หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่ กับโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุรวงศ์

5.08.16 | 22:41 น.
ภาพฉากท่าน้ำ เรือนแพ และบ้านพักหรือ “โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” หน้าวัดประยุรวงศ์ ถ้าสังเกตการวาดจะเห็นว่าตัวเรือนแพนั้นอยู่ตรงปากคลองที่หักมุมเข้าไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ตั้งจริงของบ้านพักมิชชันนารีที่เช่าที่ดินของเจ้าพระยาพระคลังบริเวณปากคลองวัดประยุรวงศ์ ส่วนภาพวาดอาคารแบบจีนที่มุมบนด้านขวา คือศาลเจ้ากวนอันเก๋ง และส่วนที่เป็นยอดประตูเมืองในภาพน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบเจดีย์ทรงถะแบบจีนภายในวัดกัลยาณมิตร ภาพทั้งหมดจึงวาดจากสถานที่จริงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)

โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่ (ย่านบางหลวง) อยู่เขตทหารเรือ ย่านพระราชวังเดิม (กรุงธนบุรี) หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์
งานการพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ มีพลังสูงมากมหาศาล ผลักดันสังคมสยามสู่ความเป็นสมัยใหม่ สืบเนื่องเป็นสังคมไทยทุกวันนี้
ผมเคยเดินเข้าไปในซอกซอยด้านหลังวัดกัลยาณมิตร หวังจะยืนดูฝั่งตรงข้าม มองพื้นที่เดิมของโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ แต่ไปไม่ได้ มีบ้านเรือนและอาคารสถานที่ของวัดกับโรงเรียนอัดแน่นจนไม่กล้าซอกแซกเข้าไป เพราะตอนนั้นหน้าสิ่วหน้าขวาน “บ้านกับวัดผลัดกันช่วยยิ่งอวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง”
ได้อาศัยยืนบนประตูน้ำปากคลองบางกอกใหญ่ ชะเง้อชะแง้แลดูเหมือนหมาเฝ้ายาม พอสักพักก็กลับอย่างเซื่องๆ เป็นอย่างนี้ 2-3 ครั้งในหลายปีมาแล้ว
ล่าสุดอ่านข่าวพบว่ากรมศิลปากรเข้าจัดระเบียบสิ่งก่อสร้างในวัดที่ผิดกฎหมาย และผิดทั้งทางโลกทางธรรมถูกทุบทำลาย ผมเลยตามไปดูเงียบๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวในเย็นวันหนึ่งเมื่อไม่มีใครอีกแล้ว
จนพลัดหลงไปตามทางริมแม่น้ำหน้าวัด ที่เขาไล่รื้อสิ่งก่อสร้างรุงรังหมดแล้ว เป็นที่โล่งแจ้งปากคลองบางกอกใหญ่ มองเห็นพื้นที่หลังป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่เคยเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์อย่างสะดวก แต่ยังไม่สบายเพราะมีผนังขอบสูงเป็นเขื่อนบัง
ถึงยังไงก็ดีกว่าแต่ก่อนที่เข้าถึงไม่ได้เลย

คลองบางกอกใหญ่ จากสะพานข้ามคลองบนถนนอรุณอมรินทร์
คลองบางกอกใหญ่ จากสะพานข้ามคลองบนถนนอรุณอมรินทร์
) บ้านและโรงพิมพ์หมอ บรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่
บ้านและโรงพิมพ์หมอ บรัดเลย์ ปากคลองบางกอกใหญ่
ลานปากคลองบางกอกใหญ่ ที่เพิ่งรื้อถอนจนโล่งกว้าง มองเห็นพื้นที่เคยเป็นบ้านและโรงพิมพ์หมอบลัดเลย์
ลานปากคลองบางกอกใหญ่ ที่เพิ่งรื้อถอนจนโล่งกว้าง มองเห็นพื้นที่เคยเป็นบ้านและโรงพิมพ์หมอบลัดเลย์
ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่
ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่

ผมเดินไปมาแล้วจินตนาการผ่านมโนเอาเองว่าโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ควรอยู่ตรงไหน? หน้าตาอย่างไร? ฯลฯ ตามภาพถ่ายเก่าที่มีเหลือ จากหนังสือ กับที่โหน่ง ธัชชัย ยอดพิชัย ส่งแผนที่แนะนำให้ดู พร้อมข้อความ ดังนี้

