หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปัญหาเศรษฐกิจ...

ปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายรัฐมนตรีคลัง

14.10.20 | 10:14 น.
ปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายรัฐมนตรีคลัง

ปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายรัฐมนตรีคลัง

ในที่สุดเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งนี้ถือได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจถูก ซึ่งนานๆ ครั้งจะได้เห็นว่าตรงสเปกขนาดนี้

คุณอาคมเป็นลูกหม้อของสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ จนกระทั่งได้ดํารงตําแหน่งสูงสุดเป็นเลขาธิการ ในอดีตที่ผ่านมามีผู้ใหญ่จากสภาพัฒน์ได้เข้ามารับตําแหน่งเสนาบดีช่วยบ้านเมืองมาแล้วหลายคน อาทิ ท่าน ดร.เสนาะ อูนากูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีเกษตรฯ ท่านเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ซึ่งท่านเหล่านี้เป็นอาจารย์เคยสอนงานผมมาทั้งนั้น

ในรุ่นต่อจากนั้นก็มีรุ่นเพื่อนๆ ผม คือ คุณจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คุณรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตอนนี้ก็มีรุ่นน้องคือ คุณอาคมนี่แหละ ซึ่งท่านเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ประวัติของท่านไม่มีข้อด่างพร้อย เรียกว่ามือสะอาดไม่มีรอยเปื้อน ปกติใครเคยคุมกระทรวงคมนาคมมาก่อนเมื่อกลับมารับตําแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้งจะหายากมาก หากรับงานก็คงตกม้าตาย เพราะจะไม่กล้ากรอกใบแจ้งบัญชีทรัพย์สินแล้วครับ

ไม่ใช่เฉพาะคุณอาคมคนเดียวที่มือสะอาด บุคคลที่ผมเอ่ยนามมาข้างต้นที่มาจากสภาพัฒน์ก็มีประวัติมือสะอาดทุกท่าน ผมอดภูมิใจในสถาบันนี้ไม่ได้ที่ได้อบรมสั่งสอนการไม่ข้องแวะแปดเปื้อนในเรื่องโกงกินให้กับข้าราชการที่เคยทํางานที่นี่มาก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้น ตั้งแต่มีการสถาปนาสํานักงานสภาพัฒน์ขึ้นมา ข้าราชการทุกคนได้เห็นผู้บังคับบัญชาที่มีแต่ความบริสุทธิ์ทํางานอย่างตรงไปตรงมา ถูกฝึกอย่างนี้มาตลอดจนไม่รู้ว่าการโกงกินเวลาเป็นรัฐมนตรีเขาทํากันอย่างไร

Advertisement

การแต่งตั้งคุณอาคมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในครั้งนี้จึงได้สร้างความรู้สึก (Sentiment) ในทางที่ดีมากให้แก่นักธุรกิจ และประชาชนที่มีความรู้ทั่วไปยังไม่ทันลงมือทํางานก็ได้คะแนนบวกไปมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ด้วยฤทธิ์และพิษสงของโควิด-19 และด้วยความหย่อนยานในหน้าที่รับผิดชอบของข้าราชการในปัจจุบัน จึงทําให้กระทรวงการคลังเปลี่ยนไป รัฐมนตรีจะทํางานยากขึ้น ข้าราชการที่ทํางานด้วยความหยิ่งยโสในความเป็นข้าราชการในกระทรวงเกรด A ชักร่อยหรอลง ข่าวคราวผู้ใหญ่ในกระทรวงมีมลทินด่างพร้อยมีมากขึ้น เมื่อมาเจอกับปัญหาด้านเศรษฐกิจใหญ่ๆ ที่ถาโถมเข้ามาจากทุกด้าน ประกอบกับต้องเจอภาวะการเมืองที่ดูเหมือนจะขาดเสถียรภาพ แต่มีลูกเล่นที่แพรวพราวยิ่งกว่าอดีตที่ผ่านมา บวกกับรัฐธรรมนูญที่พิสดาร ไร้กฎเกณฑ์สร้างสรรค์ให้เป็นประชาธิปไตย ทําให้นึกไปแล้วอดที่จะสงสารท่านรัฐมนตรีหน้าใหม่ไม่ได้

ด้วยความปรารถนาดีและไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะขู่เข็ญให้หวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงใคร่ขอนําตัวเลขที่แสดงภาวะอันเลวร้ายทางเศรษฐกิจเสนอให้ท่านรัฐมนตรีคลังคนใหม่ได้ทราบเพื่อนําไปตรึกตรองหาทางแก้ไขตามลําดับความสําคัญที่ควรจะเป็นไว้สัก 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

