ขณะนี้วิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นยังไม่จบสิ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรสำหรับความสำเร็จในการผลิตยารักษา และวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้น เวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดของโรคจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเสนอข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อผู้บริหารประเทศจะพิจารณานำมาใช้ในการปรับแผนพัฒนาที่ได้วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป จึงขอเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
ข้อเสนอการสร้างสะพานข้ามอ่าวไทยจากภาคตะวันออก (แหลมฉบัง) มายังภาคใต้ฝั่งตะวันออก (จ.เพชรบุรี หรือ จ.ประจวบคีรีขันธ์) ถือเป็นข่าวฮิตติดอันดับในช่วงนี้ โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเป็นเก้าแสนล้านบาท ในการดำเนินการ ข้อคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยได้เคยมีการนำเสนอจากอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นเน้นไปในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ใช้เวลาน้อยลงในการระบายน้ำจากพื้นที่ภาคกลางลงสู่อ่าวไทย
ดังนั้น ถ้านำมาบูรณาการเข้าด้วยกันก็จะได้ประโยชน์ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่ง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่ของประเทศต่อเนื่องไปจนถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและหากขยายความคิดต่อไปอีกให้ครอบคลุมโครงการที่นำเสนอโดยภาคประชาชน (ที่ได้นำเสนอต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว) ซึ่งพัฒนาจากโครงการขุดคอคอดกระมาเป็นโครงการสร้างสะพานเชื่อมทางบก (Land Bridge) ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยด้วยแล้วก็จะได้ภาพรวมเป็นโครงการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในการเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียไปถึงทะเลจีนใต้
เป็นการพลิกโฉมหน้าการขนส่งสินค้าทางทะเลครั้งใหญ่ ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล จึงควรจะมีการจัดการตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน (โดยกำหนดระยะเวลาการศึกษา) เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
โครงสร้างพื้นฐานอีกส่วนหนึ่งที่มีความคืบหน้าในการดำเนินการอย่างชัดเจน คือการสร้างระบบขนส่งมวลชนทั้งในเขตเมืองใหญ่และระหว่างภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การสร้างเส้นทางและการจัดซื้อยานพาหนะที่จะนำมาใช้ขนส่งผู้โดยสารบนเส้นทางเหล่านั้น โดยในส่วนการก่อสร้างเส้นทางซึ่งเป็นงานทางด้านวิศวกรรมโยธานั้น ผู้ประกอบการในประเทศมีความสามารถที่จะดำเนินการได้เอง แต่สำหรับยานพาหนะที่ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้นต้องจัดซื้อจากต่างประเทศ จึงควรมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งส่งเสริมการผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ (โดยรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลด้วย) เริ่มจากการเสริมสร้างความสามารถในการซ่อมแซมยานพาหนะที่ซื้อมา ขยายต่อด้วยการประกอบตัวรถเองและผลิตเองในที่สุด ทั้งนี้ คงจะใช้เวลาในการดำเนินการไม่นานนักเพราะ
ประเทศเรามีพื้นฐานที่ดีในการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาก่อนแล้วประกอบกับชิ้นส่วนต่างๆ ในรถไฟฟ้ามีจำนวนไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับรถที่ใช้น้ำมัน
อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่สำคัญต่อความสำเร็จของโครงการต่างๆ ในแผนพัฒนาประเทศหนีไม่พ้นไปจากทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งหากผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาโดยจัดสรรงบประมาณให้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อการเรียนการสอน ฝึกอบรม วิจัย และต่อยอดผลการวิจัยไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์จะทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีและที่สำคัญที่สุดคือพลเมืองที่มีคุณภาพ
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนการบริหารการศึกษาในส่วนต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและต้องเร่งดำเนินการ
ในส่วนการศึกษาสายวิชาชีพ กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งเพิ่มจำนวนนักศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ โดยมีสิ่งจูงใจคือรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาทั้งหมดแก่ผู้ที่อยากจะเข้าศึกษาในสายวิชาชีพทุกคนตั้งแต่ต้นจนจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเป็นการจ้างงานลักษณะหนึ่งนั่นเองรวมไปถึงการจัดงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับอัตรากำลังใหม่ที่จะใช้บรรจุผู้สอนในปัจจุบันที่เป็นครูอัตราจ้าง ตลอดจนจัดหาครุภัณฑ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยเพิ่มเติม โดยน่าจะมีความร่วมมือช่วยเหลือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตามระบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี
สำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรีอุดมศึกษาสายสามัญ ควรปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ซึ่งมีข้อดีคือผู้สอนต้องเตรียมการสอนอย่างทุ่มเทมากขึ้น ทำให้คุณภาพของการเรียนการสอนดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการศึกษาของผู้เรียนจะลดลงมากเพราะเวลาที่ใช้ในการเรียนส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านของนักศึกษา โดยจะต้องมีการจัดระบบการเข้าห้องเรียนที่สถานศึกษาของผู้เรียนเป็นช่วงๆ เพื่อการเรียนภาคปฏิบัติ การทบทวนบทเรียน และการสอบซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสาขาวิชา
ภารกิจอีกด้านหนึ่งของสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน คือการวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ขอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานทางด้านการวิจัย และการศึกษาสายสามัญ อุดมศึกษาระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษาเพิ่มทุนวิจัยทางด้านการเกษตรและสาธารณสุขมากขึ้นกว่าเดิม เน้นการติดตามผลการดำเนินงานวิจัยตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้ผล
งานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรม ตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ซึ่งภาคเอกชนรับผิดชอบในเรื่องของงบประมาณกองทุนเอง) อันจะทำให้การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนในเรื่องการวิจัยคล่องตัวมากขึ้น
คำกล่าวที่น่าจะนำมาเป็นขวัญและกำลังใจในช่วงนี้คือ “ในวิกฤต มีโอกาส” และขอให้ผู้บริหารประเทศ คิดคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการในเรื่องต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และคงจะประสบความสำเร็จในอนาคตได้ตามที่วางแผนไว้
วุฒิชัย กปิลกาญจน์