“นิราศยี่สาร” ของนายกุหลาบเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2422 ขณะนั้นนายกุหลาบอายุ 45 ปี เป็นการเดินทางโดยเรือจากกรุงเทพฯ ไปตำบลยี่สาร เพื่อนมัสการปูชนียสถานและพระพุทธรูปสำคัญ สำนวนกลอนนิราศของนายกุหลาบอาจไม่ดีนักเมื่อเทียบงานกวีนิราศของท่านอื่นๆ แต่เมื่อศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้วมีอยู่เต็มเปี่ยม ดังที่พรรณนาไว้ในกลอนนิราศยี่สารตอนที่เรือล่องเข้าปากคลองบางกอกใหญ่ผ่านหน้าบ้านหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันซึ่งฝั่งตรงข้ามบ้านหมอบรัดเลย์ก็คือวัดกัลยาณมิตร ว่า

๏ แลเหนวัดกัลยาน่าบ้านหมอ      โบถละออสูงเยี่ยมเทียมไสล
อิฐก่อพุทธรูปสะถูปไว้      ทั้งโตใหญ่เหลือแลชะแง้ดู
เกือบจะเท่าวัดเจ้าพระยานางเชิง      สูงทะเกิงวัดไหนไม่มีสู้
ได้ทราบความตามเหตุสังเกตรู้      คือท่านผู้ที่บุรรณะเจ้าพระยา
นิกรบดินทรสะมุหะ      ท่านสละทรัพย์สินสิ้นหนักหนา
สร้างอารามนามวัดกัลยา      ถวายแก่ราชาพระทรงธรรม
ซึ่งบำรุงกรุงเทพในที่สาม      ครองสยามนัคเรศเปนเขตรขันธ์
ประทานนามตามเหตุพิเลสครัน      ชื่อวัดกัลยาณะมิตรประสิทธิ์พร

โหน่ง ธัชชัย ยังบอกเพิ่มเติมอีกมากเรื่องโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ อยู่ปากคลองวัดประยุรวงศ์ ไม่ไกลจากปากคลองบางกอกใหญ่ จะขอยกมาไว้พร้อมกันดังต่อไปนี้

Advertisement

โอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุรวงศ์
ภาพและคำอธิบายโดย ธัชชัย ยอดพิชัย