ตัวเลขชุดแรก คือ รายได้มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP ของไทย ปี 2563 นี้เป็นปีที่เราจะเห็นการประมาณการหรือการคาดการณ์ GDP ของแต่ละสํานักออกมาหลายระลอก ตอนต้นๆ ปีก็คาดว่าจะเป็น -3% ถึง -5% แต่ต่อมาก็ปรับติดลบมากขึ้น ในไตรมาส 3 ของปีทางสภาพัฒน์ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง หน่วยงานหลักในเรื่องนี้ของทางการ ได้คาดการณ์ว่าปีนี้ GDP จะอยู่ที่ระดับ -7.5% ถึง -8.5% แต่ธนาคารเอกชนกลับเห็นว่าจะต้องติดลบสูงกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จํากัด ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ทําการวิจัยข้อมูลและสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจได้อย่างน่าเชื่อถือมากแห่งหนึ่ง ได้มีการปรับประมาณการของ GDP มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะเลวร้ายขึ้น คือมีโอกาสจะเป็น -10% และยังบอกด้วยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัวยูซึ่งแปลว่าส่วนที่ตํ่าสุดจะลากถูไถไปยาวจากไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 คือลากยาวไปร่วมปีจึงจะผงกหัวขึ้น และจะโตเป็นบวกได้หรือพ้นนํ้าในประมาณปลายไตรมาสที่ 1 ปี 2564 สรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะติดลบ หรืออยู่ใต้ผิวนํ้าไปถึง 5 ไตรมาส

ตัวเลขการประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ในปีนี้ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ 2 สถาบัน คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ให้ประเทศไทยแย่สุดในกลุ่มอาเซียน คือ -8% ขณะที่ธนาคารโลก หรือ World Bank ก็คาดการณ์ว่าไทยจะตํ่าสุดในกลุ่มอาเซียนและในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาเอเชียตะวันออก (Developing East Asia) คือจะอยู่ที่ -8.3% ถึง -10.4%

นี่เป็นการตอกยํ้าว่าประเทศไทยนั้นมีปัญหาการตกตํ่าทางเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในแถบนี้และนี่คือโจทย์ทางเศรษฐกิจที่ยากที่สุดของรัฐมนตรีคลัง จะหันไปดูด้านไหนก็ค่อนข้างมืดมิดหมด การส่งออกยักแย่ยักยันอย่างมาก คิดว่าสิ้นปีคงออกมาใกล้ๆ -10% การท่องเที่ยวในไตรมาสสุดท้ายนี่แน่ชัดแล้วว่าหวังอะไรไม่ได้เลย เพราะขณะนี้รัฐมนตรีการท่องเที่ยวพูดถึงการนํานักท่องเที่ยวเข้ามาครั้งหนึ่งแค่หลักร้อยหลักพันคนเท่านั้น น่าสงสารจริงๆ ครั้นจะหันมาเน้นการบริโภค โดยออกมาตรการมาให้คนจนออกไปใช้จ่ายและไปเที่ยว ดูแล้วมันฝืนธรรมชาติเสียจริงๆ แม้คนพอจะมีเงินเขาก็ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะระบาดไปอีกนานแค่ไหน ส่วนด้านการลงทุนทั้ง EEC และโครงการใหญ่อื่นต่างก็ต้องชะลอตัวไปอีกนาน โจทย์การทําให้ GDP ปีหน้าเป็นบวกแค่ 2-3% ยังยากเลยครับ

ตัวเลขชุดที่สอง คือ วิกฤตการคลังที่ได้ส่อเค้าให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปีงบประมาณ 2563 และจะปรากฏชัดเจนมากขึ้นในปีงบประมาณ 2564 (ตุลาคม 2563-กันยายน 2564) คือการที่ฐานะด้านการคลัง ทั้งด้านรายได้รายจ่ายและภาระหนี้ภาครัฐตกตํ่าลงอย่างรวดเร็วในปี 2563 นี้ใครๆ เขาก็รู้ว่าเป็นผลพวงจากการระบาดทั่วโลกของโควิด แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทําให้ดุลการคลังเสียศูนย์อย่างหนักอย่างที่เป็นอยู่นี้ถ้าพื้นฐานด้านการคลังของเราดี รายได้ด้านนี้ตกตํ่า ยังมีช่องทางด้านภาษีให้หารายได้ด้านอื่นมาแทน มีช่องทางในการตัดทอนงบประมาณที่ไม่จําเป็น ช่องทางในการกู้เงินมาเสริม ถ้ายังมีช่องทางแบบนี้มากพอ การคลังของประเทศไทยก็ยังจะพอไปได้ แต่นี่กลับตีบตันไปหมดจนเป็นวิกฤตแล้ว

