หน้าแรก คอลัมนิสต์ กลุ่มผู้หญิงป...

กลุ่มผู้หญิงปลดแอกกับกรณีการทำแท้ง

11.10.20 | 14:00 น.

วันที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 6 ตุลา ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหา ผมน้อมรำลึกถึงนักศึกษาที่สูญเสียชีวิตในเหตุการณ์ล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 44 ปีก่อน และในเย็นวันนั้นเองทหารได้ทำรัฐประหาร ในวันนี้ มีบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่รำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และตั้งชื่อบทความว่า อยากให้ลืมแต่ ‘ต้องจำ’ ผู้เขียนบทความแสดงความเห็นว่า ‘การเพิกเฉยกับ “การฆ่า” ผู้ชุมนุมทางการเมืองหรือ “คนคิดต่าง” ทำให้ “คนสั่งการ” และ “คนฆ่า” ย่ามใจ จึงเกิดเหตุการณ์ฆ่าแล้วฆ่าอีก … ไม่เคยต้องรับผิด-ติดคุก’ ผมเห็นด้วยกับผู้เขียนที่ว่า ‘ต้องจำ’ แต่คิดว่า “คนสั่งการ” เมื่อ 44 ปีก่อนคงเสียชีวิตแล้ว จึงหวังได้แต่เพียงว่า เขาเหล่านั้นคงละอายแก่บาป ผมไม่อยากให้มีการจองเวรกันต่อไป หากในใจพวกเขามีการขออโหสิกรรม ใจของฝ่ายผู้ถูกกระทำคงจะว่างและเปิดกว้างพอที่จะให้อภัย การให้อภัยเป็นเรื่องที่ยาก แต่สามารถช่วยให้ใจปลอดโปร่ง เพราะได้ปล่อยวางจากการยึดความทุกข์ไว้

ขอขอบคุณคนรุ่นใหม่ที่จัดงานรำลึก 6 ตุลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เป็นโอกาสการใคร่ครวญถึงอดีต และเป็นการตั้งสติที่จะเรียนรู้ให้เท่าทันการขวางกั้นเสรีภาพ ที่ผู้มีอำนาจได้ทำด้วยกลวิธีต่าง ๆ กัน แต่ด้วยข้ออ้างเดิม ๆ คือเพื่อปกป้องคุณค่าคงตัวที่เป็นนามธรรม ที่พวกเขาอิงแอบเพื่อดำรงสถานะและอภิสิทธิ์เดิม ๆ เอาไว้

คนรุ่นใหม่มีหลายกลุ่ม พวกเขากำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูป ไม่ใช่เพื่อคุณค่านามธรรม เช่น ความดี (จึงมีกลุ่มนักเรียนเลว) ความภักดี การรักชาติโดยไม่ต้องตั้งคำถาม ฯลฯ รวมทั้งคุณค่าทั้งหลายที่ผู้ใหญ่บอกให้เชื่อ พวกเขากำลังเรียกร้องการปลดปล่อยพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรม จากโครงสร้างทางกฎหมายและกฎระเบียบ ซึ่งเป็นแอกที่กดทับพวกเขาอยู่ โครงสร้างที่ครอบคลุมกว้างขวางที่สุดได้แก่รัฐธรรมนูญ ที่ผู้ใหญ่บอกให้เชื่อว่าฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว แต่คนจำนวนมากกลับเชื่อว่าออกแบบมาเพื่อพรรคพวกของผู้ออกแบบนั่นแหละ แต่นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีแอกหรือกฎอื่น ๆ อีก บางกฎไม่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นจารีตประเพณีที่ผู้ใหญ่กรอกหูและกดดันให้ทำตาม