ภาพสถานที่ต่างๆ ริมสายน้ำเจ้าพระยาที่เป็นแรงบันดาลใจของช่างเขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพนี้ถ่ายทางท่าเรือปากคลองตลาดในปัจจุบัน หมายเลข 1 วัดกัลยาณมิตร 2 ศาลเจ้ากวนอันเก๋ง 3 วัดซางตาครู้ส และ 4 บริเวณที่เป็นโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุรวงศ์
ภาพสถานที่ต่างๆ ริมสายน้ำเจ้าพระยาที่เป็นแรงบันดาลใจของช่างเขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพนี้ถ่ายทางท่าเรือปากคลองตลาดในปัจจุบัน หมายเลข 1 วัดกัลยาณมิตร 2 ศาลเจ้ากวนอันเก๋ง 3 วัดซางตาครู้ส และ 4 บริเวณที่เป็นโอสถศาลาหมอบรัดเลย์ ปากคลองวัดประยุรวงศ์
ภาพ “แพสำหรับรักษาคนโรคทั้งปวง-โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารน้อย วัดกัลยาณมิตร งานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ช่างเขียนได้วาดภาพคนป่วยมีบาดแผลที่บริเวณขากำลังให้มิชชันนารีรักษา โดยมีญาติๆ มาให้กำลังใจกันด้วยความตื่นเต้น ด้านล่างของภาพ บนเรือนแพมีคนป่วยอีกคนที่ได้รับการรักษาแล้ว เห็นได้จากที่มีผ้าพันแผลที่ขาไว้ (บันทึกภาพเมื่อกุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพ “แพสำหรับรักษาคนโรคทั้งปวง-โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารน้อย วัดกัลยาณมิตร งานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ช่างเขียนได้วาดภาพคนป่วยมีบาดแผลที่บริเวณขากำลังให้มิชชันนารีรักษา โดยมีญาติๆ มาให้กำลังใจกันด้วยความตื่นเต้น ด้านล่างของภาพ บนเรือนแพมีคนป่วยอีกคนที่ได้รับการรักษาแล้ว เห็นได้จากที่มีผ้าพันแผลที่ขาไว้ (บันทึกภาพเมื่อกุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพฉากท่าน้ำ เรือนแพ และบ้านพักหรือ “โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” หน้าวัดประยุรวงศ์ ถ้าสังเกตการวาดจะเห็นว่าตัวเรือนแพนั้นอยู่ตรงปากคลองที่หักมุมเข้าไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ตั้งจริงของบ้านพักมิชชันนารีที่เช่าที่ดินของเจ้าพระยาพระคลังบริเวณปากคลองวัดประยุรวงศ์ ส่วนภาพวาดอาคารแบบจีนที่มุมบนด้านขวา คือศาลเจ้ากวนอันเก๋ง และส่วนที่เป็นยอดประตูเมืองในภาพน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบเจดีย์ทรงถะแบบจีนภายในวัดกัลยาณมิตร ภาพทั้งหมดจึงวาดจากสถานที่จริงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพฉากท่าน้ำ เรือนแพ และบ้านพักหรือ “โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” หน้าวัดประยุรวงศ์ ถ้าสังเกตการวาดจะเห็นว่าตัวเรือนแพนั้นอยู่ตรงปากคลองที่หักมุมเข้าไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่ตั้งจริงของบ้านพักมิชชันนารีที่เช่าที่ดินของเจ้าพระยาพระคลังบริเวณปากคลองวัดประยุรวงศ์ ส่วนภาพวาดอาคารแบบจีนที่มุมบนด้านขวา คือศาลเจ้ากวนอันเก๋ง และส่วนที่เป็นยอดประตูเมืองในภาพน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบเจดีย์ทรงถะแบบจีนภายในวัดกัลยาณมิตร ภาพทั้งหมดจึงวาดจากสถานที่จริงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพวาดหมอบรัดเลย์และภรรยาเอมิลี รอยซ์ บรัดเลย์ กำลังจูงมือกัน การจูงมือกันของฝรั่งนั้นดูจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นสิ่งแปลกตาของชาวสยามในสมัยนั้น ดังบันทึกของหมอบรัดเลย์เมื่อเข้าเฝ้าพระราชชนนีของพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี หรือ “เจ้าฟ้าน้อย” ว่า “หลังจากเข้าเฝ้าพระราชชนนีอยู่เกือบชั่วโมง เราก็ถวายบังคมลาแบบอเมริกันและคล้องแขนกันออกมา ขณะที่พระราชชนนี ข้าหลวง และเหล่าทาสซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หญิง จ้องมองเราด้วยความสนอกสนใจยิ่งยวดทั้งๆ ที่อยู่ในอิริยาบถหมอบกราบเช่นนั้น การที่ผู้ชายเดินเคียงคู่กันไปกับภรรยาของเขา แถมยังควงแขนกันอีกด้วยเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน สำหรับพวกเธอเหล่านั้นคงดูแปลกพิลึกพิลั่นจากขนบประเพณีของชาวสยาม” ช่างเขียนจึงเน้นภาพให้ทั้งคู่ดูเด่น เมื่อเทียบกับรูปร่างของชาวมลายูซึ่งอยู่ในท่านั่งคนหนึ่ง เดินอีกคนหนึ่ง ชาวมลายูในภาพน่าจะเป็นคนรับใช้ (ทาส) ของหมอบรัดเลย์ เหตุเพราะในบันทึกของร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ ทูตอังกฤษที่เข้ามาสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงแรงงานชาวมลายูในสยามว่า “ชาวจีนมักจับตัวชาวมาเลย์นับพันขึ้นสำเภาจีนแล้วนำมาขายเป็นทาสที่สยาม ทั้งในวังหลวง วังหน้า และบ้านขุนนาง” (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพวาดหมอบรัดเลย์และภรรยาเอมิลี รอยซ์ บรัดเลย์ กำลังจูงมือกัน การจูงมือกันของฝรั่งนั้นดูจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นสิ่งแปลกตาของชาวสยามในสมัยนั้น ดังบันทึกของหมอบรัดเลย์เมื่อเข้าเฝ้าพระราชชนนีของพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี หรือ “เจ้าฟ้าน้อย” ว่า “หลังจากเข้าเฝ้าพระราชชนนีอยู่เกือบชั่วโมง เราก็ถวายบังคมลาแบบอเมริกันและคล้องแขนกันออกมา ขณะที่พระราชชนนี ข้าหลวง และเหล่าทาสซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หญิง จ้องมองเราด้วยความสนอกสนใจยิ่งยวดทั้งๆ ที่อยู่ในอิริยาบถหมอบกราบเช่นนั้น การที่ผู้ชายเดินเคียงคู่กันไปกับภรรยาของเขา แถมยังควงแขนกันอีกด้วยเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน สำหรับพวกเธอเหล่านั้นคงดูแปลกพิลึกพิลั่นจากขนบประเพณีของชาวสยาม”
ช่างเขียนจึงเน้นภาพให้ทั้งคู่ดูเด่น เมื่อเทียบกับรูปร่างของชาวมลายูซึ่งอยู่ในท่านั่งคนหนึ่ง เดินอีกคนหนึ่ง ชาวมลายูในภาพน่าจะเป็นคนรับใช้ (ทาส) ของหมอบรัดเลย์ เหตุเพราะในบันทึกของร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ ทูตอังกฤษที่เข้ามาสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงแรงงานชาวมลายูในสยามว่า “ชาวจีนมักจับตัวชาวมาเลย์นับพันขึ้นสำเภาจีนแล้วนำมาขายเป็นทาสที่สยาม ทั้งในวังหลวง วังหน้า และบ้านขุนนาง” (บันทึกภาพเมื่อ กุมภาพันธ์ 2550 ก่อนการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพเต็มผนังเหนือช่องหน้าต่างของฉาก “โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” ที่เป็นภาพเรือนแพย่านที่อยู่อาศัยของผู้คนต่างชาติต่างศาสนา เป็นภาพบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในสมัยรัชกาลที่ 3 ผนังเหนือช่องหน้าต่างทั้งหมดเป็นภาพวาดเรื่องราวของพระอดีตพุทธเจ้าที่พุทธประวัติแต่ละพระองค์จะมีการแบ่งด้วยเส้นสินเทา ส่วนผนังระหว่างหน้าต่างนั้นเขียนภาพทศชาติชาดก จิตรกรรมฝาผนังส่วนที่ลบเลือนทั้งหมดได้รับการเขียนขึ้นใหม่ในปัจจุบัน (บันทึกเมื่อธันวาคม 2551 หลังการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพเต็มผนังเหนือช่องหน้าต่างของฉาก “โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” ที่เป็นภาพเรือนแพย่านที่อยู่อาศัยของผู้คนต่างชาติต่างศาสนา เป็นภาพบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในสมัยรัชกาลที่ 3 ผนังเหนือช่องหน้าต่างทั้งหมดเป็นภาพวาดเรื่องราวของพระอดีตพุทธเจ้าที่พุทธประวัติแต่ละพระองค์จะมีการแบ่งด้วยเส้นสินเทา ส่วนผนังระหว่างหน้าต่างนั้นเขียนภาพทศชาติชาดก จิตรกรรมฝาผนังส่วนที่ลบเลือนทั้งหมดได้รับการเขียนขึ้นใหม่ในปัจจุบัน (บันทึกเมื่อธันวาคม 2551 หลังการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพ “แพสำหรับรักษาคนโรคทั้งปวง-โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” ที่เขียนบูรณะซ่อมใหม่ (บันทึกเมื่อธันวาคม 2551 หลังการบูรณะจิตรกรรม)
ภาพ “แพสำหรับรักษาคนโรคทั้งปวง-โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์” ที่เขียนบูรณะซ่อมใหม่ (บันทึกเมื่อธันวาคม 2551 หลังการบูรณะจิตรกรรม)