ที่ว่า “วิกฤตการคลัง” กําลังเกิดขึ้นนี้สามารถดูได้ชัดจากข้อมูลพื้นฐานด้านการคลังที่กําลังแสดงอาการอ่อนล้า ตัวแรกคือ การจัดเก็บรายได้แผ่นดินของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2563 ที่จะเกิดตํ่ากว่าประมาณการในงบประมาณถึงร่วม 400,000 ล้านบาท จากผลการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งปกติจะเป็นรายได้หลักของรัฐที่จะนํามาใช้จ่ายในการทํานุบํารุงประเทศ ปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2563 นี้ผลการจัดเก็บตํ่ากว่าปีที่แล้วทุกประเภทและตํ่ากว่ามากด้วย เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นตัวหลัก ปีนี้จะเก็บได้สองในสามของปีที่แล้ว ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเป็นตัวรอง ปีนี้จะเก็บได้ไม่ถึงครึ่งของปีที่แล้ว ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็จะเก็บได้ประมาณสองในสามของปีที่แล้ว แล้วจะมีอะไรเหลือให้เก็บภาษีเพิ่มได้เรื่องนี้จะลากยาวไปถึงปีหน้าแน่นอน

เมื่อภาษีเก็บได้น้อย ซึ่งรัฐบาลเองก็รู้ล่วงหน้าแล้ว โดยได้มีการตั้งเงินกู้ชดเชยการคลังขาดดุลในปีงบประมาณ 2563 ไว้เต็มพิกัดที่กฎหมายให้อํานาจไว้จํานวน 469,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 3% ของ GDP หรือ 14.7% ของงบประมาณรายจ่าย

ข้อมูลอีกตัวที่แสดงว่า “วิกฤตการคลัง” กําลังเกิดคือ หนี้สาธารณะ (Public Debt) ซึ่งในตอนต้นปีมีสัดส่วนแค่ 41% ของ GDP แต่ขณะนี้น่าจะเพิ่มเป็น 51-52% ของ GDP ที่เพิ่มเร็วเช่นนี้เพราะตัวหนี้ที่รัฐบาลกู้ปีนี้เพิ่มขึ้นมาก นอกจากการกู้ชดเชยการขาดดุลแล้ว ยังมีเงินกู้พิเศษเพื่อแก้ผลกระทบโควิด-19 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพิ่มเข้ามาด้วย ขณะเดียวกันทางด้าน GDP ซึ่งเป็นตัวหารเกิดติดลบมาก สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีนี้จึงพุ่งพรวดถึงร่วม 10% และเป็นที่แน่ชัดว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ก็จะตํ่ากว่าเป้าที่ตั้งไว้ในงบประมาณมากมายเช่นกัน รัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณถึง 608,962 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับ GDP แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 3.8% นับว่าปี 2564 นี้จะมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ทีเดียวสูงกว่ากรอบ 3% ของ GDP และนอกจากนี้ยังมีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท อีกจํานวนไม่น้อยกว่า 400,000 ล้านบาท ที่ต้องกู้อีก จึงเชื่อได้แน่ชัดว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2564 นี้หนี้สาธารณะจะต้องก้าวผ่านเส้นการกู้เงินที่รัฐบาลแต่ไหนแต่ไรมาได้กําหนดไว้ที่ 60% ของ GDP อย่างแน่นอน การควบคุมหนี้สาธารณะไม่ให้สูงกระฉูดจนฉุดไม่อยู่จึงเป็นความท้าทายที่สําคัญอย่างหนึ่งของรัฐมนตรีคลัง

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วท่านประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีการประกอบการมากมายหลายด้าน มีการจ้างงานมากมาย และมีที่ปรึกษาที่เก่งและประสบการณ์หลายด้านหลายคน ได้เสนอแนะรัฐบาลให้กระปรี้กระเปร่าในการเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศในยามนี้หลายประการ ล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องเดียวที่เกี่ยวโยงกับเรื่องวิกฤตการคลังที่ผมกําลังพูดถึงนี้ซึ่งผมมีความไม่เห็นด้วยอย่างมากคือ ข้อเสนอให้รัฐบาลไปกู้เงินโดยการออกพันธบัตรอายุ 30 ปี จํานวน 10 ล้านล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0.5% แล้วนํามาปล่อยกู้ให้นักธุรกิจไทยที่ชําระหนี้ดีมาตลอด