บทความนี้อยากชวนให้คิดถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มเคลื่อนไหวกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มผู้หญิงปลดแอก กลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้กำลังเรียกร้องสิทธิทางร่างกายที่พวกเธอพึงมี พวกเธอกำลังถามสังคมว่า ผิดด้วยหรือถ้าเธอทำแท้ง ผิดด้วยหรือถ้าเธอค้าประเวณี ผิดด้วยหรือถ้าเธอจะแสดงออกต่อสาธารณะว่ารักผู้หญิงด้วยกัน ฯลฯอย่างไรก็ดี ขอบเขตของบทความนี้จะอยู่ที่การแก้ไขกฎหมายการทำแท้ง

นานาประเทศกำลังแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทำแท้งได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขถาพ ในสมัยโบราณ ที่การปกครองยังไม่รวมศูนย์อยู่ที่รัฐ การทำแท้งถือเป็นเรื่องของบุคคลหรือชุมชน จริงอยู่ ทุกศาสนาถือว่าการฆ่าคนเป็นบาป ศาสนาที่มีการรวมศูนย์มากอย่างศาสนาคาทอลิก ผู้นำศาสนจักรจะวางบทบัญญัติมิให้ทำแท้งเพราะถือเป็นการตัดชีวิต อย่างไรก็ดี ในกฎหมายพระธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าแก่ก็ไม่ได้ระบุว่าการทำแท้งเป็นความผิด ในปราสาทนครวัด ซึ่งสร้างในพุทธศตวรรษที่ 17 มีภาพสลักหินที่แสดงถึงการรีดลูก จึงสันนิษฐานว่าไม่ถือเป็นความผิด

Advertisement

ในสยามประเทศ มีการตรากฏหมายให้การทำแท้งเป็นความผิดในปี ร.ศ. 127 หรือ 112 ปีมานี้เอง ก่อนหน้านี้ ไม่มีการระบุว่าผู้หญิงที่ทำแท้งมีความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด กฎหมายอาญาปัจจุบันมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำแท้งที่คล้ายกับกฎหมาย ร.ศ. 127 อยู่ 5 มาตราคือ มาตรา 301 ถึง มาตรา 305 ที่สำคัญคือมาตรา 301 ที่เป็นบทลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้งดังนี้

มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 302 ถึง 304 กำหนดโทษผู้ทำ (ให้ผู้อื่น) แท้ง โดยแบ่งเป็นกรณีที่หญิงยินยอม กับไม่ยินยอม และกรณีที่เป็นการพยายามทำ

มาตรา 305 ยกเว้นโทษแก่ผู้ทำแท้งในกรณีที่เป็นแพทย์ ซึ่งทำแท้งเพื่อสุขภาพของหญิง หรือเมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์จากการล่วงละเมิดทางเพศ

ในเมื่อเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้หญิงที่ทำแท้งจีงมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ปลอดภัย มีบ้างที่ใช้วิธีเชิงกล หรือซื้อยากินเอง แล้วเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น การอักเสบ หรือการตกเลือดจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อขูดมดลูก เป็นต้น บ้างขาดการเข้าถึงข้อมูลด้านเวชกรรม ทำให้กว่าจะตัดสินใจทำแท้งก็ตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้ว จึงมีการเสี่ยงสูงต่อสุขภาพทางกายและสุขภาพทางใจ ทั้งในขณะทำแท้งหรือหลังจากนั้น ในเมื่อเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงไม่มีข้อมูลเชิงสถิติที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนการทำแท้ง ตลอดจนการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตเนื่องจากการทำแท้ง

อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานที่ก้าวหน้าในเรื่องนี้ โดยกรมอนามัยได้ขึ้นทะเบียนยายุติการตั้งครรภ์โดยกำหนดให้เป็นยาที่สั่งโดยแพทย์ และในปี พ.ศ. 2557  ได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาเพื่อการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย อีกทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพได้สนับสนุนงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการยุติการตั้งครรภ์ในสถานบริการที่เข้าร่วมกับเครือข่ายอาสาดังกล่าว เพื่อลดอัตราการบาดเจ็บเสียชีวิตจากการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย จากผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยลงได้ 12 ล้านบาทใน พ.ศ. 2558 และ 20 ล้านบาทใน พ.ศ. 2559