กรมศิลป์รื้อศาลา “วัดกัลยาณ์”
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยภายหลังให้เจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนศาลาโครงเหล็กหน้าพระวิหารหลวงพ่อโต หลังรื้อถอนศาลารายที่สร้างผิดกฎหมายไปแล้ว 2 หลัง ว่า จากการที่กรมศิลปากรหารือกับพระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เพื่อแก้ไขอาคารที่มีปัญหาวันนี้ ทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงรื้อถอนศาลาโครงการเหล็กหน้าพระวิหารหลวงพ่อโต 2 หลังเป็นลำดับแรก ซึ่งจะใช้เวลารื้อถอน 7 วัน ส่วนแบบศาลาที่กรมศิลปากรออกแบบนั้น เหมือนเป็นการฟื้นศาลาแบบเดิมตามภาพเก่าของวัด ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน
นายอนันต์กล่าวอีกว่า จะพยายามปรับภูมิทัศน์หน้าพระวิหารหลวงพ่อโตให้เหมือนแบบเดิมมากที่สุด และจะนำตุ๊กตาอับเฉามาประดับหน้าพระวิหารเหมือนในอดีต นอกจากนี้ สังเกตว่ารูปปั้นด้านหน้าถูกทาทับด้วยสีทอง จะแก้ไขด้วยการมอบให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทำการลอกสีออก นอกจากนี้ภูมิทัศน์หน้าพระวิหารด้านนอกเขตพุทธาวาสจะย้ายโรงเรียนวัดกัลยาณมิตรที่อยู่ใกล้เขตสังฆาวาส ไปไว้ฝั่งที่เคยเป็นชุมชนวัดกัลยาณ์ด้วย ส่วนกุฏิคณะ 2 ที่ถูกไฟไหม้จะบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด
(มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 หน้า 12)