ที่ผมไม่เห็นด้วยมีข้ออธิบายด้วยความเคารพดังนี้ครับ ประการแรก ข้อเสนอให้ออกบอนด์ (พันธบัตร) 10 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี ในอัตราดอกเบี้ยที่คว้ามาจากอากาศ 0.5% นั้น ตามนี้ทําไม่ได้สักกะอย่าง เงินกู้แม้จะออกบอนด์มาขายเป็นช่วงๆ ก็ตาม มันมากถึงประมาณสองในสามของ GDP ขนาดนี้ประเทศเราออกไม่ได้หรอกครับ ขอโทษครับตามสุภาษิตโบราณ “อย่าขี้ตามช้าง” นั้นถูกต้องที่สุด

ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้นดูได้ไม่ยาก ปัจจุบันไทยมีตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่โตถึงประมาณ 91% ของ GDP มากกว่ามูลค่าตลาดของตลาดหุ้นเสียอีก ซึ่งตลาดตราสารหนี้ไทยนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก มีองค์กรอิสระดูแล ชื่อว่า “สมาคมตราสารหนี้ไทย” (Thai Bond Market Association) ซึ่งขณะนี้ตัวผมเป็นประธานคณะกรรมการของสถาบันอิสระนี้อยู่ สมาคมตราสารหนี้ไทยเขามีเส้นแสดงผลตอบแทนของการออกบอนด์ (Yield Curve) ที่เป็นปัจจุบันให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้จะออกบอนด์ดูอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างพันธบัตรของรัฐบาลแค่สองหมื่นล้านบาท อายุ 10 ปี ถ้าจะออกในช่วงนี้ต้องให้อัตราดอกเบี้ย 1.40% ไม่ใช่ 0.5% และถ้าเป็นพันธบัตร 30 ปี ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 2.2% เป็นต้น การออกบอนด์ตามข้อเสนอนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สอง ที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก คือ ข้อเสนอที่จะให้รัฐบาลกู้เงินจํานวนมากด้วยการออกบอนด์นี้เพื่อให้นําเงินไปปล่อยกู้ให้นักธุรกิจไทยที่ชําระหนี้ดีมาตลอด ดังนั้น สมมุติว่ามีรัฐบาลปัญญาอ่อนสามารถจัดหาเงินกู้ได้นะครับ ผู้ที่จะได้รับเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ก็จะเป็นนักธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นผู้กู้เงินโดยการออกหุ้นกู้เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท 30-40 รายนั่นแหละ เช่น กลุ่มบริษัทซีพี กลุ่มไทยเบฟ กลุ่มซีพีเอ็น (เซ็นทรัล) กลุ่ม ปตท. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นต้น

ไม่ต้องคิดกู้มาก ตอนนี้ถ้ารัฐบาลมีนโยบายจะกู้เงินพิเศษแค่ 2 ล้านล้านบาท มาให้เอกชนกู้ต่อตามที่เสนอแนะ เครดิตของประเทศก็จะพังลงทันที การกู้เงินทั้งภาครัฐและเอกชนขณะนี้ต่างก็เหนื่อยและต้องเจอกับภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั้งนั้น ขออย่าคิดว่าเงินมีล้นโลก แล้วเราจะกู้เท่าไหร่ก็ได้

ขณะนี้ถ้าสังเกตด้านการเงินให้ดีจะเห็นว่านักลงทุนต่างประเทศได้ลดการลงทุนในหุ้นไทยไปเรื่อย ตามข่าวที่เพิ่งออกมาชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนในหุ้นชาวต่างชาติได้ขายหุ้นไทยไปแล้วถึง 276,000 ล้านบาท นอกจากนี้ การลงทุนของต่างประเทศที่ลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลไทยและของพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยในตลาดตราสารหนี้ก็ได้ทยอยลดปริมาณลงไปเช่นกัน จากเคยถือจํานวน 915,000 ล้านบาท หรือ 7% ของตราสารหนี้ในระบบทั้งสิ้น 13 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 เหลือเพียง 847,000 ล้านบาท หรือ 6% ของยอดรวมตราสารหนี้ในระบบ 14.2 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563

ดังนั้น หากการกู้เงินภาครัฐยิ่งเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น ความเชื่อถือในเครดิตของประเทศไทยต้องลดลงแน่ ยิ่งกว่านั้น ค่าเงินบาทต้องอ่อนตัวลงเร็ว ต่างชาติที่เอาเงินตราต่างประเทศมาพักไว้ในไทยจํานวนมากก็จะหดหายไปเร็ววันขึ้นด้วย แล้วไทยเราก็จะหาแหล่งเงินกู้ดีๆ ได้ยากขึ้น นี่คือสิ่งที่ท้าทายทั้งรัฐมนตรีคลังคนใหม่และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ด้วย

