ่มเติมอีกมากเรื่องโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ อยู่ปากคลองวัดประยุรวงศ์ ไม่ไกลจากปากคลองบางกอกใหญ่ จะขอยกมาไว้พร้อมกันดังต่อไปนี้
โอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุรวงศ์
ภาพและคำอธิบายโดย ธัชชัย ยอดพิชัย




ช่างเขียนจึงเน้นภาพให้ทั้งคู่ดูเด่น เมื่อเทียบกับรูปร่างของชาวมลายูซึ่งอยู่ในท่านั่งคนหนึ่ง เดินอีกคนหนึ่ง ชาวมลายูในภาพน่าจะเป็นคนรับใช้ (ทาส) ของหมอบรัดเลย์ เหตุเพราะในบันทึกของร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ ทูตอังกฤษที่เข้ามาสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงแรงงานชาวมลายูในสยามว่า “ชาวจีนมักจับตัวชาวมาเลย์นับพันขึ้นสำเภาจีนแล้วนำมาขายเป็นทาสที่สยาม ทั้งในวังหลวง วังหน้า และบ้านขุนนาง” (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)


กรมศิลป์รื้อศาลา “วัดกัลยาณ์”
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยภายหลังให้เจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนศาลาโครงเหล็กหน้าพระวิหารหลวงพ่อโต หลังรื้อถอนศาลารายที่สร้างผิดกฎหมายไปแล้ว 2 หลัง ว่า จากการที่กรมศิลปากรหารือกับพระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เพื่อแก้ไขอาคารที่มีปัญหาวันนี้ ทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงรื้อถอนศาลาโครงการเหล็กหน้าพระวิหารหลวงพ่อโต 2 หลังเป็นลำดับแรก ซึ่งจะใช้เวลารื้อถอน 7 วัน ส่วนแบบศาลาที่กรมศิลปากรออกแบบนั้น เหมือนเป็นการฟื้นศาลาแบบเดิมตามภาพเก่าของวัด ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน
นายอนันต์กล่าวอีกว่า จะพยายามปรับภูมิทัศน์หน้าพระวิหารหลวงพ่อโตให้เหมือนแบบเดิมมากที่สุด และจะนำตุ๊กตาอับเฉามาประดับหน้าพระวิหารเหมือนในอดีต นอกจากนี้ สังเกตว่ารูปปั้นด้านหน้าถูกทาทับด้วยสีทอง จะแก้ไขด้วยการมอบให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทำการลอกสีออก นอกจากนี้ภูมิทัศน์หน้าพระวิหารด้านนอกเขตพุทธาวาสจะย้ายโรงเรียนวัดกัลยาณมิตรที่อยู่ใกล้เขตสังฆาวาส ไปไว้ฝั่งที่เคยเป็นชุมชนวัดกัลยาณ์ด้วย ส่วนกุฏิคณะ 2 ที่ถูกไฟไหม้จะบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด
(มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 หน้า 12)