จากข้อมูลของกรมอนามัยในปี 2562 พบว่า 60% ของผู้หญิงที่ทำแท้งมีเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและสังคม; อีก 40% มีเหตุผลด้านสุขภาพ ในการจำแนกอายุครรภ์ของผู้มารับบริการ พบว่า 43.8% มีอายุครรภ์ระหว่าง 5-8 สัปดาห์; 31.3% มี อายุครรภ์ระหว่าง 9-12 สัปดาห์; และ 11% มีอายุครรภ์ 17-22 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ น.ส. ศรีสมัย เชื้อชาติ และมีวินิจฉัยโดยมติเสียงข้างมากว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 27 และ 28 โดยมีผลเมื่อพ้น 360 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย ส่วนมาตรา 305 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27, 28 และมาตรา 77 แต่ทั้งนี้ เสียงข้างมากเห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และมาตรา 305 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ต่อไป

สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 301 และ 305 โดยเสนอให้มีบทลงโทษหญิงที่ทำแท้งที่เบากว่าเดิม และเฉพาะกรณีที่อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ดังนี้

มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ขณะที่อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พร้อมทั้งเสนอแก้ไขมาตรา 305 ว่า ถ้าผู้ทำแท้งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและทำแท้งในกรณีดังต่อไปนี้

1. จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น

2. จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง

3. หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำผิดเกี่ยวกับเพศ หรือ

4. หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์

ผู้ทำแท้งไม่มีความผิด

ในการนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาต้องรับฟังความเห็นของประชาชนตาม มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับร่างมาตรา 301 และ 305 ระหว่างวันที่ 13 ถึง 28 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่ามีผู้แสดงความเห็น 6 ราย ในขณะที่กลุ่มทำทางและเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้ รวมทั้งเครือข่ายอาสาเพื่อการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันดังกล่าว กว่าจะรู้จากข่าวในสื่อ ก็เป็นวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ปิดการรับฟังแล้ว

กลุ่มทำทางและเครือข่ายได้ทำการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org ให้ยกเลิกมาตรา 301 ไปเลย คือผู้หญิงที่ทำแท้งไม่มีความผิดทางอาญา ไม่ว่าจะมีอายุครรภ์เท่าไร ส่วนผู้ทำแท้งที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมก็ไม่มีความผิด หากกระทำในกรณีที่คล้ายคลึงกับที่คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างไว้ ยกเว้นเรื่องอายุครรภ์ ให้พิจารณาเป็นราย ๆ ไป และได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ขอให้ทบทวนเรื่องมาตรา 301 ใหม่ โดยขอให้ยกเลิกไปเลย มิใช่เพียงแก้ไข รวมทั้งขอให้ทบทวนเรื่องการรับฟังความคิดเห็น อนึ่ง เครือข่ายมีรายชื่อผู้สนับสนุนการยกเลิกมาตรา 301 กว่า 13,000 ชื่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้แสดงความเห็นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกามาก

ประเด็นเรื่องการทำแท้งของกลุ่มทำทาง เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่กลุ่มผู้หญิงปลดแอกเรียกร้อง เมื่อถามถึงเหตุผลที่ผู้หญิงปลดแอกเข้ามาร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ผู้นำของกลุ่มคนหนึ่งตอบชัดเจนว่า “เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเรามองเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องการเมืองที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว ก็คับแคบมาก ในขณะที่ชีวิตเราไปไม่ถึงเรื่องการเมืองที่เป็นทางการหรอก เราอาจจะมีส่วนร่วมแค่การเลือกตั้ง แล้วเราจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ไม่ได้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ วัน รัฐกลับมาควบคุมสิทธิของเรา เรื่องการทำแท้งเกี่ยวข้องกับตัวเรามากกว่าไปเรียกร้องให้ประยุทธ์ออกไปเสียอีก” 

โคทม อารียา