ตัวเลขชุดที่สาม คือ ตัวเลขหนี้เสียที่ขยับสูงขึ้นของธุรกิจ SMEs ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เปิดเผยว่า สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของไทยเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนธันวาคม 2562 และเพิ่มขึ้น 5.1% ในเดือนมิถุนายน 2563 และคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.5%-8% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากธนาคารพาณิชย์ได้ออกมาตรการพักหนี้และปล่อยสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้ SMEs

การใช้มาตรการดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องจําเป็นที่ธนาคารต้องช่วย SMEs เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 แต่ขณะเดียวกันก็จะทําให้หนี้เสียที่เป็น NPL เพิ่มขึ้นด้วย ตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ช่วงครึ่งปีแรกของ 2563 ตัวเลข NPL ของ SMEs อยู่ที่ 6% ของวงเงินสินเชื่อ และในช่วงครึ่งปีหลังอาจขยับสูงขึ้นเป็น 6.5%-6.7% ซึ่งจําเป็นต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

ส่วนที่ว่า SMEs ด้านไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบมากน้อยกว่ากันนั้น สามารถดูได้จากผลการประกอบการก่อนเกิดโควิด-19 โดยจะเรียงจากประเภทที่มีผลขาดทุนมากไปหาน้อย ถึงจะพบว่าที่ขาดทุนมากสุดคือ อุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาคือ อุตสาหกรรมผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า และที่ขาดทุนมากลําดับสามคือ อุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหาร ดังนั้น เมื่อมีการเผยแพร่อย่างรุนแรงของโควิด-19 SMEs ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมทั้งสามประเภทนี้ก็จะได้รับผลกระทบด้านการเงินรุนแรงกว่าด้านอื่นๆ

ขณะนี้มีการเรียกร้องจาก SMEs ให้ทางการซึ่งอาจมุ่งไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคาร ช่วยต่อระยะเวลาการพักหนี้ที่จะสิ้นสุดในปลายเดือนตุลาคมนี้ออกไปอีก ซึ่งโจทย์เรื่องนี้ในเวลานี้จะยืดเวลาก็ลําบาก จะหยุดไม่ต่อเวลาก็อลหม่านแน่ เพราะทางภาครัฐยังมีหน้าที่ต้องอุ้มต่อ และภาครัฐไม่อยากเห็นคนว่างงานมากมาย แต่เวลานี้ภาครัฐเอาแต่อยู่เฉยๆ ตั้งการ์ดแบบเข้มแข็ง แต่ผู้คนและธุรกิจต้องอ่อนแรงลง ดูเหมือนภาครัฐจะปัดความรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจตกตํ่า เอาดีแต่เรื่องป้องกันโรคเพียงอย่างเดียว

ในภาคธนาคารก็น่าเห็นใจ เพราะหลักการให้มีการหยุดพักชําระนี้ซึ่งแม้ว่าทางธนาคารกลางจะให้สิทธิประโยชน์แก่สถาบันการเงินพอควร แต่ทุกธนาคารเขาถือว่าวิธีนี้เป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องชั่วคราว ถ้าเสริมสภาพคล่องไประยะหนึ่งแล้วมองเห็นว่ายังพากันเดินไปตาย ธนาคารเขาก็ไม่อยากให้ความช่วยเหลือเพราะเขาเองจะล้มเจ็บไปด้วย ปัญหาการพักชําระหนี้ต่อ จะพักทั้งหมดตามเกณฑ์เดิม หรือจะพักไม่หมดตามเกณฑ์ที่อาจวางขึ้นมาใหม่ จะเลือกหนทางใดก็มีข้อเสียทั้งนั้น เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปัญหาวัวพันหลัก”

โดยสรุปแล้วปัญหาเศรษฐกิจทั้ง 3 เรื่อง ที่ยกมากล่าวในวันนี้ล้วนแต่เป็นปัญหาวัวพันหลักทั้งนั้น จะแก้ด้วยวิธีใดก็ตามจะมีทั้งได้และเสีย จะได้ยินเสียงไม่พอใจของผู้คนและสื่อในทุกวิธีที่จะเลือกมาใช้แก้ปัญหา แต่คนที่รับผิดชอบในระดับนโยบายที่ต้องตัดสินใจทำอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนที่มองเห็นปัญหาจริงๆ ของคนส่วนใหญ่ คิดให้รอบคอบแล้วทำด้วยความมั่นใจและเด็ดขาด เทวดาต้องคุ้มครองครับ

สมหมาย ภาษี

ติดตามบทความ สมหมาย ภาษี ที่เฟซบุ๊ก
Sommai Phasee — สมหมาย ภาษี